บทที่ 4 ตอนที่4 เป็นเช่นนี้เสมอ
ตอนที่4
เป็นเช่นนี้เสมอ
อากาศในห้องเย็นวาบขึ้นทันที สายตาของ คีรินทร์เข้มขึ้น
“ระวังคำพูดของคุณด้วย”เขามองเธอด้วยดวงตาแดงก่ำเลียริมฝีปากเหมือนคนที่กำลังคิดอะไรใจ
ลลินรู้ว่าตัวเองพูดแรงไปแต่ความอัดอั้นทำให้เธอไม่อาจกลืนทุกอย่างลงคอได้อีก
“ขอโทษค่ะ”เธอพูดเบา ๆ
“ฉันจะบอกแม่แค่ว่าเราตัดสินใจแต่งงานกัน”
คีรินทร์พยักหน้า“พรุ่งนี้ผมจะให้คนไปรับคุณที่บ้าน”
“ไม่ต้องค่ะ ฉันมาเองได้”
“ผมไม่ได้ถามว่าคุณมาเองได้หรือไม่ ผมบอกว่าจะให้คนไปรับ”
ลลินเม้มริมฝีปากผู้ชายคนนี้เป็นเช่นนี้เสมอ
สั่ง กำหนด ตัดสินใจเหมือนทุกคนรอบตัวเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานที่เขาควบคุมได้
“ค่ะ”เธอตอบเพียงสั้น ๆ ก่อนหันหลังเดินออกจากห้องแต่ทันทีที่เปิดประตู เสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ลลิน”
หญิงสาวชะงัก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อเธอโดยไม่มีคำว่า คุณ หัวใจเธอกระตุกเบา ๆ อย่างน่ารำคาญ
“คะ”
“ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป คุณต้องจำไว้อย่างหนึ่ง”
เธอหันกลับไปมอง
คีรินทร์ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ทว่าแววตาของเขาดูเข้มลึกกว่าทุกครั้ง“ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างไรกับสัญญานี้ ต่อหน้าคนอื่น คุณคือภรรยาของผม”
ลลินกลืนน้ำลายลงคอ“ค่ะ”
“และภรรยาของคีรินทร์ วัฒนากร ไม่ควรก้มหน้าให้ใครดูถูก”คำพูดนั้นทำให้เธอนิ่งไป
เธอไม่แน่ใจว่าเขาพูดเพราะห่วงภาพลักษณ์
หรือเพราะไม่ต้องการให้ใครดูถูกเธอจริง ๆ แต่มันก็ทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งในอกเบาบางลงเพียงเสี้ยวหนึ่ง
“ฉันจะจำไว้ค่ะ”เธอตอบ แล้วเดินออกไป
ประตูปิดลงเบา ๆ คีรินทร์ยังคงมองตามบานประตูอยู่นานใบหน้าเย็นชาของเขาไม่แสดงอารมณ์ใด
แต่ปลายนิ้วที่แตะอยู่บนแฟ้มสัญญากลับกดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ลลินกลับถึงบ้านในช่วงค่ำ ฟ้าด้านนอกเริ่มมืดแล้ว แสงไฟสีส้มจากหลอดไฟหน้าบ้านส่องลงบนพื้นปูนเก่า ๆ ที่มีรอยแตกเล็ก ๆ บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โต ไม่ได้หรูหรา แต่เป็นที่ที่เธอเติบโตมา เป็นที่ที่มีเสียงหัวเราะของพ่อ เสียงบ่นของแม่ และกลิ่นอาหารเย็นอุ่น ๆ ในทุกวันเก่า ๆ
เธอยืนมองประตูบ้านอยู่นาน ก่อนรวบรวมความกล้าเปิดเข้าไป
“กลับมาแล้วค่ะ”
นางนวลพรนั่งพับผ้าอยู่บนโซฟา เมื่อเห็นลูกสาวก็ยิ้มอ่อนโยน
“กลับมาแล้วเหรอลูก วันนี้เหนื่อยไหม”
ลลินมองรอยยิ้มของแม่แล้วรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็ง ๆ ติดอยู่ในลำคอ เธอเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ
“แม่คะ หนูมีเรื่องจะบอก”มือของนางนวลพรหยุดชะงัก
“เรื่องอะไรลูก”
ลลินเงียบไปครู่หนึ่งคำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปากหลายครั้ง แต่ก็หลุดออกมาไม่ได้เสียที จะบอกแม่อย่างไรดี บอกว่าหนูกำลังจะแต่งงานกับเจ้านายเพื่อใช้หนี้อย่างนั้นหรือ บอกว่าเงินสิบล้านกำลังจะหายไป แต่แลกกับอิสรภาพสองปีของลูกสาวแม่อย่างนั้นหรือ
ไม่ได้ เธอบอกไม่ได้
ลลินฝืนยิ้ม“หนู...จะแต่งงานค่ะ”
นางนวลพรนิ่งงันไปทันที ผ้าผืนเล็กในมือร่วงลงบนตัก
“แต่งงาน?”
“ค่ะ”
“กับใครลูก”
“ท่านประธานค่ะ คุณคีรินทร์”ความเงียบโรยตัวลงระหว่างแม่ลูก ดวงตาของนางนวลพรเต็มไปด้วยความตกใจ
“เจ้านายของหนูน่ะหรือ”
“ค่ะ”
“ลลิน...มันเกิดอะไรขึ้น”น้ำเสียงของแม่ไม่ได้ดีใจแต่เต็มไปด้วยความกังวล เพราะท่านรู้จักลูกสาวดีเกินไป
ลลินไม่เคยมีคนรัก ไม่เคยพูดถึงผู้ชายคนใดและไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จู่ ๆ จะบอกว่าจะแต่งงานกับเจ้านายภายในเวลาไม่กี่วัน
“เรา...คุยกันมาสักพักแล้วค่ะ”คำโกหกนั้นขมปร่าเหลือเกิน นางนวลพรมองลูกสาวอย่างค้นหา
“ลูกแน่ใจหรือ”
ลลินพยักหน้า
“ค่ะ”
“เขารักหนูไหม”คำถามนั้นแทงใจเธออย่างรุนแรง
ลลินต้องใช้ความพยายามมากเหลือเกินในการยิ้ม
“เขาดีกับหนูค่ะ”เธอเลี่ยงคำว่ารักเพราะไม่อยากโกหกแม่ไปมากกว่านี้
นางนวลพรจับมือลูกสาวไว้“แม่ไม่ได้ต้องการให้หนูแต่งงานกับคนรวย แม่ไม่ได้ต้องการให้หนูเอาชีวิตไปผูกกับใครเพราะบ้านหลังนี้หรือเพราะหนี้สินนะลูก”
ลลินชะงัก ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว“แม่...”
“แม่อาจป่วย แม่อาจช่วยอะไรหนูไม่ได้มาก แต่แม่ยังเป็นแม่ของหนู แม่ดูออกว่าหนูมีเรื่องในใจ”
น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงมาโดยที่ลลินห้ามไม่ทัน
เธอรีบเช็ดออก
“หนูไม่เป็นไรค่ะ”
“อย่าโกหกแม่เลยลูก”เสียงของนางนวลพรอ่อนโยนจนลลินแทบแตกสลาย
หญิงสาวก้มหน้าลง สองมือจับมือแม่แน่น
“หนูแค่อยากให้แม่ปลอดภัย อยากให้บ้านเรายังอยู่ อยากให้ทุกอย่างดีขึ้น”
“แล้วหนูล่ะ”คำถามนั้นทำให้ลลินเงยหน้าขึ้น
“ความสุขของหนูล่ะลูก”
ลลินยิ้มทั้งน้ำตา“ถ้าแม่ปลอดภัย หนูก็มีความสุขค่ะ”
นางนวลพรดึงลูกสาวเข้าไปกอด ลลินซบหน้ากับไหล่แม่ กลั้นเสียงสะอื้นไว้สุดกำลัง เธอไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอเท่านี้มาก่อน แต่แม้จะอ่อนแอ
เธอก็ถอยไม่ได้แล้ว
เช้าวันต่อมา รถสีดำคันหรูจอดเทียบหน้าบ้านลลินตรงเวลาแปดโมง
ชาวบ้านละแวกนั้นหันมองด้วยความสนใจ บางคนกระซิบกระซาบกันเมื่อเห็นคนขับรถในชุดสูทลงมาเปิดประตู
ลลินเดินออกมาจากบ้านในชุดเดรสสีครีมเรียบสุภาพ ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย ใบหน้าสวยหวานแต่งเพียงอ่อน ๆ แต่ความอ่อนล้าในดวงตายังเห็นได้ชัด
นางนวลพรเดินออกมาส่งถึงหน้าบ้าน“ดูแลตัวเองนะลูก”
ลลินกอดแม่แน่น“แม่ก็เหมือนกันนะคะ กินยาให้ตรงเวลา หนูจะโทรหาทุกวัน”
“อย่าห่วงแม่มากนักเลย”
“จะไม่ให้ห่วงได้ยังไงคะ แม่มีคนเดียว”
นางนวลพรลูบแก้มลูกสาวเบา ๆ“ถ้าวันไหนหนูไม่มีความสุข กลับมาบ้านเรานะลูก บ้านหลังนี้เป็นของหนูเสมอ ไม่ว่ามันจะเล็กหรือเก่าแค่ไหน”ประโยคนั้นทำให้ลลินเกือบร้องไห้อีกครั้ง
เธอพยักหน้า แล้วขึ้นรถไปตลอดทางไปสำนักงานเขต ลลินนั่งเงียบ มองภาพถนนผ่านกระจก
โลกภายนอกยังดำเนินไปเหมือนเดิม รถติดคนเดินข้ามถนนร้านกาแฟเปิดรับลูกค้า ผู้คนใช้ชีวิตตามปกติ
มีเพียงชีวิตของเธอที่กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม เมื่อรถจอดหน้าสำนักงานเขต คีรินทร์ยืนรออยู่แล้ว เขาอยู่ในชุดสูทสีเข้มเช่นเคย สง่างามและเย็นชาจนผู้คนรอบข้างอดเหลียวมองไม่ได้ ข้างกายมีนาวิน ศิริกุล ทนายประจำบริษัทและเพื่อนสนิทของเขายืนถือแฟ้มเอกสารอยู่
ลลินลงจากรถคีรินทร์มองเธอแวบหนึ่ง
“มาช้าไปสามนาที”นี่คือคำทักทายแรกในวันที่ทั้งสองจะจดทะเบียนสมรสกัน
ลลินมองเขาอย่างเหนื่อยใจ“รถติดค่ะ”นาวินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบยิ้มกลบเกลื่อน
“อย่าถือสาเลยครับ คุณคีรินทร์เป็นคนตรงเวลามาตั้งแต่เกิด ตอนเด็กคงร้องไห้ตรงเวลาเป๊ะด้วยซ้ำ”
คีรินทร์ปรายตามองเพื่อน“นาวิน”
“ครับ ผมเงียบแล้วครับ”
ลลินเผลอยิ้มบาง ๆ กับท่าทางของนาวิน
แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้คีรินทร์มองเธอนานขึ้นเล็กน้อย
“เข้าไปกันเถอะ”เขาพูด แล้วเดินนำเข้าไป
ขั้นตอนการจดทะเบียนสมรสไม่ได้ยาวนานอย่างที่ ลลินคิด เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสาร ถามคำถาม ให้ทั้งคู่เซ็นชื่อ ทุกอย่างเรียบง่ายจนเกือบโหดร้ายไม่มีดอกไม้
ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีคำสาบานรักมีเพียงเอกสารทางราชการสองสามแผ่น และปากกาหนึ่งด้าม
เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นยิ้ม“เรียบร้อยแล้วนะคะ ขอแสดงความยินดีกับทั้งสองท่านด้วยค่ะ”ลลินรู้สึกเหมือนถูกบีบหัวใจ
เธอควรยิ้มแต่ริมฝีปากกลับแข็งจนแทบขยับไม่ได้
คีรินทร์รับเอกสารมาอย่างสงบนิ่ง“ขอบคุณครับ”เพียงเท่านั้น เขาหันมาหาเธอ“ไปกันได้แล้ว”
ลลินมองทะเบียนสมรสในมือเขา แผ่นกระดาษบาง ๆ นั้นเปลี่ยนสถานะของเธอไปแล้ว นับจากวินาทีนี้ เธอไม่ใช่แค่ลลิน พิชญา เลขาสาวที่มีหนี้สินติดตัว
แต่เป็นลลิน วัฒนากร ภรรยาตามกฎหมายของ คีรินทร์ วัฒนากร
ข้างนอกสำนักงานเขต แสงแดดยามสายส่องลงมาจนแสบตา
นาวินเดินตามออกมาด้วยรอยยิ้มสุภาพ“ผมขอแสดงความยินดีอีกครั้งนะครับ คุณลลิน”
ลลินหันไปยิ้มให้เขา“ขอบคุณค่ะ”
“ถ้ามีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเอกสารหรือกฎหมาย สอบถามผมได้เสมอนะครับ”
“ค่ะ”
คีรินทร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นเงียบ ๆก่อนเอ่ยเสียงเรียบ“นาวิน นายกลับบริษัทไปก่อน”
นาวินหันมามองเพื่อน“แล้วนายล่ะ”
“ฉันมีธุระต่อ”
นาวินเหลือบมองลลินเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ได้ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับคุณลลิน”
“ค่ะ”
หลังนาวินเดินไปแล้ว ลลินจึงหันกลับมาหา คีรินทร์
“เราจะไปไหนต่อคะ”
“คอนโด”คำตอบสั้น ๆ ทำให้เธอชะงัก
“ตอนนี้เลยเหรอคะ”
“ใช่”
“แต่ฉันยังไม่ได้เก็บของ”
“คนของผมจัดการให้แล้ว”
ลลินเบิกตากว้าง“อะไรนะคะ”
“ผมให้คนไปเก็บของจำเป็นจากบ้านคุณแล้ว ส่วนของที่ขาดค่อยซื้อเพิ่ม”ความไม่พอใจแล่นขึ้นมาทันที
“คุณทำแบบนั้นโดยไม่ถามฉันก่อนเหรอคะ”
คีรินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“คุณต้องย้ายเข้าวันนี้อยู่แล้ว”
“แต่นั่นเป็นของส่วนตัวของฉันนะคะ”
“ผมให้แม่บ้านผู้หญิงจัดการ ไม่ได้ให้ผู้ชายไปยุ่ง”
“ประเด็นไม่ใช่ผู้หญิงหรือผู้ชายค่ะ ประเด็นคือคุณตัดสินใจแทนฉันอีกแล้ว”เสียงของลลินสั่นเล็กน้อยด้วยความโกรธและอึดอัด
“ฉันรู้ว่าตัวเองเซ็นสัญญาแล้ว รู้ว่าต้องทำตามข้อตกลง แต่ไม่ได้แปลว่าฉันไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรในชีวิตตัวเองเลย”
คีรินทร์มองเธอนิ่ง ผู้คนเดินผ่านไปมา แต่โลกของทั้งคู่เหมือนถูกตัดขาดออกจากเสียงรอบข้าง
“ผมแค่ทำให้ทุกอย่างรวดเร็วขึ้น”
“สำหรับคุณมันอาจเป็นแค่ความรวดเร็ว แต่สำหรับฉันมันคือการถูกลากออกจากบ้านโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะล่ำลา”คำพูดนั้นทำให้คีรินทร์เงียบไป
แววตาเขาวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็เร็วเกินกว่าที่ ลลินจะอ่านออก
“ขึ้นรถ”เขาพูดในที่สุด
ลลินหัวเราะเบา ๆ อย่างขื่นขม“สุดท้ายคุณก็ยังสั่งเหมือนเดิม”
“ผมไม่อยากยืนเถียงกับคุณกลางถนน”
“เพราะกลัวเสียภาพลักษณ์ใช่ไหมคะ”
“เพราะคุณยืนตากแดดมานานแล้ว”คำตอบนั้นทำให้ลลินนิ่งไป
คีรินทร์เปิดประตูรถให้เธอ“ขึ้นรถก่อน แล้วถ้าคุณอยากกลับไปบ้านเพื่อเอาของด้วยตัวเอง ผมจะพาไป”
ลลินมองเขาอย่างไม่แน่ใจ นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขายอมถอยให้เธอครึ่งก้าว แม้มันจะเล็กน้อยมาก
แต่สำหรับผู้ชายอย่างคีรินทร์ มันคงไม่ง่าย หญิงสาวจึงยอมขึ้นรถ
คอนโดของคีรินทร์ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคารหรูใจกลางเมือง
ลิฟต์ส่วนตัวพาทั้งคู่ขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เสียงตัวเลขบนหน้าจอเปลี่ยนทีละชั้นทำให้ลลินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกพาขึ้นไปยังโลกอีกใบ โลกที่ห่างไกลจากบ้านไม้สองชั้นหลังเล็กของเธออย่างสิ้นเชิง
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ภาพตรงหน้าทำให้หญิงสาวนิ่งงัน ห้องชุดกว้างขวางตกแต่งด้วยโทนสีเทา ดำ และขาว เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเรียบหรู หน้าต่างกระจกสูงจากพื้นจรดเพดานเปิดให้เห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ กว้างไกล แสงแดดส่องผ่านกระจกเข้ามา ทำให้พื้นหินอ่อนเงาวับเป็นประกาย ทุกอย่างสวยงาม
แพง และเย็นชา เหมือนเจ้าของห้องไม่มีผิด
“จากวันนี้คุณจะอยู่ที่นี่”คีรินทร์พูดขณะเดินนำเข้าไป
ลลินก้าวตามอย่างระมัดระวัง เธอไม่กล้าแตะต้องอะไร รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอมในสถานที่ที่สมบูรณ์แบบเกินไป แม่บ้านวัยกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาต้อนรับ
“สวัสดีค่ะคุณคีรินทร์ สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง”
คำเรียกนั้นทำให้ลลินชะงัก
คุณผู้หญิง ฟังแปลกหูจนเธอแทบไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
“สวัสดีค่ะ”เธอยกมือไหว้ตามมารยาท
แม่บ้านดูตกใจเล็กน้อย ก่อนรีบรับไหว้
คีรินทร์หันมาแนะนำสั้น ๆ“นี่คุณอร แม่บ้านที่ดูแลที่นี่”
คุณอรยิ้มอ่อนโยน“ห้องของคุณผู้หญิงจัดไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ กระเป๋าที่นำมาจากบ้านวางไว้ในห้องแล้วนะคะ”
ลลินหันไปมองคีรินทร์ทันทีเขาทำเพียงพยักหน้าให้คุณอร
“คุณไปพักได้”
“ค่ะ”
เมื่อแม่บ้านเดินออกไป คีรินทร์จึงพาเธอไปยังห้องหนึ่ง
“ห้องคุณ”เขาเปิดประตูให้
ภายในเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยโทนสีอ่อนกว่าส่วนอื่นของคอนโด มีเตียงกว้าง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง และหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นท้องฟ้า กระเป๋าเดินทางของเธอวางอยู่มุมห้อง
ลลินเดินเข้าไปช้า ๆ เธอเห็นตุ๊กตาหมีตัวเล็กที่แม่เคยซื้อให้ตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยวางอยู่บนกระเป๋า แค่เห็นมัน น้ำตาก็เกือบไหล คงเป็นแม่ที่ช่วยจัดของให้
คีรินทร์ยืนมองเธอจากหน้าประตู “ถ้าขาดอะไร บอกคุณอร”
“ค่ะ”
“คืนนี้คุณพักห้องนี้”
ลลินหันกลับมาทันที“คืนนี้?”
“ใช่”
“แล้วหลังจากคืนนี้ล่ะคะ”
คีรินทร์เงียบไปเล็กน้อย“เราต้องนอนห้องเดียวกัน”หัวใจของลลินกระตุกแรง
“ทำไมคะ”
“เพราะคุณเป็นภรรยาผม”
“แต่เราแต่งงานกันตามสัญญา”
“คนอื่นไม่ได้รู้เรื่องสัญญา”
“ที่นี่ไม่มีคนอื่นนี่คะ”
คีรินทร์มองเธอ“มีแม่บ้าน มีคนขับรถ มีคนของแม่ผม และในไม่ช้าแม่ผมคงมาที่นี่”
ลลินเริ่มเข้าใจ“คุณต้องการให้ทุกอย่างแนบเนียน”
“ใช่”
เธอกอดอกตัวเองโดยไม่รู้ตัว“แล้วคุณคิดว่าฉันควรรู้สึกยังไงคะ กับการต้องนอนห้องเดียวกับผู้ชายที่เพิ่งจดทะเบียนด้วยเพราะหนี้”คำถามนั้นทำให้บรรยากาศหนักอึ้งขึ้น
คีรินทร์ไม่ได้ตอบในทันที เขามองเธอนานพอให้ลลินรู้สึกเหมือนตัวเองถูกอ่านทะลุ
“ผมจะไม่แตะต้องคุณ ถ้าคุณไม่ยินยอม”น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่หนักแน่น
ลลินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา“ฉันเชื่อคุณได้หรือคะ”
คีรินทร์ก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ลลินเผลอถอยหลังโดยอัตโนมัติ
เขาหยุดทันทีราวกับรับรู้ว่าเธอกลัว“ผมอาจเป็นคนเย็นชาในสายตาคุณ”เขาพูดช้า ๆ“แต่ผมไม่ใช่ผู้ชายที่จะบังคับผู้หญิง”
ลลินนิ่งไปคำพูดของเขาทำให้ความตึงเครียดในอกผ่อนลงเล็กน้อย
“ขอบคุณค่ะ”
คีรินทร์พยักหน้า“เก็บของเถอะ เย็นนี้เราต้องกลับบ้านใหญ่”
“บ้านใหญ่?”
“ไปพบแม่ผม”
หัวใจที่เพิ่งสงบของลลินเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
“วันนี้เลยเหรอคะ”
“ใช่”
“คุณไม่คิดว่ามันเร็วไปหรือคะ”
“เราจดทะเบียนกันแล้ว”
“แต่ฉันยังไม่พร้อม”
“ไม่มีใครพร้อมกับทุกเรื่องในชีวิตหรอก ลลิน”
เขาพูดเสียงเรียบ “คุณแค่ต้องทำให้ดีที่สุด”
ลลินมองเขา ไม่รู้ทำไมประโยคนั้นถึงเหมือนทั้งผลักไสและให้กำลังใจในเวลาเดียวกัน
