บทที่ 1 วิวาห์ในสามวัน
เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นครืดคราดบนโต๊ะทำงานไม้สีอ่อน เสียงของมันดังก้องไปทั่วห้องทำงานขนาดปานกลางที่ตกแต่งอย่างเรียบเก๋ด้วยโทนสีมินิมอล ธารา วราลิน ในชุดสูทลำลองสีเบจเบนสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ นิ้วเรียวสวยผละจากแป้นพิมพ์ ก่อนจะเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
หน้าจอโชว์ชื่อ ‘คุณพ่อ’
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ปกติแล้ว คุณพจน์ วราลิน ผู้เป็นพ่อแทบไม่เคยโทรหาเธอในเวลางาน เว้นแต่ว่าจะมีเรื่องด่วนจริง ๆ
“ค่ะคุณพ่อ” น้ำเสียงของธาราราบเรียบ นุ่มนวล แฝงความหนักแน่นตามฉบับของคนที่ดูแลกิจการออกแบบตกแต่งภายในด้วยตัวเองมาตั้งแต่เรียนจบ
(“ธารา... ว่างอยู่ไหมลูก”) น้ำเสียงปลายสายดูอิดโรยและเครียดเกร็งอย่างเห็นได้ชัด
(“พักงานในมือทั้งหมด แล้วกลับบ้านเราเดี๋ยวนี้ พ่อมีเรื่องสำคัญมากที่ต้องคุยกับลูก”)
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ เสียงคุณพ่อฟังดูไม่ค่อยดีเลย” ธารายืดตัวตรง สายตาเริ่มฉายแววความกังวล
(“กลับมาถึงแล้วค่อยคุยกัน... เรื่องนี้เกี่ยวกับอนาคตของครอบครัวเรา แล้วก็... เรื่องการแต่งงานของลูก”)
ปลายสายตัดไปโดยไม่รอให้เธอได้ถามต่อ ธารานั่งนิ่งอยู่กับที่ไปหลายวินาที คำว่า การแต่งงาน วนเวียนอยู่ในหัวอย่างไร้ทิศทาง เธอเพิ่งจะอายุยี่สิบเจ็ด งานกำลังไปได้สวย ชีวิตอิสระที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองกำลังเข้มแข็ง แล้วทำไมจู่ ๆ พ่อถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา
ธาราถอนหายใจยาว พับหน้าจอโน้ตบุ๊กลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอหยิบกระเป๋าถือกับเสื้อสูทตัวนอก เดินออกจากห้องทำงานด้วยลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
บรรยากาศในบ้านตระกูลวราลินวันนี้ต่างไปจากทุกวัน เสียงทีวีหรือเสียงคุยสนุกสนานของแม่กับน้องสาวกลับเงียบสนิท เมื่อธาราเดินเข้ามาในห้องรับแขก เธอพบ คุณพจน์ นั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่ โดยมี คุณรัตนา ผู้เป็นแม่ นั่งจับมือสามีไว้ด้วยสีหน้าหมองเศร้า
“คุณพ่อ คุณแม่... มีเรื่องอะไรกันคะ ทำไมทำหน้าเครียดกันขนาดนั้น” ธาราเดินเข้าไปนั่งตรงข้าม พยายามรักษาบรรยากาศให้เป็นปกติที่สุด
คุณพจน์ถอนหายใจยาว ก่อนจะวางเอกสารสัญญาการร่วมทุนชุดหนึ่งลงบนโต๊ะกระจก
“บริษัทของเรากำลังเจอวิกฤตสภาพคล่อง ธารา... ธนาคารปฏิเสธการอนุมัติวงเงินกู้รอบใหม่ และถ้าภายในสัปดาห์นี้เราไม่มีเงินทุนหมุนเวียนก้อนใหญ่เข้ามาหมุน โครงการทั้งหมดที่เราทำอยู่จะถูกฟ้องยึด แล้วตระกูลวราลินก็จะล้มละลาย”
"ล้มละลายหรือคะคุณพ่อ" เหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางห้อง ธาราตาโต เธอพอรู้ว่าช่วงนี้เศรษฐกิจซบเซา แต่ไม่คิดว่าบริษัทของครอบครัวจะดิ่งลงเหวขนาดนี้
“แล้ว... เราไม่มีทางอื่นเลยเหรอคะ เพื่อน ๆ คุณพ่อ หรือคู่ค้าเก่าล่ะ”
“พ่อลองมาทุกทางแล้วธารา” คุณพจน์พูดด้วยน้ำเสียงไร้เรี่ยวแรง
“มีแค่ตระกูลเดียวที่ยื่นมือเข้ามา... อัครวาริน ”
ชื่อของตระกูลมหาเศรษฐีระดับประเทศทำให้ธาราชะงัก ‘อัครวาริน’ เจ้าของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมรายใหญ่ ตระกูลที่ไม่เคยลงมาแปดเปื้อนกับธุรกิจขนาดกลางอย่างครอบครัวเธอ เว้นเสียแต่ว่า... มีสิ่งแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า
“เขามีเงื่อนไขอะไรคะ” ธาราถามเสียงนิ่ง แม้หัวใจจะเริ่มเต้นแรงด้วยความกลัว
คุณหญิงรัตนาเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาทั้งน้ำตา
“ท่านประธานอัครวารินอยากให้สองตระกูลดองกันจ้ะลูก... เขาสนใจในตัวหนู แล้วก็อยากให้ลูกชายคนโตของเขาแต่งงานสืบทอดตระกูลอย่างเป็นทางการ”
“แต่งงาน กับใครคะ ธาริน เหรอคะ”
ธารานึกถึงใบหน้าหล่อเหลา ทว่านิ่งเฉยและเย็นชาของ ธาริน อัครวาริน นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและไร้หัวใจในวงการการค้า เธอเคยเจอเขาตามงานสังคมเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งที่เจอกัน สายตาของเขามองผ่านเธอไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ ไม่ก็มองด้วยสายตาวัดมูลค่าทางธุรกิจอย่างเปิดเผย
“ใช่จ้ะ... ธาริน” แม่ของเธอยืนยัน
“และสัญญาการช่วยเหลือทางการเงินทั้งหมด จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อหนูกับเขาจดทะเบียนและจัดงานแต่งงาน... ภายในสามวันนี้”
“สามวัน ไม่เร็วไปหรือคะ แล้วไม่คิดจะถามหนูเลยหรือคะ ว่าอยากแต่งงานไหม” ธาราลุกขึ้นยืนทันที
“นี่มันไม่ใช่การแต่งงานแล้วค่ะคุณแม่ นี่มันคือการขายลูกสาวเอาตัวรอดชัด ๆ”
“ธารา!” พจน์เสียงดังขึ้นนิดหนึ่งก่อนจะลดเสียงลงด้วยความเจ็บปวด
“พ่อรู้ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตลูก... แต่พ่อขอร้องได้ไหม ถ้าไม่มีสัญญาฉบับนี้ ไม่ใช่แค่พ่อกับแม่ แต่พนักงานอีกเป็นร้อยชีวิตในบริษัทจะต้องตกงาน”
ธารามองหน้าพ่อกับแม่ที่แก่ชราลงไปถนัดตา ความรู้สึกจุกอกกดทับจนเธอแทบหายใจไม่ออก การปฏิเสธหมายถึงการละทิ้งครอบครัว แต่การตกลง... หมายถึงการก้าวเข้าไปในกรงขังที่เธอไม่ได้เลือก
ในเวลาเดียวกัน ที่ชั้นสูงสุดของตึก อัครวาริน ทาวเวอร์ ธาริน อัครวาริน กำลังยืนติดกระดุมข้อมือพลางมองออกไปนอกกระจก หน้าตาของเขาคมคาย ร่างกายสูงใหญ่ดูสง่างาม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเรียบตึงจนยากจะคาดเดาความรู้สึก
ข้างหลังเขา คือ ท่านเจ้าสัวไพศาล อัครวาริน ผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังทำงาน
“แกต้องแต่งงานกับเด็กตระกูลวราลิน” น้ำเสียงทรงอำนาจของไพศาลสั่งการอย่างไม่มีช่องว่างให้ปฏิเสธ
“ผมไม่เข้าใจครับพ่อ” ธารินหันกลับมา น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งทว่าเย็นเยียบ
“ถ้าพ่ออยากช่วยตระกูลวราลินด้วยเหตุผลทางคอนเนกชันเก่าแก่ พ่อแค่ให้กู้ยืมเงิน ทำไมต้องเอาชีวิตคู่ของผมไปผูกไว้กับผู้หญิงคนนั้น”
“เพราะตระกูลเราต้องการภาพลักษณ์ที่มีเสถียรภาพ” ไพศาลเคาะโต๊ะ
“หุ้นส่วนใหญ่กำลังจ้องมองว่าแกจะขึ้นมารับตำแหน่งประธานบริหารอย่างมั่นคงไหม การแต่งงานกับผู้หญิงที่มีประวัติสะอาด วางตัวดี และมีธุรกิจเป็นของตัวเองโดยไม่หวังพึ่งแค่ตระกูลอย่าง แม่หนู ‘ธารา’ จะช่วยกลบข่าวลือเรื่องแกไม่มีความเป็นครอบครัว”
ธารินหัวเราะในลำคอเบา ๆ หัวเราะอย่างสมเพชในเหตุผล
“ภาพลักษณ์... พ่อใช้ชีวิตผมซื้อภาพลักษณ์อีกแล้ว”
“แต่อย่างน้อยเธอก็ไม่ใช่พวกผู้หญิงหิวเงินที่จ้องจับแก!” ไพศาลจ้องหน้าลูกชาย
“สัญญาถูกส่งไปแล้ว งานแต่งจะจัดขึ้นแบบปิดเฉพาะคนสำคัญภายในสามวัน แกมีหน้าที่แค่แต่ง ๆ ไปตามขั้นตอน ซื้อเวลาให้หุ้นส่วนวางใจ”
ธารินเงียบไปพักใหญ่ เขารู้ดีว่าต่อให้เขาคัดค้าน พ่อของเขาก็มีวิธีบังคับให้เขายอมจนได้ และสำหรับเขาแล้ว ความรักไม่เคยอยู่ในสมการของการใช้ชีวิต เรื่องแต่งงานกับใครจึงไม่ได้สร้างความแตกต่างในเชิงอารมณ์มากนัก จะต่างก็แค่... เขาต้องเสียพื้นที่ส่วนตัวให้ผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาวุ่นวาย
“ก็ได้ครับ” ธารินตอบเสียงเย็น “ถ้าพ่อต้องการแค่ตราประทับบนใบสมรส ผมก็จะทำ... แต่อย่าหวังว่าผมจะเล่นบทสามีผู้แสนดีนอกเหนือจากหน้ากล้อง”
