บทที่ 5 ขิงก็รา ข่าก็แรง

นคเรศลอบถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย พอมาถึงสถานที่นัดหมาย ชายหนุ่มก็ต้องไหว้เพื่อนฝูงของมารดามือเป็นระวิง แถมแต่ละคนก็ยังพกลูกสาวบ้าง หลานสาวบ้างแนบสีข้างมาด้วย เขารู้ดีว่าเป็นจุดประสงค์แอบแฝงของคนเป็นแม่ แต่ก็ไม่อยากขัดใจ เพราะนคเรศได้ขัดความต้องการของท่านเรื่องใหญ่ไปแล้ว นั่นก็คือเรื่องของยลรวี ก็ได้แต่คิดในใจว่าอยากให้ดูตัวผู้หญิงเขาก็จะดู แต่ไม่สานสัมพันธ์เสียอย่าง แม่จะทำอะไรได้

ยอมรับว่าหญิงสาวทุกคนที่ถูกแนะนำให้รู้จักนั้นล้วนแต่หน้าตาดี แต่ถึงแม้พวกเธอจะสวยแค่ไหนนคเรศก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะหัวใจไม่ว่างให้ใครอีก ถ้าเขาไม่หนักแน่นมั่นคงพอก็คงไม่คบกับผู้หญิงคนเดียวมาถึงเจ็ดปีอย่างนี้หรอก

ทั้งนี้ทั้งนั้นคนที่ลอยตัวที่สุดในตอนนี้ก็คือนครินทร์ที่ทำทีว่ามีโทรศัพท์เข้าแล้วก็ยกมือไหว้รอบวงก่อนจะจรลีหายหัวไปในพริบตา

“เดี๋ยวเราไปทานข้าวกันที่ร้านอาหารตรงโน้น เชิญทุกท่านขึ้นรถทางนี้ค่ะ” คนนำเที่ยวบอกแก่ชาวคณะ ทันใดนั้นโทรศัพท์ของนคเรศก็ดังขึ้นอย่างรู้คิว เขารีบถือโอกาสขอตัวกับมารดาและเดินเลี่ยงออกมาไกลพอสมควร

“ไอ้น้องเวร!” เสียงเข้มด่านครินทร์ทันทีที่กดรับสายเพราะมันทิ้งเขาให้ผจญเวรผจญกรรมอยู่คนเดียว

“อ้าวเฮีย มาด่าทำไมเนี่ย นี่อุตส่าห์โทรมาเพื่อให้เฮียมีข้ออ้างที่จะหนีแล้วนะ” นครินทร์โวยวาย

“ก็ถ้าแกชวนฉันตั้งแต่แรกฉันคงไม่ต้องมาเดินหูอื้อทนฟังคุณสมบัติของพวกผู้หญิงเป็นโขยงแบบนี้หรอกไอ้เทมส์”

ทีแรกนคเรศจะใช้มุกนี้ แต่ไอ้เทมส์มันดันแย่งเอาไปใช้ก่อน แล้วก็เสือกไม่ชวนเขา

“เอ๊า! มันก็ต้องหนีทีละคนเพื่อความเนียนไหมเฮีย ไม่งั้นคุณนายแม่ได้รู้ทัน แล้วเราก็จะโดนเฉ่งกันทั้งคู่ตอนกลับถึงบ้าน”

น้องชายเขามันแสนรู้ไปหมดอย่างนี้เอง นคเรศรู้ว่าจริงๆ มันก็ห่วงเขาแหละ แต่ใดๆ ก็คือมันต้องรอดเป็นคนแรก

“ขอบใจ!”

“เอาน่า รีบหนียัง เดาว่าหนีแล้วนะ งั้นแค่นี้นะเฮีย จะไปหาสาวละโว้ย วันนี้วันเสาร์ คืนนี้ฟรีสไตล์ตามประสาคนไม่มีแฟน วางนะ”

พูดจบมันก็วางสายไปทันที นคเรศส่ายหน้าเอือมๆ ขาเพรียวแข็งแรงในกางเกงยีนสีเข้มก้าวเร็วด้วยความเร่งรีบ และตอนเลี้ยวหักมุมตรงโบราณสถานเก่าเขาก็ชนโครมเข้ากับร่างหนึ่งอย่างจัง!

“โอ๊ะ!”

ต่างอุทานขึ้นพร้อมกัน คนถูกชนซึ่งร่างเล็กบางกว่าก็เซผงะไปด้านหลัง นคเรศรีบเอื้อมมือไปคว้าเอาไว้อย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณ ดึงเข้ามาหาตัวแล้วกอดไว้แน่น แต่เพราะจังหวะการเซฟที่เสียศูนย์จึงกลายเป็นว่าเขาดึงคนในอ้อมแขนให้ล้มลงพื้นไปด้วยกัน โดยมีเขาเป็นเบาะรองรับให้อีกฝ่ายแลนดิ้งอีกชั้น

“โอ๊ย...” ความเจ็บที่ช่วงท้องชัดเจนจนต้องครางออกมา นคเรศมองคนที่ล้มทาบทับเขาอยู่ ผู้หญิงสวมหมวกแก๊ป ซึ่งปีกหมวกชนดั้งเขาไม่เบานักจนรู้สึกจี๊ด

“เดินยังไงของคุณ ซุ่มซ่ามเป็นบ้า!”

เสียงแหวห้วนสั้นระเบิดความไม่พอใจออกมา ร่างบางกระเด้งลุกพรวดขึ้นอย่างรวดเร็ว นคเรศขมวดคิ้วมุ่นไม่ถูกใจกับวาจามะนาวไม่มีน้ำของหญิงสาวแปลกหน้า ชายหนุ่มขยับลุกขึ้นยืนและมองหน้าคนที่กล้าตวาดใส่หน้าเขาด้วยสายตาตำหนิแกมไม่พอใจ... ก็เจ้าหล่อนผิดแต่กลับมาตะเบ็งเสียงใส่เขาอย่างนี้มันใช้ได้ที่ไหน

“เดี๋ยวนะ ผมว่าคุณนั่นแหละเดินยังไง คนตัวไม่ใช่เล็กๆ ทำไมไม่เห็น” ชายหนุ่มแน่ใจว่าเขาเลี้ยวก่อน เพียงแค่ก้มเก็บโทรศัพท์เพียงแวบเดียวเท่านั้น ทีแรกก็คิดว่าจะขอโทษตามหน้าที่ของสุภาพบุรุษ แต่พอได้ยินน้ำเสียงห้วนกุดและใส่อารมณ์แบบนี้นคเรศจึงเปลี่ยนใจ เขามองใบหน้าที่มีหมวกแก๊ปปิดเกือบครึ่งเห็นแค่สันจมูกโด่งเรียวและริมฝีปากสีระเรื่อไร้รอยยิ้มด้วยความฉุนกึก

“คุณนั่นแหละมัวแต่คุยโทรศัพท์จนไม่ยอมดูทาง!”

เจ้าหล่อนสวนกลับอย่างคนพาล นคเรศขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิม

“ทำไมจะไม่ดู คุณนั่นแหละที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ” นคเรศมั่นใจว่าเขาใช้ตาดูทางเป็นอย่างดี แต่แม่คนนี้น่ะสิที่เลี้ยวฉับกะทันหันไม่ยอมดูว่าใครกำลังเดินอยู่

“เฮงซวยชะมัด! มาโทษผู้หญิงทั้งที่ตัวเองผิดเต็มๆ”

เจ้าหล่อนมองสบตาเขาด้วยท่าทางนักเลงเต็มที่ นคเรศเห็นแล้วให้รู้สึกหมั่นไส้ชะมัด เขาเกลียดจริงๆ คนที่ชอบเถียงอย่างไร้เหตุผลและต้องการเอาชนะด้วยอารมณ์อย่างอย่างแม่คนนี้!

แวบหนึ่งเหมือนคุ้นๆ แต่เชื่อว่าไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว เจ้าหล่อนก้มเก็บกระเป๋าใบใหญ่ที่หล่นอยู่ขึ้นมาสะพาย ชั่ววินาทีนั้นสายตาของนคเรศก็เห็นชุดสีฟ้าแลบออกมาและวิกผมปลอมหล่นอยู่บนพื้น

“เวรจริงๆ!” เสียงขุ่นสบถดังขึ้นอย่างไม่รักษาภาพพจน์ของผู้หญิง พร้อมกับรีบถลาไปคว้าวิกผมสีน้ำตาลทองที่ตกไปอยู่ใต้ต้นลีลาวดียัดลงไปในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว

นคเรศเลิกคิ้วกับความแปลกประหลาดนั่น ก่อนจะขมวดคิ้ว และก็เลิกคิ้วสลับกันไปมา เพราะสมองกำลังทำงานกับจิ๊กซอว์ที่เก็บได้ในสองนาทีนี้

“เดี๋ยวนะ... ชุดสีนี้มัน...”

เขาชี้ไปที่กระเป๋าใบโต แล้วขยับเข้าไปใกล้ร่างเพรียวในเสื้อยืดสีดำกางเกงขาสั้น ตวัดมองรองเท้าส้นสูงที่มีลักษณะเป็นสายพันถึงข้อเท้า คุ้นเหมือนเพิ่งผ่านสายตาเมื่อไม่นานมานี้

“เฮ้ย คุณคือ...” ก่อนที่เขาจะได้พูดจบ ร่างสูงระหงก็รีบหันหลังเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว

“เอ๊ะ! ตาทาวน์หายไปไหนนานจัง ทาวน์! คุยโทรศัพท์เสร็จหรือยังลูก รถจะออกแล้วนะ”

เสียงเรียกของมารดาได้ยินแว่วๆ ทำให้นคเรศนึกขึ้นได้ว่าเขากำลังหนีขบวนที่กำลังวุ่นวายอยู่ด้านหลัง ชายหนุ่มจึงรีบขยับเท้าก้าวตามคนที่เดินแกมวิ่งอยู่ข้างหน้าไปติดๆ

ค่อนข้างมั่นใจว่าเจ้าหล่อนคือยายคนที่มีผมยาวเป็นลอนสีน้ำตาลทองสวมชุดสีฟ้าแต่งหน้าเข้มจัดชนิดที่เดาไม่ออกว่าใบหน้าที่แท้จริงเป็นอย่างไร... มารดาแนะนำว่าชื่อ เดียร์น่า หรืออะไรสักอย่างคล้ายๆ นี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป