บทที่ 7 ตอนที่ 7 กาแฟแก้วเดียวกัน
ตอนที่ 7 กาแฟแก้วเดียวกัน
กลิ่นหอมของข้าวผัดกระเทียมกับไข่ดาวลอยอบอวลอยู่ในครัวเล็กๆ ของคอนโด ภูผายืนอยู่หน้าเตาในเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก ส่วนพราวกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ด้วยสีหน้าจริงจัง ทว่าทุกครั้งที่เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา รอยยิ้มเล็กๆ ก็ยังแตะอยู่ตรงมุมปาก
“คุณภูผาทำอาหารเป็นด้วยเหรอคะ” พราวถามพลางพลิกหน้ากระดาษ ความรู้สึกประหลาดใจผสมความเอ็นดูขึ้นมาเมื่อเห็นผู้ชายที่ปกติดูเนี้ยบและห่างไกลกำลังยืนผัดข้าวอยู่หน้าเตา
“ทำเป็นบางอย่างครับ” ภูผาตอบโดยไม่หันกลับมา ความรู้สึกเขินเล็กๆ ทำให้เขาจดจ่อกับกระทะมากกว่าปกติ ทั้งที่จริงแล้วเขาแอบมองเธอผ่านเงาสะท้อนบนเครื่องดูดควันอยู่หลายครั้ง
“บางอย่างนี่มีอะไรบ้างคะ” พราวถามต่อด้วยน้ำเสียงสนใจ ความรู้สึกอยากรู้เรื่องส่วนตัวของเขาทำให้เอกสารตรงหน้ากลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อขึ้นมาในทันที
“ไข่ดาว ข้าวผัด แล้วก็อาหารง่ายๆ ครับ” ภูผาตอบสั้นๆ ความรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจทำให้เขารีบเติมประโยคว่า “ถ้าคุณไม่ชอบ เดี๋ยวผมให้คนเอาอาหารขึ้นมาให้ก็ได้”
“ไม่เอาค่ะ พราวอยากลองฝีมือบอส” พราวพูดพร้อมวางปากกาลง ความรู้สึกตื่นเต้นแอบแล่นอยู่ในอก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นภูผาทำอาหารให้ใครสักคน และเธออยากเชื่อว่าคนคนนั้นคือเธอ
“มันอาจไม่อร่อยนะครับ” ภูผาพูดอย่างถ่อมตัว ความรู้สึกกังวลซ่อนอยู่ใต้สีหน้าเรียบนิ่ง เขาไม่ค่อยทำอาหารให้คนอื่นกิน และไม่เคยสนใจด้วยซ้ำว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ แต่คืนนี้กลับอยากรู้คำตอบจากเธอเป็นพิเศษ
“ถ้าไม่อร่อย พราวจะช่วยกินให้หมดเองค่ะ” พราวตอบพร้อมส่งยิ้มหวาน ความรู้สึกอบอุ่นค่อยๆ ซึมเข้าไปในหัวใจเมื่อเห็นเขาเงียบไป ราวกับประโยคธรรมดาของเธอมีความหมายกับเขามากกว่าที่แสดงออก
ภูผาตักข้าวผัดใส่จานแล้ววางลงตรงหน้าเธอ ไข่ดาวขอบกรอบถูกวางไว้ด้านบนอย่างตั้งใจ พราวมองจานอาหารแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนตักคำแรกเข้าปากช้าๆ
“เป็นยังไงครับ” ภูผาถาม ความรู้สึกลุ้นขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แม้เขาจะพยายามเก็บอาการ แต่ปลายนิ้วที่เคาะเบาๆ บนขอบโต๊ะกลับเผยความกังวลอย่างชัดเจน
“อร่อยค่ะ” พราวตอบทันทีพร้อมพยักหน้าหลายครั้ง ความรู้สึกอยากชมเขาจริงๆ ทำให้เธอยิ้มจนแก้มป่อง “อร่อยกว่าที่คิดไว้มากเลยค่ะ”
“ที่บอกว่าอร่อยกว่าที่คิดไว้ หมายความว่าคุณคิดว่าผมทำอาหารไม่เป็นเหรอครับ” ภูผาถามกลับ ความรู้สึกน้อยใจแบบไม่รู้ตัวทำให้เสียงของเขาเข้มขึ้นเล็กน้อย
“เปล่านะคะ พราวแค่คิดว่าคนบ้างานอย่างคุณภูผาน่าจะเปิดกล่องอาหารสำเร็จรูปกินมากกว่า” พราวรีบตอบด้วยสีหน้าจริงจัง ความรู้สึกกลัวเขาเข้าใจผิดปนขำเมื่อเห็นคนตัวโตทำหน้าเหมือนถูกกล่าวหา
“ผมก็เคยกินครับ แต่ถ้าเป็นอาหารของคุณแม่ ผมจะทำเอง” ภูผาตอบพลางนั่งลงฝั่งตรงข้าม ความรู้สึกอ่อนโยนแวบผ่านแววตาเมื่อพูดถึงแม่ ก่อนที่เขาจะหันไปมองจานของพราว
“แล้วคืนนี้ทำให้คุณแม่กินหรือคะ” พราวถามพร้อมแกล้งทำหน้าตาย ความรู้สึกอยากฟังคำตอบเต้นตุบอยู่ในอก เพราะเธอพอจะรู้ว่าเหตุผลที่เขาทำอาหารคืนนี้อาจไม่ใช่เพียงเพราะเธอหิว
“คุณแม่ไม่ได้อยู่ที่นี่ครับ” ภูผาตอบ ความรู้สึกเขินเริ่มแผ่ขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาจึงหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มเพื่อเลี่ยงสายตาของเธอ
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าทำให้พราวสินะคะ” พราวถามต่ออย่างไม่ยอมปล่อย ความรู้สึกดีใจพุ่งขึ้นจนต้องแอบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
“ผมทำให้คนที่มาทำงานที่นี่ครับ” ภูผาตอบอย่างระมัดระวัง ความรู้สึกหวั่นไหวทำให้เขาไม่กล้าพูดตรงๆ ว่าอยากทำให้เธอ แต่คำว่า “คนที่มาทำงานที่นี่” ก็เจาะจงเกินกว่าจะเป็นใครอื่น
“ถ้าอย่างนั้นพราวจะถือว่าตัวเองเป็นคนพิเศษของคอนโดนี้นะคะ” พราวพูดพลางตักข้าวเข้าปากอีกคำ ความรู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นเขาไม่มีคำตอบมาหักล้าง
ภูผาไม่ได้ตอบ เขาเพียงส่ายหน้าเบาๆ แต่รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากกลับทำให้พราวใจเต้นแรงกว่าคำหวานใดๆ
หลังจากกินอาหารเสร็จ ทั้งคู่กลับมานั่งตรวจเอกสารที่ห้องนั่งเล่น ภูผานั่งอยู่ปลายโซฟา ส่วนพราวนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมหน้าโต๊ะกลาง แฟ้มเอกสารถูกกางออกหลายชุด ทว่าบรรยากาศกลับไม่ตึงเครียดเหมือนในออฟฟิศ เพราะทุกครั้งที่พราวขยับตัว ภูผาจะเผลอเหลือบมองเธอโดยไม่รู้ตัว
“ตรงเงื่อนไขการส่งมอบวัสดุ พราวคิดว่าควรเพิ่มข้อกำหนดเรื่องการตรวจคุณภาพหน้างานอีกครั้งค่ะ” พราวพูดพร้อมชี้ข้อความในเอกสาร ความรู้สึกมุ่งมั่นกลับมาเต็มที่เมื่อเข้าสู่เรื่องงาน
“เห็นด้วยครับ ถ้าเขารับเงื่อนไขนี้ได้ จะช่วยลดความเสี่ยงของเราในระยะยาว” ภูผาตอบพร้อมโน้มตัวลงมาดูเอกสารเดียวกัน ความรู้สึกชื่นชมผุดขึ้นในใจ เขาชอบเวลาที่พราวตั้งใจทำงาน เพราะภายใต้ความแสบซน เธอมีความละเอียดและรับผิดชอบมากกว่าที่ใครเห็น
“ถ้าพรุ่งนี้คุณวิชัยถามเรื่องนี้ พราวจะเป็นคนอธิบายเองนะคะ” พราวพูดอย่างมั่นใจ ความรู้สึกอยากพิสูจน์ตัวเองชัดเจนอยู่ในแววตา เธอไม่ต้องการเป็นเพียงคนจัดตารางนัด แต่ต้องการให้ภูผาเห็นว่าเธอสามารถยืนเคียงข้างเขาได้จริงๆ
“ได้ครับ แต่ถ้าเขาถามเกินขอบเขต คุณไม่จำเป็นต้องตอบแทนผมทุกเรื่อง” ภูผากล่าว ความรู้สึกเป็นห่วงทำให้เขาอยากกันเธอออกจากแรงกดดัน แม้จะรู้ว่าเธอมีความสามารถมากพอจะรับมือได้
“พราวรู้ค่ะ แต่พราวอยากช่วยคุณภูผา” พราวตอบเบาๆ ความรู้สึกจริงใจทำให้เสียงของเธอนุ่มลง “พราวไม่อยากเป็นแค่คนคอยจัดกาแฟหรือรับโทรศัพท์ให้คุณนะคะ”
“ผมไม่เคยมองคุณเป็นแค่นั้น” ภูผาพูดขึ้นทันที ความรู้สึกจริงจังทำให้เขาสบตาเธอตรงๆ “คุณเป็นคนที่ช่วยผมมองเห็นทางออกในหลายเรื่อง และผมไว้ใจคุณ”
พราวนิ่งไปครู่หนึ่ง คำว่า “ไว้ใจ” จากคนอย่างภูผามีความหมายมากกว่าคำชมธรรมดา หัวใจของเธออุ่นวาบจนต้องก้มหน้าลงมองเอกสารเพื่อปกปิดสีหน้า
“ถ้าคุณไว้ใจพราว ก็อย่าหักคะแนนความประพฤติพราวบ่อยนะคะ” พราวพูดติดตลกเพื่อกลบความเขิน ความรู้สึกละมุนที่เอ่ออยู่ในอกทำให้เธอไม่กล้าสบตาเขานานเกินไป
“ถ้าคุณไม่ก่อเรื่อง ผมก็ไม่หักครับ” ภูผาตอบ ความรู้สึกเอ็นดูทำให้เสียงของเขาอ่อนลงกว่าปกติ
“ยากจังเลยค่ะ พราวเป็นเลขาจอมแสบของคุณนะคะ จะให้เรียบร้อยตลอดเวลาได้ยังไง” พราวพูดพร้อมหัวเราะเบาๆ ความรู้สึกสดใสกลับมาแต่งแต้มบรรยากาศให้ผ่อนคลาย
“ผมรู้ครับ” ภูผาตอบพลางมองเธอ ความรู้สึกคุ้นเคยและสบายใจแทรกอยู่ในแววตา “แต่ถ้าคุณไม่แสบเลย ห้องทำงานผมคงเงียบเกินไป”
ประโยคนั้นทำให้พราวชะงัก เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา ความรู้สึกดีใจแล่นแรงจนแทบเผลอยิ้มกว้างเกินไป
“หมายความว่าคุณภูผาชอบให้พราวป่วนเหรอคะ” พราวถามอย่างระมัดระวัง ความรู้สึกคาดหวังซ่อนอยู่ใต้แววตาเป็นประกาย
“ผมไม่ได้พูดแบบนั้นครับ” ภูผารีบตอบ ความรู้สึกเขินทำให้เขาหันไปหยิบแฟ้มอีกชุดมาดู ทั้งที่หน้าเอกสารนั้นไม่มีอะไรสำคัญเลย
“แต่คุณพูดว่าถ้าพราวไม่แสบ ห้องคุณจะเงียบเกินไป” พราวแย้งอย่างไม่ยอมแพ้ ความรู้สึกสนุกสนานเริ่มเอาชนะความเขิน เธออยากให้เขาพูดออกมาอีกครั้ง
“คุณนี่ช่างจับคำพูดจริงๆ” ภูผาพูดพร้อมถอนหายใจ ความรู้สึกอ่อนใจผสมเอ็นดูทำให้เขาไม่สามารถทำหน้าดุได้นาน
“ก็พราวเป็นเลขาของคุณนี่คะ ต้องละเอียดทุกคำพูด” พราวตอบพร้อมยิ้มหวาน ความรู้สึกหัวใจพองโตทำให้คืนนี้ดูพิเศษขึ้นเรื่อยๆ
เวลาผ่านไปจนเกือบสี่ทุ่ม เอกสารชุดสุดท้ายถูกตรวจเสร็จเรียบร้อย พราวเก็บปากกาและปิดแฟ้ม ก่อนเอนตัวพิงโซฟาอย่างหมดแรง ภูผาสังเกตเห็นดวงตาของเธอเริ่มปรือ จึงลุกไปหยิบหมอนกับผ้าห่มมาวางให้
“นอนพักสักครู่ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปส่ง” ภูผาพูดพร้อมคลี่ผ้าห่มคลุมขาให้เธอ ความรู้สึกเป็นห่วงทำให้เขาอยากรั้งเวลาไว้ แต่ก็ไม่อยากให้เธอเหนื่อยเกินไป
“คุณภูผาจะไปส่งพราวจริงๆ เหรอคะ” พราวถามด้วยน้ำเสียงง่วงงุน ความรู้สึกอบอุ่นซึมเข้าสู่หัวใจเมื่อเห็นว่าเขายังใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ
“ครับ ผมไม่ให้คุณกลับเองตอนดึก” ภูผาตอบ ความรู้สึกหวงความปลอดภัยของเธอทำให้คำพูดนั้นหนักแน่นกว่าครั้งก่อน
“ถ้าพราวหลับระหว่างทาง คุณจะปลุกไหมคะ” พราวถามพร้อมขยับตัวให้สบายขึ้น ความรู้สึกอยากอยู่ใกล้เขานานๆ ทำให้เธอแอบหวังว่าเขาจะตอบไม่เหมือนเจ้านายทั่วไป
“ถ้าคุณหลับ ผมจะปลุกตอนถึงบ้านครับ” ภูผาตอบ ความรู้สึกอ่อนโยนทำให้เขาเผลอมองใบหน้าของเธอนานขึ้น “แต่ถ้าคุณเหนื่อยมาก จะนอนต่ออีกหน่อยก็ได้”
“ใจดีจังเลยนะคะบอส” พราวพึมพำก่อนหลับตาลง ความรู้สึกสบายใจทำให้ร่างกายผ่อนคลายอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้ตั้งใจจะหลับจริงๆ แต่ความอบอุ่นของห้องและเสียงทุ้มๆ ของเขากลับทำให้เปลือกตาหนักขึ้นเรื่อยๆ
ภูผานั่งอยู่ข้างๆ เงียบๆ เขาคิดว่าจะรอให้เธอพักสักสิบนาทีแล้วค่อยปลุก ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ศีรษะของพราวกลับค่อยๆ เอนมาซบไหล่เขา ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านหัวใจจนชายหนุ่มตัวแข็งไปชั่วขณะ
“คุณพราวครับ...” ภูผาเรียกเบาๆ ความรู้สึกเกรงใจปนเอ็นดูทำให้เขาไม่กล้าขยับไหล่ แม้จะรู้ว่าท่านั่งเช่นนี้อาจทำให้เมื่อยไปทั้งคืน
พราวไม่ได้ตอบ เธอเพียงขยับตัวเข้าหาความอบอุ่นมากขึ้น มือเล็กคว้าชายเสื้อของเขาไว้หลวมๆ ภูผาก้มมองมือของเธอแล้วถอนหายใจ ความรู้สึกหวงแหนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นกับใครค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ก่อนตัดสินใจไม่ปลุกเธอในทันที ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นนานเกือบครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งแน่ใจว่าเธอหลับสนิทแล้วจึงค่อยๆ ประคองศีรษะเธอไปวางบนหมอนแทน
“ถ้าคุณยังทำตัวน่ารักแบบนี้ ผมคงส่งคุณกลับบ้านยากขึ้นทุกวัน” ภูผาพูดเบาๆ กับคนที่ยังหลับอยู่ ความรู้สึกอ่อนโยนทำให้รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เช้าวันรุ่งขึ้น พราวตื่นขึ้นที่บ้านของตัวเองบนเตียงนอน โดยจำไม่ได้ว่ากลับมาตั้งแต่เมื่อไร เธอพบผ้าห่มผืนบางคลุมอยู่และมีข้อความจากภูผาส่งเข้ามาในโทรศัพท์
“ถึงบ้านแล้วครับ อย่าลืมกินข้าวเช้า”
พราวอ่านข้อความซ้ำอยู่หลายรอบ ก่อนกอดหมอนแน่นด้วยความรู้สึกเขินและมีความสุข เธอตอบกลับไปด้วยข้อความสั้นๆ แล้วรีบแต่งตัวไปทำงานโดยไม่รู้เลยว่า วันนี้เธอกำลังจะได้เห็นสีหน้าของบอสจอมดุในเวอร์ชันที่น่ารักที่สุด
ช่วงเช้า ภูผามาถึงบริษัทก่อนเวลาเช่นเคย แต่กลับพบว่าบนโต๊ะของเขามีกาแฟสองแก้ววางอยู่ แก้วหนึ่งเป็นกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ส่วนอีกแก้วเป็นกาแฟนมหวานของพราว หญิงสาวยืนอยู่ข้างโต๊ะพร้อมรอยยิ้มสดใส
“กาแฟของคุณค่ะบอส พราวซื้อมาให้เป็นการขอบคุณที่เมื่อคืนไปส่ง” พราวพูดพร้อมยื่นแก้วกาแฟดำให้เขา ความรู้สึกอยากเอาใจเขาอยู่ในทุกท่าทาง แม้เธอจะพยายามทำให้ดูเป็นเรื่องปกติที่สุด
“ขอบคุณครับ” ภูผารับแก้วไป ความรู้สึกพอใจอุ่นขึ้นในอกเมื่อเห็นเธอยังจำได้ว่าเขาดื่มกาแฟแบบไหน
“ส่วนแก้วนี้ของพราวค่ะ” พราวพูดแล้ววางแก้วกาแฟนมลงข้างๆ กัน ความรู้สึกมีความสุขแอบซ่อนอยู่ในดวงตา เพราะแก้วทั้งสองใบวางชิดกันจนดูเหมือนเป็นของคู่กัน
ภูผาหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบโดยไม่ได้ดูให้ดี ความรู้สึกคุ้นเคยกับรสชาติทำให้เขาดื่มไปหนึ่งอึกเต็มๆ ก่อนชะงักเมื่อความหวานจัดแล่นผ่านลิ้น
“คุณดื่มผิดแก้วแล้วค่ะ” พราวบอกพร้อมกลั้นหัวเราะ ความรู้สึกขบขันพุ่งขึ้นทันทีเมื่อเห็นเขาทำหน้าตึงเพราะกาแฟหวานของเธอ
“ทำไมคุณไม่บอกผมก่อนครับ” ภูผาถามพลางวางแก้วลง ความรู้สึกเขินปนตกใจทำให้เขาจ้องแก้วกาแฟในมือราวกับมันเป็นเอกสารผิดฉบับ
“พราวนึกว่าคุณอยากลองของหวานบ้างค่ะ” พราวตอบพร้อมเอียงคอ ความรู้สึกอยากแกล้งทำให้เธอจงใจมองหลอดที่เขาเพิ่งใช้ดื่ม
“ผมไม่ชอบของหวานครับ” ภูผาพูดเสียงเข้ม ความรู้สึกกระดากอายเริ่มชัดขึ้นเมื่อคิดได้ว่าเขาเพิ่งใช้หลอดเดียวกับเธอโดยไม่รู้ตัว
“แต่เมื่อกี้คุณดื่มไปตั้งเยอะแล้วนะคะ” พราวแย้งพร้อมยิ้มกว้าง ความรู้สึกสนุกสนานทำให้เธอขยับเข้าใกล้เขาอีกนิด “เรียกว่าจูบทางอ้อมได้ไหมคะ”
“คุณพราว!” ภูผาเรียกชื่อเธอเสียงเข้ม ความรู้สึกตกใจและเขินทำให้ใบหน้าหล่อแดงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เขารีบหันไปเปิดแฟ้มบนโต๊ะเพื่อไม่ให้เธอเห็นสีหน้าตัวเอง
“ก็พราวพูดตามหลักวิทยาศาสตร์นะคะ แก้วเดียวกัน หลอดเดียวกัน แปลว่า...” พราวพูดต่ออย่างสนุก ความรู้สึกอยากเห็นเขาเสียอาการทำให้เธอแทบกลั้นหัวเราะไม่ไหว
“หยุดพูดเลยครับ แล้วไปเตรียมเอกสารประชุม” ภูผาตัดบท ความรู้สึกวุ่นวายทำให้เขาต้องทำเสียงดุเพื่อเรียกสติกลับมา
“ค่ะบอส แต่ถ้าคุณภูผาไม่ชอบกาแฟหวาน แก้วนั้นพราวขอคืนนะคะ” พราวพูดพร้อมเอื้อมมือไปหยิบแก้วของตัวเอง ความรู้สึกแกล้งเขาเต็มที่ แต่ปลายนิ้วกลับถูกมือของภูผาจับไว้เสียก่อน
“ไม่ต้องครับ” ภูผาพูดพร้อมมองแก้วกาแฟในมือเธอ ความรู้สึกบางอย่างผลักให้เขาพูดต่อโดยไม่ทันคิด “ผมดื่มแล้ว”
พราวนิ่งไปทันที ความรู้สึกเขินแล่นจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงใบหน้า ส่วนภูผาเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าประโยคนั้นฟังดูมีความหมายมากเพียงใด
“ถ้าอย่างนั้น... พราวคงต้องดื่มแก้วของคุณบ้างแล้วล่ะค่ะ” พราวตอบเสียงเบา ความรู้สึกหัวใจเต้นแรงทำให้เธอยกแก้วกาแฟดำของเขาขึ้นจิบต่อหน้าต่อตา
“คุณพราว...” ภูผาเรียกเธออีกครั้ง ความรู้สึกหวั่นไหวจนแทบควบคุมไม่ได้ทำให้เขามองริมฝีปากของเธอนานกว่าปกติ
“ก็แฟร์ๆ กันไงคะ” พราวพูดพร้อมวางแก้วลง ความรู้สึกเขินปนสะใจทำให้เธอรีบหันกลับไปที่โต๊ะของตัวเองก่อนที่เขาจะเห็นแก้มแดงๆ
ภูผายืนอยู่ข้างโต๊ะอีกครู่หนึ่ง เขามองแก้วกาแฟสองใบที่วางเคียงกัน แล้วเผลอยกมือแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความหงุดหงิด ไม่ใช่ความรำคาญ และไม่ใช่เพียงความเอ็นดูอีกต่อไป
“คุณภูผาคะ วันนี้คุณวิชัยจะโทรมาอีกนะคะ” พราวหันมารายงาน ความรู้สึกอยากแกล้งยังไม่หมดไป เธอจึงจงใจเติมรอยยิ้มหวานลงในประโยค
“ถ้าเขาโทรมา ให้โอนสายเข้าห้องผมครับ” ภูผาตอบทันที ความรู้สึกหวงที่ยังไม่ยอมรับทำให้เขาอยากรับสายแทนเธอด้วยตัวเอง
“โอนให้คุณทำไมคะ เรื่องนี้คุณวิชัยนัดคุยกับพราวโดยตรงนะ” พราวถามกลับ ความรู้สึกตื่นเต้นปนขบขันทำให้เธอรู้ว่าเขากำลังออกอาการอีกครั้ง
“ผมจะเข้าร่วมประชุมด้วยครับ” ภูผาพูดพร้อมเปิดแฟ้ม ความรู้สึกต้องการอยู่ใกล้เธอทำให้เขารีบหาเหตุผลเรื่องงานมารองรับ
“อ๋อ... หรือจริงๆ แล้วคุณภูผากลัวพราวคุยกับคุณวิชัยนานเกินไปคะ” พราวถามด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ความรู้สึกอยากได้ยินคำตอบทำให้หัวใจเธอเต้นแรง
“ผมกลัวงานล่าช้าครับ” ภูผาตอบอย่างสุขุม ความรู้สึกเขินทำให้เขาก้มอ่านเอกสารทั้งที่ยังไม่ได้เปิดดูแม้แต่หน้าแรก
“ค่ะบอส พราวจะพยายามไม่ให้คุณต้องหวงเก้าอี้ข้างๆ นานเกินไปนะคะ” พราวพูดพร้อมยิ้มกว้าง ความรู้สึกอ่อนหวานและพอใจเต็มหัวใจเมื่อเห็นชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมามองเธอด้วยสีหน้าจนคำพูด
ภูผาอยากเถียงว่าเขาไม่ได้หวงเก้าอี้ ไม่ได้หวงเลขา และไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งนั้น แต่เมื่อมองเห็นพราวนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าห้องพร้อมกาแฟสองแก้วที่วางเคียงกัน เขากลับพบว่าความเงียบในห้องทำงานไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการอีกแล้ว
เขาต้องการเสียงหัวเราะของเธอ ต้องการกาแฟที่หวานเกินไปแก้วนั้น และต้องการให้เก้าอี้ข้างๆ เขามีพราวนั่งอยู่ตรงนั้นนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
