บทที่ 9 บทที่ 9.
แต่สิ่งที่ติดตาของเขามากที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ใบหน้าและรูปร่างงดงามเย้ายวน และเป็นรอยสักขนาดพอดีรูปผีเสื้อที่สยายปีกบางใสสีสันงดงาม และดูอ่อนช้อยเกาะอยู่บนปลายด้านล่างของจันทร์เสี้ยวเหนือเนินอกขาวผ่องข้างซ้าย และเหนือบั้นท้ายงามงอนข้างขวา เขาจดจำรายละเอียดของเธอได้ถึงเพียงนั้นเลยเชียว และนั่นมันยิ่งยั่วยุให้เขารู้สึกอยากจะเป็นคนที่ครอบครองแม่ผีเสื้อตัวน้อยๆ แสนงดงามเย้ายวนนั้น แต่เมื่อคิดว่าคนที่สามารถสักลวดลายงดงามลงบนร่างกายขาวผ่องนั้นเป็นชายหนุ่ม ร่างทั้งร่างของเขาก็แทบแดดิ้นด้วยความหึงหวงขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ และเขาก็ไม่เคยสักครั้งที่รู้สึกเช่นนี้กับใคร นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดหัวเสียขึ้นมาทันที
“หนูบัว ได้รึเปล่ากล้องน่ะ ทำไมไปนานจัง” แดนิชเอ่ยถามเมื่อเห็นบัวบุษราวิ่งกระหืดกระหอบมาพร้อมกล้องในมือ แก้มของสาวน้อยแดงปลั่งน่าดูนัก
“ได้สิ แต่พอดีหนูบัวเห็นฟ้ากำลังสวยเลยแวะถ่ายรูป”
“อ๋อเหรอ เอาล่ะเราไปเล่นน้ำแล้วถ่ายรูปส่งไปให้ไซม่อนดูกันดีกว่า” ว่าแล้วทั้งแดนิชและบัวบุษราก็จับจูงมือกันไปถ่ายรูปคู่กันพร้อมกับเล่นน้ำทะเลอย่างสนุกสนานและหากมองเผินๆ แล้ว ทั้งคู่นั้น ราวกับคู่รัก หรือคู่แต่งงานใหม่ที่มาเที่ยวฮันนีมูนอย่างไรอย่างนั้น และภาพของคนทั้งคู่ก็ไม่อาจคลาดจากสายตาคมของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนมองดูทั้งสองอยู่บนระเบียงบ้านพักสุดหรูของตนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ที่ทั้งสองเล่นน้ำมากนัก
“นายท่านจะให้ผมไปพาตัวเธอมาเลยไหมครับ” เสียงบอดีการ์ดผู้รู้ใจเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้อง เราทำอย่างนั้นไม่ได้ ที่นี่เมืองไทย อย่างน้อยเธอก็เป็นผู้หญิงไทยเหมือน คุณยาย เราควรให้เกียรติเธอ...” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบเมื่อนึกถึง หญิงชราซึ่งเปรียบเสมือนมารดาอีกคนของเขา และเป็นเหมือนผู้ให้กำเนิดมารดาของเขาเลยทีเดียว
แม้ว่าหญิงชราคนนั้นจะไม่ได้มีสายเลือดที่เกี่ยวข้องกับเขาเลยก็ตาม แต่คุณยายคนนั้นของเขา ก็เป็นผู้ที่มีพระคุณและเลี้ยงดูมารดาของเขามาอย่างดีและยังอบรมสั่งสอนให้มารดาของเขาเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อม งดงามจนสามารถมัดใจ ลูคัส คริสเตียนโน่ มาเวลส์ มาเฟียเพลย์บอยแห่งริโอ ให้สยบแทบเท้าได้อย่างไม่อยากเย็น ด้วยความงามและเพียบพร้อมที่มารดามักบอกว่า คนไทยเรียกว่า “กุลสตรี” ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักว่าไอ้คำว่ากุลสตรีที่มารดาพูดถึงนั้นเป็นอย่างไรและเขาก็คิดง่ายๆ ว่า หากผู้หญิงคนไหนเหมือนมารดาหรือเหมือนคุณยายของเขาก็คงจะเป็นกุลสตรีเช่นกัน แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังหาไม่พบ
แม้แต่ผู้หญิงที่เขาหมายตาก็ดูเหมือนว่าเธอก็ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวเลย เพราะเจ้าหล่อนแสนจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวและกกกอดกับชายหนุ่มท่ามกลางสายลมแสงแดด และท้องทะเลงามอย่างไม่แคร์สายตาใคร และยังนอนพักห้องเดียวกันหน้าตาเฉยแม้ว่าอีกใจจะค้านว่าเธอและชายหนุ่มคนนั้นอาจจะเป็นสามีภรรยากันแต่ในความคิดของชายหนุ่มก็ค้านเงียบๆ ด้วยความหวังว่าขอให้มันไม่ใช่และก็ได้แต่เดือดดาลอยู่คนเดียวในใจเมื่อนึกถึงความสนิทสนมของคนทั้งสอง
“แต่ถ้าหากไม่ใช่เมืองไทย...” ชายหนุ่มคิดในใจด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง...
“เย็นนี้ทางรีสอร์ตเขาจัดปาร์ตี้รอบกองไฟ แดนิชเราไปร่วมงานกันนะ เขาให้แต่งตัวเป็นหนุ่มสาวชาวเกาะด้วย หนูบัวมีชุดพอดีเลย บิกีนี่สีสดๆ และผ้าบาติกแสนสวย” เสียงใสๆ ของบัวบุษรา เจื้อยแจ้วพลางหยิบชุดบิกินี่ที่ตนนำมาด้วย ทาบกับร่างบอบบางของตนหมุนซ้ายหมุนขวาอวดชายหนุ่มที่มองมาด้วยสายตาที่เอ็นดู
“แดนก็เห็นหนูบัวตื่นเต้นกับทุกๆ อย่างนั่นแหละ”
“ก็หนูบัวเป็นคนสวยไง เลยนิสัยดีและน่ารัก มองโลกในแง่ดี” สาวน้อยตอบเสียงใสยิ้มพราว
“มันเกี่ยวกันตรงไหนน่ะหนูบัว” แดนิชเอ่ยยิ้มๆ พลางโยกศีรษะเล็กๆ นั้น อย่างเอ็นดู ดวงตาคมหวานเป็นประกาย
“เกี่ยวสิ เพราะคนที่ทำให้หนูบัวเป็นคนสวยน่ารักนิสัยดี มองโลกในแง่ดี นอกจากคุณยายและแม่บุษแล้วก็คือแดนิชสุดที่รักของหนูบัว” สาวน้อยพูดประจบพลางซบแก้มนวลกับอกแกร่งของชายหนุ่มด้วยความรัก
“ยายเด็กขี้ประจบ”
“ก็เพราะหนูบัวกลัวแดนิชไม่รักหรอกน่า ก็เลยต้องประจบออดอ้อนกันหน่อย” สาวน้อยบอกเสียงใสก่อนจะเร้นกายเข้าห้องน้ำและเปลี่ยนชุดทันทีด้วยความตื่นเต้นชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ กับความน่ารักน่าเอ็นดูของเธอ
งานปาร์ตี้ที่ทางรีสอร์ตหรูจัดขึ้นในค่ำวันนั้น แม้ว่าจะเป็นงานปาร์ตี้เล็กๆ และมีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก แต่ก็ถือว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุก นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศต่างต่างยิ้มแย้มและสนุกสนาน ทั้งงานมีแต่คำชื่นชมว่าเจ้าของสถานที่ ทุกคนแต่งกายง่ายๆ ทว่าสดใสตามแบบที่ทางรีสอร์ตได้แจ้งไว้ นั่นคือบรรยากาศชาวเกาะแบบฮาวาย ชายหนุ่มก็สวมเพียงกางเกงลายดอกสดใสคล้องมาลัยดอกลีลาวดี ส่วนหญิงสาวก็อาจจะสวมบิกินี่ หรือเสื้อเกาะอกกับกระโปรงผ้าบาติกลายดอกไม้สดใสและทัดดอกลีลาวดีงดงาม...
