บทที่ 6 ตอนที่ 6 บอสหวงเก้าอี้ข้างๆ
ตอนที่ 6 บอสหวงเก้าอี้ข้างๆ
เสียงหัวเราะของคุณหญิงอรุณรัศมียังคงลอยอยู่ในห้องอาหารส่วนตัว ขณะที่พราวก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มอยู่หลังแก้วน้ำ เธอแอบเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ และทุกครั้งก็พบว่าภูผากำลังมองเธออยู่ก่อนแล้ว
“หนูพราว กินนี่สิลูก ปลากะพงนึ่งมะนาวร้านนี้อร่อยมาก ตาภูผาชอบสั่งให้แม่ทุกครั้งที่พามากิน” คุณหญิงอรุณรัศมีเอ่ยพร้อมตักเนื้อปลาใส่จานของหญิงสาวด้วยสีหน้าเอ็นดู ความตั้งใจจะผูกสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ยังคงชัดเจนจนพราวแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่
“ขอบคุณค่ะคุณน้า แต่คุณภูผาน่าจะชอบจริงๆ นะคะ ดูจากสีหน้าตอนคุณน้าตักให้พราวแล้ว เหมือนกำลังเสียดายของโปรดอยู่เลย” พราวพูดพลางปรายตามองชายหนุ่มอย่างแกล้งเย้า ความสนุกวาบขึ้นในดวงตากลมโตเมื่อเห็นคิ้วเข้มของเขาขยับเข้าหากัน
“ผมไม่ได้เสียดายครับ คุณพราวอยากกินก็กินให้เต็มที่เลย” ภูผาตอบเสียงเรียบ ทั้งที่จริงแล้วสายตาของเขาไม่ได้จับอยู่ที่จานปลาเลยแม้แต่น้อย หากกำลังจับจ้องรอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้าอย่างห้ามตัวเองไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้นพราวขอเพิ่มอีกชิ้นนะคะ” พราวพูดพร้อมตักปลาเข้าปากอย่างจงใจ ความอร่อยทำให้เธอหลับตาพริ้มและยิ้มกว้าง ภูผามองภาพนั้นแล้วต้องยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเพื่อซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่กำลังอุ่นวาบอยู่ในอก
“เห็นไหมลูก ตาภูผาน่ะปากแข็ง แต่จริงๆ ใจดีมาก แม่เลี้ยงเขามาเองกับมือ รู้ไส้รู้พุงหมดแหละ” คุณหญิงอรุณรัศมีพูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนหันไปขยิบตาให้พราวอย่างมีความหมาย ความรู้สึกมีความสุขของเธอพุ่งขึ้นราวกับแผนการที่วางไว้กำลังเดินหน้าไปได้สวย
“คุณแม่ครับ กินข้าวเถอะครับ” ภูผาตัดบท น้ำเสียงฟังดูสุขุมแต่ใบหูที่เริ่มแดงกลับทรยศเจ้าตัวอย่างชัดเจน เขารู้สึกทั้งเก้อเขินและหงุดหงิดที่แม่พยายามเปิดเผยความคิดของเขาต่อหน้าพราว ทั้งที่ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าควรยอมรับความรู้สึกนั้นอย่างไร
มื้ออาหารดำเนินต่อไปด้วยบทสนทนาสบายๆ คุณหญิงอรุณรัศมีเล่าเรื่องสมัยเด็กของภูผาให้พราวฟัง ตั้งแต่เรื่องที่เขาเคยกลัวสุนัขตัวเล็กไปจนถึงเรื่องที่ชอบแอบขโมยขนมในครัวแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พราวหัวเราะจนไหล่สั่น ส่วนภูผาก็ได้แต่ทำหน้าเข้มคอยห้ามแม่เป็นระยะ
หลังรับประทานอาหารเสร็จ คุณหญิงจึงชวนทั้งคู่ไปนั่งดื่มชาต่อที่บ้าน แต่ภูผาปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าพรุ่งนี้มีประชุมเช้า พราวจึงลุกขึ้นไหว้ลา ก่อนเดินตามร่างสูงออกมาที่หน้าร้าน ทว่าในจังหวะนั้นเองโทรศัพท์มือถือของเธอก็ส่งเสียงเตือนขึ้น
“สวัสดีค่ะคุณวิชัค่ะ พราวเองค่ะ” พราวรับสายด้วยน้ำเสียงสุภาพ ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังทันทีเมื่ออีกฝ่ายพูดเรื่องงาน ความสนใจทั้งหมดของหญิงสาวจึงไปอยู่กับบทสนทนาปลายสาย จนไม่ทันเห็นว่าภูผาซึ่งยืนอยู่ข้างๆ กำลังมองเธอด้วยสีหน้าที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ
“เรื่องเอกสารข้อเสนอใหม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ พราวจะส่งฉบับแก้ไขให้ภายในคืนนี้ค่ะ ได้ค่ะ พรุ่งนี้ค่อยคุยรายละเอียดกันอีกทีนะคะ” พราวตอบอย่างคล่องแคล่ว ก่อนยิ้มให้ปลายสายด้วยความพอใจเมื่อการเจรจาเรื่องงานเป็นไปด้วยดี ความรู้สึกมุ่งมั่นของเธอเด่นชัดจนไม่รู้เลยว่าคนข้างกายกำลังเริ่มไม่พอใจ
“คุณวิชัยมีธุระอะไรกับคุณครับ” ภูผาถามทันทีที่เธอกดวางสาย น้ำเสียงของเขายังเรียบนิ่งเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกหวงและไม่สบายใจกลับแทรกอยู่ในทุกถ้อยคำจนพราวจับได้
“เรื่องงานค่ะ คุณวิชัยอยากให้พราวช่วยตรวจเอกสารข้อเสนออีกครั้ง พรุ่งนี้เขาจะเอาเข้าที่ประชุมบอร์ด” พราวตอบตามจริง พร้อมสังเกตสีหน้าของเขาอย่างสนใจ ความรู้สึกแปลกใจผสมความขบขันเริ่มก่อตัวเมื่อเห็นภูผาขมวดคิ้วราวกับเรื่องเอกสารนั้นเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่ควร
“มันดึกแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องรับปากว่าจะทำคืนนี้ก็ได้ครับ” ภูผาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ความเป็นห่วงทำให้เขาพยายามหาเหตุผลมาคัดค้าน ทั้งที่ลึกๆ แล้วเขาเพียงไม่ชอบที่เธอยิ้มให้ผู้ชายคนอื่นในเวลานอกงาน
“แต่พราวรับปากไปแล้วค่ะ อีกอย่างคุณวิชัยเป็นลูกค้าคนสำคัญ คุณภูผาเองก็อยากให้ดีลนี้ผ่านไม่ใช่เหรอคะ” พราวย้อนถามพร้อมเอียงคอมองเขา ความรู้สึกอยากแกล้งบอสเริ่มเอาชนะความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน
“ผมอยากให้ผ่านครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทำงานจนไม่มีเวลาพัก” ภูผาตอบทันที เขาหันหน้าหนีไปทางรถที่จอดรออยู่เพื่อหลบสายตาของเธอ ความรู้สึกเป็นห่วงทำให้เขาเผลอพูดเกินกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับเลขา
“โอ้โห คุณภูผาห่วงพราวด้วยเหรอคะ” พราวถามเสียงหวาน ความรู้สึกดีใจแล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อได้ยินคำพูดนั้น แม้จะยังไม่แน่ใจว่าเป็นความห่วงในฐานะเลขาหรือมากกว่านั้น
“ผมห่วงงานครับ ถ้าคุณป่วย พรุ่งนี้ใครจะจัดตารางให้ผม” ภูผาตอบเร็วเกินไปจนเหมือนเตรียมคำแก้ตัวไว้แล้ว ความรู้สึกเขินทำให้เขาพยายามทำเสียงดุ ทั้งที่ใจกลับเต้นแรงเมื่อเห็นพราวยิ้มกว้างขึ้น
“แหม... นึกว่าจะห่วงพราวเสียอีก” พราวพูดพลางลากเสียงยาว แล้วเดินเข้าไปนั่งในรถอย่างอารมณ์ดี ความรู้สึกเสียดายเล็กๆ ถูกกลบด้วยความสนุก เพราะอย่างน้อยคืนนี้เธอก็ได้เห็นว่าคนปากแข็งเริ่มมีอาการแล้ว
ภูผาขึ้นรถตามไปนั่งด้านหลังด้วย เขาตั้งใจให้คนขับรถพาพราวกลับบ้านก่อน แต่ยังไม่ทันเอ่ยปาก หญิงสาวก็เปิดแฟ้มเอกสารบนตักและเริ่มอ่านรายละเอียดอย่างจริงจัง แสงไฟสีส้มจากข้างถนนตกกระทบบนใบหน้าของเธอ ทำให้ภูผาเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าชัดเจนขึ้น
“คุณจะทำงานตอนนี้เลยหรือครับ” ภูผาถามด้วยความรู้สึกไม่พอใจที่เธอไม่ยอมพัก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งเตือนไป
“พราวขออ่านคร่าวๆ ก่อนค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตอนกลับถึงบ้าน” พราวตอบโดยไม่เงยหน้า ความรู้สึกมุ่งมั่นทำให้เธอไม่ทันสังเกตว่ารถกำลังเคลื่อนผ่านหน้าบ้านของเธอไป
“เลยบ้านคุณแล้วครับ” ภูผาพูดขึ้นเมื่อรถเลี้ยวเข้าเส้นทางที่มุ่งไปยังคอนโดของเขา ความรู้สึกตัดสินใจบางอย่างชัดเจนอยู่ในแววตา เขาไม่อยากปล่อยให้พราวกลับไปนั่งทำงานคนเดียวจนดึกอีกแล้ว
“เอ๊ะ แล้วเรากำลังจะไปไหนคะ” พราวถามพร้อมเงยหน้าขึ้น ความรู้สึกประหลาดใจทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้างเล็กน้อย
“ไปคอนโดผมครับ” ภูผาตอบสั้นๆ แล้วมองแฟ้มในมือเธอด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ความรู้สึกที่อยากดูแลเธอเอาชนะความคิดเรื่องความเหมาะสมไปเรียบร้อยแล้ว
“ไปคอนโดคุณภูผา?” พราวทวนคำอย่างช้าๆ ก่อนจะแสร้งทำเสียงตื่นเต้น ความรู้สึกเจ้าเล่ห์กลับมาเต็มเปี่ยมทันทีเมื่อเห็นคนตรงหน้าพาเธอไปยังพื้นที่ส่วนตัวของเขาอีกครั้ง
“ครับ คุณจะได้ตรวจเอกสารให้เสร็จ แล้วผมจะดูเองว่าคุณกินข้าวหรือยัง” ภูผาอธิบายด้วยความจริงจัง ความรู้สึกกระดากอายทำให้เขารีบเติมเหตุผลเรื่องงานและอาหารเข้าไป ทั้งที่เหตุผลแท้จริงคือเขาไม่อยากให้เธออยู่คนเดียว
“หมายความว่าคืนนี้พราวจะได้อยู่กับบอสสองต่อสองอีกแล้วใช่ไหมคะ” พราวถามยิ้มๆ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหยอกเย้า ความรู้สึกตื่นเต้นแอบซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีสบายๆ จนภูผารู้ทัน
“ถ้าคุณยังพูดมาก ผมจะให้รถจอดส่งคุณกลับบ้านเดี๋ยวนี้” ภูผาขู่เสียงเข้ม ความรู้สึกหวั่นไหวทำให้เขาต้องรีบสร้างกำแพงขึ้นมาป้องกันตัวเองอีกครั้ง
“ก็ได้ค่ะ พราวไม่พูดแล้ว” พราวตอบพลางทำปากยื่น ก่อนก้มหน้าลงอ่านเอกสารต่อ ความรู้สึกพอใจเล็กๆ ซ่อนอยู่ในแววตา เพราะเธอรู้ว่าภูผาไม่มีทางส่งเธอกลับในคืนนี้จริงๆ
ไม่นานรถก็จอดหน้าคอนโดหรู ภูผาเดินนำเธอเข้าไปในลิฟต์ พื้นที่แคบเงียบสงบทำให้เสียงลมหายใจของทั้งคู่ชัดขึ้น พราวยืนอยู่ข้างกายเขาโดยถือแฟ้มแนบอก ส่วนภูผาก็ยืนนิ่งมองตัวเลขชั้นบนผนัง ทั้งที่ความรู้สึกของเขากำลังวุ่นวายยิ่งกว่าทุกครั้ง
“คุณภูผาคะ” พราวเรียกเบาๆ เมื่อประตูลิฟต์กำลังจะเปิด ความรู้สึกอยากแกล้งเขาเอ่อขึ้นมาจนอดไม่ได้
“ครับ” ภูผาขานรับพร้อมหันมามอง ความรู้สึกระแวดระวังเกิดขึ้นทันที เพราะน้ำเสียงของเธอฟังดูมีเลศนัย
“ถ้าพรุ่งนี้คุณวิชัยโทรมาหาพราวอีก คุณภูผาจะหวงโทรศัพท์พราวไหมคะ” พราวถามพร้อมยิ้มหวาน ความรู้สึกสนุกสนานเบ่งบานเต็มที่เมื่อเห็นใบหน้าของภูผานิ่งค้างไปชั่วขณะ
“ผมไม่ได้หวงครับ” ภูผาตอบหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกเสียอาการทำให้เขาต้องเบือนหน้าหนี แต่ปลายนิ้วที่กำแน่นข้างลำตัวกลับบอกความจริงอีกอย่าง
“ถ้าไม่ได้หวง แล้วทำไมต้องพาพราวมาคอนโดด้วยล่ะคะ” พราวถามต่อทันที ความรู้สึกอยากได้คำตอบจริงๆ ผสมอยู่กับความเขิน เธออยากรู้ว่าในใจของเขามีพื้นที่ให้เธอมากแค่ไหน
“เพราะผมไม่อยากให้เลขาของผมทำงานจนดึกคนเดียวครับ” ภูผาตอบในที่สุด น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกห่วงใยตรงไปตรงมาทำให้พราวหยุดแกล้งเขาไปชั่วขณะ
ประตูลิฟต์เปิดออก ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้อง ภูผาวางกุญแจลงบนโต๊ะและถอดเสื้อสูทพาดพนักเก้าอี้ ก่อนหันกลับมาพบว่าพราวกำลังยืนมองไปรอบๆ ด้วยรอยยิ้มคุ้นเคย เธอเคยมาที่นี่เพียงครั้งเดียว แต่กลับจำได้ว่ากล่องชาที่เธอซื้อให้เขายังวางอยู่บนชั้นเดิม
“คุณยังเก็บแก้วหมีที่พราวซื้อให้อยู่เลยนะคะ” พราวพูดพร้อมชี้ไปที่แก้วสีขาวบนชั้น ความรู้สึกอบอุ่นวาบขึ้นในใจเมื่อเห็นของเล็กๆ ที่เธอให้ยังมีที่อยู่ในบ้านของเขา
“มันใช้งานได้ดีครับ” ภูผาตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ความรู้สึกเขินทำให้เขารีบเดินไปเปิดไฟในครัว ทั้งที่จริงแล้วเขาจำได้แม้กระทั่งวันที่เธอนำแก้วใบนั้นมาให้
“แปลว่าไม่ได้เก็บเพราะคนให้ใช่ไหมคะ” พราวถามต่อ พลางยิ้มกว้าง ความรู้สึกคาดหวังเล็กๆ ถูกซ่อนอยู่ในคำถามนั้น
“คุณจะทำงานหรือจะสอบสวนผมครับ” ภูผาหันกลับมาเอ่ยเสียงดุ ความรู้สึกอ่อนโยนในอกกลับเพิ่มขึ้นเมื่อเห็นพราวหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข
“ทำงานก็ได้ค่ะ แต่ก่อนทำงาน ขอพราวดูหน่อยว่าบอสมีอะไรให้เลขากินบ้าง” พราวพูดแล้วเดินตรงไปเปิดตู้เย็นด้วยตัวเอง ความรู้สึกเป็นกันเองของเธอค่อยๆ ทำให้ห้องที่เคยเงียบของภูผามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
ภูผายืนมองแผ่นหลังของหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบาๆ และหยิบผ้ากันเปื้อนจากตะขอโยนให้เธอ
“ใส่ซะครับ ถ้าจะรื้อครัวผม อย่างน้อยก็ช่วยทำอะไรให้กินด้วย” เขาพูดพลางเดินไปหยิบวัตถุดิบออกจากตู้เย็น ความรู้สึกผ่อนคลายเริ่มเข้ามาแทนที่ความตึงเครียด และรอยยิ้มจางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาโดยไม่รู้ตัว
“รับทราบค่ะบอส แต่คืนนี้พราวขอคิดค่าดูแลเป็นพิเศษนะคะ” พราวตอบพร้อมผูกเชือกผ้ากันเปื้อน ความรู้สึกดีใจเต้นอยู่ในอก เมื่อรู้ว่าภูผาไม่ได้แค่พาเธอมาทำงาน แต่กำลังเปิดพื้นที่ส่วนตัวให้เธอเข้ามาอย่างเต็มใจ
“คิดอะไรครับ” ภูผาถามพร้อมหันมามอง ความรู้สึกหวั่นไหวเกิดขึ้นทันทีที่เห็นเธออยู่ในห้องครัวของเขา ภาพนั้นดูเป็นธรรมชาติจนน่ากลัว เหมือนเธอควรอยู่ตรงนี้มาตั้งนานแล้ว
“ไว้พราวคิดออกแล้วจะบอกค่ะ” พราวตอบพร้อมส่งยิ้มหวาน ความรู้สึกอ่อนโยนที่ซ่อนมานานเริ่มชัดเจนขึ้นในหัวใจของเธอ
คืนนั้นจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยแฟ้มเอกสารหนึ่งกอง วัตถุดิบไม่กี่อย่างในตู้เย็น และหัวใจของคนสองคนที่กำลังเดินเข้าใกล้กันทีละน้อย โดยยังไม่มีใครกล้ายอมรับว่าความหวงที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้มีสาเหตุจากงานเลยแม้แต่นิดเดียว
