บทที่ 4 ไม่ปลื้ม

“กลับมาแล้วเหรอ ถูกแม่นั่นรั้งตัวเอาไว้จนได้สินะ!”

น้ำเสียงขุ่นไม่พอใจทักขึ้นทันทีที่ร่างสูงสง่าของนคเรศก้าวเท้าเข้ามาในบ้านสิริธนาเกียรติ ทำให้คิ้วเข้มของเขาขมวดชนกันนิดหนึ่ง ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างพยายามซ่อนความเหนื่อยระอาเอาไว้

“วันนี้มันวันเสาร์ครับแม่” เปรยให้รู้ว่าวันนี้เขาไม่ได้ทำงานและสามารถไปนอนค้างข้างนอกได้ ซึ่งส่วนตัวก็มีคอนโดอยู่ห้องหนึ่ง แต่นคเรศไม่ได้ไปค้างที่นั่นอย่างถาวรเนื่องจากมารดาตั้งกฎเอาไว้ว่าครอบครัวควรอยู่พร้อมหน้ากันที่บ้านใหญ่ ถ้าแต่งงานถึงค่อยย้ายออก นคเรศกับน้องชายจึงยอมตามใจท่าน

“แม่รู้! แต่เคยบอกกี่ครั้งกี่หนแล้ว ว่ายังไงก็ไม่ให้แต่งกับแม่คนนั้น ทาวน์เองก็น่าจะรู้ดี ว่ามีหน้าที่ต้องสืบทอดงานจากคุณพ่อ แม่ยลรวีไม่มีคุณสมบัติที่จะมาอยู่เคียงข้างทาวน์ได้หรอกนะ เชื่อสายตาแม่เถอะ”

คุณนัยนา สิริธนาเกียรติ พยายามหว่านล้อมทุกครั้งที่มีโอกาส ทั้งขู่ทั้งปลอบทั้งตะล่อมทุกทาง แต่ผลลัพธ์ก็คือนคเรศไม่เคยฟัง ยังคงคบหากับแฟนคนเดิมที่มองอย่างไรก็ไม่มีทางไปด้วยกันรอด ซึ่งรอดของเธอนั้นหมายถึง อยู่ด้วยกันยืดยาวราบรื่นไปจนถึงวัยถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร

“แม่ครับ ถ้าผมจะแต่งงานกับผู้หญิงสักคน ก็เพราะผมรักเธอและเธอก็รักผม ไม่ใช่แต่งเพื่อหาคนมาช่วยงานนะครับ ที่ออฟฟิศมีคนช่วยงานผมครบทุกตำแหน่งแล้วครับแม่”

ชายหนุ่มโต้ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและยืนกรานในความคิดของตน ซึ่งก็แบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว นคเรศไม่ใช่คนก้าวร้าวผู้ให้กำเนิด แต่ในขณะเดียวกันก็มีจุดยืนของตัวเองและไม่ยอมลงให้มารดาในเรื่องสำคัญที่คิดว่าเขาต้องตัดสินใจเอง อย่างเช่นเรื่องการจะเลือกผู้หญิงสักคนมาเป็นเมียและแม่ของลูกเป็นต้น

 “เรามันหลงมารยาผู้หญิงคนนั้นจนโงหัวไม่ขึ้นยังไงล่ะ ตอนนี้แม่พูดอะไรมันก็ไม่เข้าหูทั้งนั้นแหละ! แม่นั่นจะมีดีก็แต่การเสแสร้งแกล้งออเซาะ ออดอ้อนอ่อนหวานเอาใจลูกเท่านั้น”

นัยนากล่าวจบก็ค้อนควักตาขุ่นใส่ลูกชายคนโตอย่างหมั่นไส้ เธอมีลูกชายอยู่สองคน คือนคเรศและนครินทร์ เนื่องจากนัยนาเป็นลูกเสี้ยวไทย-กรีก ทำให้ลูกชายพลอยได้รับดีเอนเอหน้าตาดีไปด้วย

รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกันมาก แต่ต่างกันที่เฉดสีผิว คนน้องมีผิวขาวเนียน ขณะที่พี่ชายมีผิวสีแทนนวล ใบหน้าหล่อเหลาเหลือร้ายอย่างที่เธอไม่ได้ชมเอง แต่เป็นเสียงชมของคนส่วนใหญ่ที่ได้เห็นเจ้าสองหนุ่มนี่

นครินทร์มีใบหน้าเรียวกว่าพี่ชายเล็กน้อย ส่วนนคเรศนั้นรูปหน้าเห็นสันกรามได้เหลี่ยมชัดเจน ส่งให้ดูเข้มคมคายสมชายชาญ บวกกับรูปร่างสูงผึ่งผายราวกับนายแบบ ยิ่งทำให้ดูโดดเด่นท่ามกลางผู้คน

ลูกชายคนโตของเธออะไรๆ ก็ดีไปหมด เพียบพร้อมไปด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติ และทรัพย์สมบัติ การศึกษารึก็ดีเยี่ยม แถมมีความสามารถเก่งกาจในการบริหารธุรกิจและประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่มีข้อเสียอยู่ข้อเดียวซึ่งนัยนาถือว่าเป็นข้อใหญ่เสียด้วย นั่นก็คือเรื่อง การเลือกคู่ครอง

“ผมไม่ได้ออกรบนะครับแม่ จะได้หาผู้หญิงมาช่วยกอบกู้เอกราช และรวีก็ไม่ได้เสียหายอะไร ถ้าแม่เปิดใจให้เธอสักนิด...”

“พอๆ พอเลย แม่ไม่เคยมองใครผิด บอกว่าไม่เหมาะก็คือไม่เหมาะ! อีกอย่างแม่ไม่ได้ปิดใจ แต่มองด้วยสายตาที่เห็นไปถึงอนาคตข้างหน้า เข้าใจไหมนายทาวน์”

“อะไรกันครับ ใครจะไปออกรบกู้ชาติที่ไหนครับ โอ้ ว้าว! แล้วทำไมคุณนัยนาถึงได้แต่งตัวซะสวยเช้งกระเด๊ะแต่เช้าอย่างนี้เนี่ย”

นครินทร์ส่งเสียงมาก่อนตัว ร่างสูงที่มีใบหน้าหล่อเหลาไม่แพ้พี่ชายก้าวเร็วๆ ลงมาจากบันไดวนขนาดใหญ่ ส่งยิ้มทะเล้นปนประจบไปยังมารดาโดยเฉพาะ คนเป็นแม่ส่งค้อนควักให้เพราะรู้เท่าทันการแทรกแซงในครั้งนี้ ส่วนพี่ชายมีสีหน้าเหนื่อยล้า นครินทร์รู้ว่านคเรศไม่ได้เอือมระอาเขา แต่เป็นคู่กรณีอย่างคุณนายนัยนาต่างหากเล่า แม่กับลูกชายคนโตนั้นคุยกันได้แทบทุกหัวข้อ ยกเว้นประเด็นเดียวที่ถ้าแตะต้องทีไรเป็นได้เรื่องทุกที นั่นก็คือเรื่องของผู้หญิงที่ชื่อ ยลรวี นั่นเอง

“ก็แต่งตัวรอพวกแกนั่นแหละ กว่าจะเสด็จมาได้ ข้าวไม่ต้องกินหรอกนะ เดี๋ยวไปกินร้านข้างนอกเอา”

คำพูดของมารดาทำให้นคเรศปรับอารมณ์ไม่ทัน

“แม่กับนายเทมส์จะไปไหนกันหรือครับ”

“ไม่ใช่แค่แม่กับเทมส์ แต่ทาวน์ต้องไปด้วย จะพาไปเที่ยวเมืองโบราณที่สมุทรปราการ แม่นัดเพื่อนๆ เอาไว้ วันนี้วันเสาร์ ทาวน์มีเวลาให้ผู้หญิงคนอื่นได้ ก็คงจะพอมีเวลาให้แม่ให้เชื้อบ้างหรอกนะ!”

ตอนท้ายไม่วายพูดกระทบกระเทียบแดกดันพร้อมกับปรายตาขุ่นๆ ให้ลูกชายคนโต

แต่นคเรศชินเสียแล้ว มารดาเป็นคนคิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้นและเปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วไปตามสถานการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจเอาเสียเลยนั่นคือทำไมท่านถึงไม่ชอบยลรวี เคยพาเธอมาที่บ้านครั้งหนึ่ง แต่มารดาไม่ยินดีต้อนรับและแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องชะตา

ตอนนั้นนคเรศรู้สึกสงสารและเห็นใจหญิงสาวมาก และเวลาผ่านไปหลายปีก็ยังคงรู้สึกสงสารคนรักอยู่ไม่คลาย แต่ก็เชื่อว่าสักวันเธอจะสามารถเอาชนะใจแม่ของเขาได้ บางทีอาจจะต้องมีหลานให้สักคนสองคนก่อน เผื่อหลานจะทำให้ท่านใจอ่อนลง

“งั้นผมขอเวลาไปเปลี่ยนชุดแป๊บนะครับ” ชายหนุ่มไม่ได้เถียงมารดาอีกเพราะไม่อยากเสียเวลา รู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่ชนะ และรังจะทำให้ท่านตั้งแง่กับยลรวีมากยิ่งขึ้น เดี๋ยวค่อยหาทางเอาตัวรอดตอนไปถึงที่โน่นก็แล้วกัน

“งั้นระหว่างรอเฮีย ผมขอกินอะไรรองท้องรอนะ”

นคเรศพยักหน้าให้น้องชายนิดหนึ่ง รู้ว่าเมื่อกี้เจ้าเทมส์มันลงมาช่วยขัดตาทัพให้เขา จึงส่งสายตาขอบใจน้องชายไปอย่างเงียบๆ

ชายหนุ่มรีบขึ้นไปชั้นบนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อคืนนี้นอนค้างที่คอนโดส่วนตัว เพิ่งขับรถไปส่งยลรวีที่คอนโดของเธอเมื่อเช้านี้เอง และก็กลับมาบ้านให้แม่เฉ่งนี่แหละ

คุณนัยนามองตามลูกชายคนโตด้วยสายตาขุ่นเคืองไม่ได้ดั่งใจ ก่อนจะก้าวตามลูกชายคนเล็กเข้าไปในห้องทานข้าว

“เทมส์เห็นด้วยกับแม่ใช่ไหม”

ขณะที่นครินทร์กำลังยกกาแฟขึ้นดื่ม มารดาก็ตามเข้ามาซาวนด์เสียงเพื่อหาพรรคพวก ชายหนุ่มรีบพยักหน้าหงึกๆ ทันใดโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา

“ครับแม่ เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ”

รีบสนับสนุนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ไม่ใช่อะไร ทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอดล้วนๆ ให้ท่านพุ่งความสนใจไปที่นคเรศจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับเขา นครินทร์กำลังสนุกกับชีวิตอยู่ตอนนี้ เขาอายุเพิ่งยี่สิบเจ็ดเอง ยังไม่อยากถูกแม่หาเจ้าสาวให้เหมือนอย่างพี่ชาย อย่างทริปที่กำลังจะไปเที่ยวเมืองโบราณนี้ไง เชื่อเถอะว่ามันไม่ใช่แค่ทริปชิมไปเที่ยวไปอย่างเดียวแน่ แต่มันเป็นการเอาเรื่องเที่ยวมาบังหน้าเพื่อนัดสาวๆ มาให้พี่ชายเขาดูตัวนั่นเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป