บทที่ 5 ตอนที่ 5 มื้อพิเศษ
ตอนที่ 5 มื้อพิเศษ
หญิงสาวก้มหน้าก้มตาจัดการกับเอกสารกองโตบนโต๊ะอย่างรวดเร็วและมีสมาธิ ตัวเลขและรายงานจัดซื้อมากมายถูกสะสางไปอย่างมีประสิทธิภาพ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงบ่ายแก่ๆ
แสงแดดเริ่มทอดเงายาวผ่านกระจกออฟฟิศ เสียงสัญญาณเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น พราวหยิบขึ้นมาเปิดดูพบว่าเป็นข้อความจากของคุณหญิงอรุณรัศมี
‘หนูพราว แม่ส่งชุดเดรสสั้นสีชมพูอ่อนไปให้หนูเปลี่ยนที่ออฟฟิศนะจ๊ะ ให้คนขับรถเอาไปฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านล่างเรียบร้อยแล้ว เย็นนี้แต่งตัวสวยๆ ไว้กำราบตาภูผานะลูก แม่เอาใจช่วย’
พราวอ่านข้อความแล้วถึงกับหลุดขำออกมาเบาๆ กับความน่ารักของคุณหญิงอรุณรัศมี เธอยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะรีบพิมพ์ข้อความตอบกลับขอบคุณกลับไปทันที จากนั้นก็เดินลงไปรับถุงเสื้อผ้าที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านล่างตึกขึ้นมาเตรียมพร้อมไว้ในห้องน้ำ
เวลา 17:15 น.
พราวเดินกลับเข้ามาที่โซฟารับแขกหน้าห้องทำงานใหญ่ หลังจากจัดการแปลงโฉมตัวเองในห้องน้ำเรียบร้อย ตอนนี้หญิงสาวอยู่ในชุดเดรสสั้นเหนือเข่าสีชมพูพาสเทลเนื้อผ้าพลิ้วไหว ขับเนียนผิวขาวละเอียดของเธอให้ดูเปล่งปลั่งสดใส ผมยาวสลวยถูกม้วนเป็นลอนอ่อนๆ ปล่อยสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าจิ้มลิ้มถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบาโทนที่ดูละมุนสมวัย
แกร๊ก!
ประตูกระจกบานใหญ่ถูกเปิดออกมาพอดี ร่างสูงของภูผาเดินออกมาพร้อมกับเสื้อสูทที่พาดไว้บนแขนแกร่ง ทันทีที่สายตาคมปะทะเข้ากับร่างของเลขาคนสวยในลุคใหม่ ชายหนุ่มก็ชะงักฝีเท้าลง ราวกับถูกมนต์สะกดให้ยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตาคมเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สายตาจับจ้องมองไล่ตั้งแต่ใบหน้าหวานลงมาจนถึงชุดเดรสสีชมพูอ่อนอยู่นานหลายวินาทีโดยไม่ละสายตาไปไหน
พราวเห็นอาการตกตะลึงจนค้างเติ่งของบอสหนุ่มก็นึกสนุก แกล้งหมุนตัวหนึ่งรอบโชว์ชายกระโปรงที่สะบัดพลิ้วเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหาเขาใกล้ๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แผงอกกว้างแล้วเอ่ยถามยิ้มๆ
“เป็นยังไงบ้างคะ พราวสวยไหมคะวันนี้”
“ก็... ดูดีครับ เหมาะกับคุณดี”
“ขอบคุณค่ะบอส” เธอยิ้มหวานขอบคุณเขาทันที
“ไปเถอะ รถจอดอยู่ข้างล่างแล้ว”
“ค่ะบอส” พราวแอบอมยิ้มแก้มปริ
รีบเดินตามร่างสูงใหญ่ไปที่ลิฟต์ด้วยความร่าเริง เพียงครู่เดียวทั้งคู่ก็พากันเดินออกมาขึ้นรถที่หน้าบริษัท ที่มีรถหรูจอดรอพวกเขารออยู่ก่อนแล้ว
เวลา 18:00 น.
รถคันหรูของภูผาแล่นมาจอดหน้าร้านอาหารไทยโบราณชื่อดัง บรรยากาศรอบๆ ตกแต่งอย่างหรูหราและร่มรื่น ภูผาเดินนำเข้าไปยังห้องอาหารส่วนตัวที่ถูกจองไว้ล่วงหน้า ทันทีที่พนักงานเปิดประตูห้องออก ทั้งคู่ก็พบคุณหญิงอรุณรัศมีที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วในชุดผ้าไหมสีหวาน
“สวัสดีค่ะคุณน้า” พราวรีบก้าวเข้าไปยกมือไหว้ท่านด้วยรอยยิ้มสดใส
“สวัสดีครับคุณแม่” ภูผาเดินตามเข้ามาไหว้เช่นกัน
“หนูพราว มาให้แม่กอดทีซิลูก ยิ่งโตก็ยิ่งสวยเหมือน” คุณหญิงอรุณรัศมีเอ่ยทักทายอย่างอารมณ์ดี อ้าแขนรับไหว้หญิงสาวพลางดึงเข้าไปกอดด้วยความเอ็นดู
“คุณน้าก็ชมพราวเกินไปค่ะ พราวยังเหมือนเดิมแหละค่ะ แสนซนเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน” พราวหัวเราะร่า ขยับนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ คุณหญิงอรุณรัศมี
“แม่บอกแล้วไงว่าหนูพราวน่ะยิ่งโตยิ่งสวย แถมยังทำงานเก่งมากด้วย ตาภูผายังแอบชมให้แม่ฟังบ่อยๆ เลยนะจ๊ะ” คุณหญิงอรุณรัศมีได้ทีรีบพูดเชียร์หญิงสาวทันที พลางส่งสายตาขยิบตาให้พราวอย่างรู้กันสองคน
ภูผาที่นั่งฝั่งตรงข้ามถึงกับชะงักแก้วน้ำที่กำลังจะยกขึ้นดื่ม หันไปมองแม่ด้วยสีหน้าเลิกลั่กและประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
“แม่ครับ... ผมไปชมคุณพราวให้คุณแม่ฟังตอนไหนกันครับ ผมจำไม่ได้เลย”
“อ้าว... ก็วันก่อนที่แกบอกแม่ว่าหนูพราวทำงานคล่องแคล่วดี ไอเดียเจ๋ง จัดการตารางงานได้เนี้ยบไม่มีที่ติ นั่นไม่ใช่ชมหรือไงตาภูผา ปากแข็งจริงลูกคนนี้” คุณหญิงค้อนขวับใส่ลูกชายตัวดีอย่างหมั่นไส้
“นั่นมันเป็นการประเมินผลงานตามหน้าที่ครับคุณแม่ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” ภูผาตอบเสียงเรียบ แสร้งทำเป็นหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแก้เก้อเพื่อซ่อนความรู้สึกอีกครั้ง
พราวเห็นท่าทางปากแข็งฟอร์มจัดของเขาแล้วก็นึกสนุก อยากจะแกล้งคนตัวโตให้หลุดเก๊กซะหน่อย จึงแอบขยับเข้าไปกระซิบข้างหูคุณหญิงอรุณรัศมีเบาๆ ทว่าตั้งใจส่งเสียงให้ดังพอที่ภูผาจะได้ยินชัดเจนทุกคำ
“เขาปากแข็งแบบนี้ประจำแหละค่ะคุณน้า แต่จริงๆ แอบใจดีกับพราวมากเลยนะคะ เมื่อคืนยังยอมให้พราวไปทำข้าวต้มให้ทานที่คอนโดด้วยนะคะ”
แค่กๆ ๆ
ภูผาถึงกับสำลักน้ำทันที ชายหนุ่มรีบหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับริมฝีปากหนา พลางส่งสายตาดุดันใส่หญิงสาวที่กำลังนั่งยิ้มตาใสหน้าตาเฉยไม่รู้ไม่ชี้อยู่ฝั่งตรงข้าม
“อุ๊ยตายจริง! แกพาหนูพราวไปที่ห้องมาแล้วเหรอ?” คุณหญิงอรุณรัศมีตาโต ร้องอุทานหันไปมองลูกชายสลับกับพราวด้วยความตื่นเต้นยินดี “คืบหน้าขนาดนี้ทำไมไม่บอกแม่ล่ะลูก”
“คุณพราว... พูดให้มันเคลียร์ๆ หน่อยครับ อย่าทำให้คุณแม่เข้าใจผิด” ภูผาเอ่ยเสียงเข้ม พยายามทำหน้าดุใส่เลขาแสบสุดชีวิตแต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล “คือ... เมื่อคืนผมทำงานจนดึกมาก แล้วคุณพราวเขาเห็นว่าผมยังไม่ได้ทานข้าวเย็น เลยหวังดีแวะซื้อของไปทำข้าวต้มให้ทานเฉยๆ ครับ ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียวครับ”
“แหม่... แม่ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยนะลูก ร้อนตัวจริงเชียว” คุณหญิงหัวเราะคิกคัก ชอบใจในปฏิกิริยาตื่นตูมของลูกชายที่ไม่เคยแสดงออกกับผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลยในชีวิต “แต่แม่ฟังแล้วชื่นใจนะ คุณประจักษ์รู้คงดีใจน่าดู”
คำพูดของคุณหญิงอรุณรัศมีทำให้พราวสะดุดกึกในใจเล็กน้อย เมื่อเอ่ยพูดถึงคุณพ่อ ‘คุณประจักษ์’ พ่อของเธอเอง ท่านเดินทางไปทำงานและพักอยู่ต่างประเทศนานหลายปีแล้ว จนพราวแทบจะจำไม่ได้ว่าทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
“แม่ครับ... ช่วงนี้คุณลุงประจักษ์เป็นยังไงบ้างครับ ติดต่อมาบ้างไหม”
“อ๋อ เห็นว่ากำลังเคลียร์โปรเจกต์ใหญ่ที่ต่างประเทศอยู่ คงอีกสักพักใหญ่ๆ กว่าจะได้กลับไทย” คุณหญิงอรุณรัศมีตอบ พลางหันมาลูบมือพราวเบาๆ อย่างปลอบโยน “หนูพราวคิดถึงคุณพ่อใช่ไหมลูก ไม่ต้องเหงาไปนะ มาอยู่กับแม่ที่นี่ มีอะไรเดือดร้อนหรือตาภูผารังแก บอกแม่ได้เลย”
“ขอบคุณค่ะคุณน้า พราวไม่ได้คิดมากหรอกค่ะ เข้าใจว่าคุณพ่อท่านต้องทำงานหนัก” พราวส่งยิ้มจางๆ ให้ รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
ตลอดมื้ออาหาร พราวมองดูภูผาที่คุยจ้อกับแม่ด้วยรอยยิ้ม ชายหนุ่มที่เคยนิ่งขรึมและเข้าถึงยาก กลับพูดคุยและยิ้มแย้มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
