บทที่ 5 บทที่ 5.

“คุณแม่ขา เราจะไปอยู่ข้างนอกกันจริงๆ ใช่ไหมค้า เย้ๆ ๆ หนูบัวดีใจจังเลย..” หนูบัววิ่งวนรอบกายมารดาอย่างดีใจจนออกนอกหน้าในขณะที่ทั้งสามกำลังเตรียมเก็บข้าวของที่จะนำติดตัวไปแค่เพียงไม่กี่ชิ้นนั้นลงกระเป๋า...

“แหม ดีใจใหญ่เลยเหรอหนูบัว” คุณยายมาศขยี้ผมนุ่มของหลานน้อยอย่างเอ็นดู

สามชีวิตจัดเรียงข้าวของใส่กระเป๋าล้อลากใบใหญ่ และเก็บของเก่าบางชิ้นที่เป็นของคุณยายใส่ในหีบไม้ใบเก่าคร่ำคร่าซึ่งคุณยายใช้เก็บข้าวของสำคัญๆ และกระเป๋าใบเป้ใหญ่ของหนูบัวที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าและของเล่นที่หนูน้อยเองก็หยิบใส่กระเป๋าไปเพียงชิ้นที่ตนรักเท่านั้น เพราะคุณแม่ของเธอบอกว่า

“เราอาจจะได้อยู่ห้องเช่าเล็กๆ และอาจจะไม่มีที่สำหรับเก็บของเล่นของหนูบัว”

“นี่พวกแกแม่ลูกตัวเสนียดกำลังจะขนข้าวของ ของบ้านฉันไปไหน” เสียง คุณสายสนม ภรรยาคนที่สองของคุณไพศาลซึ่งเป็นยังคงดูงดงามสวยสดแม้วัยเฉียดใกล้สี่สิบ ดวงตากร้าวจิกมองทั้งสามแม่ลูกอย่างหยามหยัน ริมฝีปากเคลือบสีแดงสดบิดเบ้จนน่ากลัวว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าจะเป็นอัมพาต

“เอ่อ.. คือบุษกับลูก และคุณแม่จะขอย้ายออกไปอยู่ข้างนอกค่ะคุณสอง” บุษบาเอ่ยอย่างนอบน้อมร่างกายบอบบางสั่นระริกหวาดกลัวผู้หญิงตรงหน้าอย่างเห็นได้ชัด

“ก็ดีรู้จักเจียมเนื้อเจียมตนเอาลูกชู้ออกไปอยู่ให้ห่างหูห่างตาคุณพี่ก็ดี” คำว่าลูกชู้ที่ออกมาจากปากสีสดนั้น หนูบัวไม่ค่อยเข้าใจนักว่ามันหมายความว่าอย่างไรแต่เธอรับรู้ได้ถึงความเกลียดชังของ คุณสอง ที่มีต่อเธอกับแม่ และรับรู้ได้ถึงความเสียใจของมารดาเพราะตอนนี้ แม่บุษของเธอกำลังน้ำตาอาบแก้ม

“บุษ เรารีบเก็บของเถอะลูก” เสียงแผ่วๆ ของคุณยายมาศดังขึ้นร่างผอมบางกำลังพับผ้าใส่หีบนั้นดูสงบนิ่ง จนผู้มาใหม่ที่ตั้งใจมาระรานก็นึกเกรงเพราะรู้ดีว่าคุณยายมาศนั้นเป็นที่เคารพรักของ “คุณแม่ใหญ่” ผู้เป็นเอกและมีอำนาจเหนือใครในบ้านจันทรโสภากุลเพียงไร

“คุณแม่คะ มันอาจจะเอาสมบัติของคุณพ่อติดไม้ติดมือไปก็ได้นะคะดูสิหีบใบเบ้อเร่อ นังลูกชู้นั่นลูกจันเคยเห็นคุณแม่ใหญ่ให้ของมันบ่อยๆ” เสียงแหลมปรี๊ดของเด็กสาววัยสิบสองนามว่า สิริจันทร์ กระซิบกระซาบกับผู้เป็นมารดาด้วยความริษยาเด็กน้อยที่นั่งกอดตุ๊กตาหมีน่ารักมองเธอด้วยแววตาหวาดหวั่น ระคนเกลียดชังอย่างที่เด็กๆ มักแสดงออกมาอย่างเปิดเผยยิ่งทำให้สองแม่ลูกแทบเต้นเร่าด้วยไฟริษยา แม้ว่ามารหัวใจอย่างบุษบาและลูกสาวกำลังจะกระเด็นออกไปจากบ้านหลังนี้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไพศาลจะกลับมาสนใจไยดีเธอกับบุตรสาวอย่างที่เธอคาดหวังไว้เพราะเธอรู้ดีว่าเพราะอะไร

คุณไพศาลมีภรรยาถึงห้าคน และมีบุตรชายหญิงทั้งหมดรวมทั้งหนูบัวด้วยก็เจ็ดคน แต่บรรดาภรรยาทั้งห้าของคุณไพศาลนั้น มีเพียงภรรยาสี่คนเท่านั้นที่มีลูกกับคุณไพศาล ส่วนภรรยาหลวงหรือคุณแม่ใหญ่นั้นไม่มีลูกกับคุณไพศาล และในจำนวนภรรยาทั้งห้าคนนั้น คุณไพศาลนั้นรักและเทิดทูนคุณแม่ใหญ่มากกว่าใครแต่คนที่คุณไพศาลรักสุดใจนั้นก็คือบุษบา ภรรยาคนที่ห้าซึ่งอายุห่างกันเกือบยี่สิบปี เมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ทีไร คุณสายสนมมักจะทนไม่ได้ ดวงใจที่ร้อนด้วยเพลิงริษยานั้นก็ลุกโชนทุกครั้งไป...

“คุณแม่คะ ทำไมเงียบไปล่ะคะ” เด็กสาวถามมารดาเสียงขุ่นขณะเดินกลับเรือนของตน

“แม่กำลังคิดลูกว่าจะจัดการมันให้เด็ดขาดยังไงดี” คุณสายสนมบอกบุตรสาวแล้วมองไปยังบ้านหลังน้อยด้วยแววตาที่กร้าวและเยียบเย็น

“จะไปจริงๆ หรือแม่บุษ ไม่คิดทบทวนอีกสักรอบหรือไม่ก็รอให้คุณใหญ่กลับมาก่อนดีไหมค่อยไป” น้ำเสียงนุ่มนวลและเอื้ออาทรพร้อมกับดวงตางดงามอ่อนโยนมองมาที่ทั้งสามแม่ลูกที่นั่งพับเพียบอยู่เบื้องหน้า

“คุณแม่ใหญ่” หรือ คุณสายสุนีย์ จันทรโสภากุล ภรรยาหลวงผู้เป็นใหญ่ที่สุดในอาณาจักรจันทรโสภากุลและคุณสายสุนีย์คือผู้เป็นศูนย์รวมอำนาจใน “ตึกจันทร์” แม้จะอายุล่วงเลยมาสี่สิบปีแล้วแต่ใบหน้าสวยหวานของนางนั้นยังคงเค้าความงดงามไม่สร่างซาและนางก็ยังเป็น พี่สาวแท้ๆ ของ คุณสายสนมด้วย

ตึกจันทร์ ตึกทรงไทยผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบตะวันซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นที่งดงามลงตัวปลูกสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ จนเมื่อถึงคราวเปลี่ยนแปลงทางการปกครองตึกจันทร์ได้ตกทอดมาเป็นสมบัติของตระกูลจันทรโสภากุล

“บุษคิดดีแล้วค่ะคุณท่าน ขอให้บุษไปเถอะนะคะ” บุษบาบอกกล่าวแก่คุณแม่ใหญ่เสียงเจือสะอื้นพลางมองนางอย่างวิงวอนและคุณแม่ใหญ่ก็เพียงแต่พยักหน้าด้วยดวงใจที่ตีบตันไม่แพ้กัน นางรู้ดีว่าเหตุใดภรรยาคนสุดท้องของคุณไพศาลจึงอยากจะไปจากที่นี่ แม้นางจะรู้ถึงความจริงว่าที่มาที่ไปของเรื่องอัปยศที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อนนั้นเป็นเช่นไรและเพราะใคร

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเถอะแต่ขอให้ฉันไปส่งแม่บุษนะ อยากจะดูแลเป็นครั้งสุดท้ายอย่างน้อยๆ ก็ขอให้ฉันรู้ว่าแม่บุษกับลูกและคุณยายมาศอยู่กันยังไงที่ไหน”

“แต่บุษไม่อยากรบกวนค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป