บทที่ 1 เธอชื่อหยดเทียน
ก่อนเริ่มเรื่อง...
ยานพาหนะคู่ใจพา ‘เดวิด’ ทะยานสู่ท้องถนนด้วยความเร็วสูง แต่ความเร็วเพียงเท่านั้นก็ไม่อาจทำให้ความร้อนใจที่มีอยู่คลายตัวลงได้ งานเขาติดปัญหา และวันนี้เขาก็จำเป็นต้องบินกลับอิตาลีเป็นการด่วนเพื่อขอเจรจากับลูกค้าด้วยตัวเอง
ในเมื่อเขาจัดการเรื่องที่หลานขอร้องให้ช่วยเรียบร้อยแล้ว ก็คงไม่มีเหตุผลใดให้เขาต้องอยู่ที่เมืองไทยต่อ บริษัทที่ซื้อมานั่นเขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมานั่งบริหารงานจริงๆ ที่รับซื้อไว้นั่น ก็เพราะอยากช่วยหลานสะใภ้คนเล็กที่เขานึกถูกชะตา
ตั้งใจไว้ว่าหลังจากกลับไปอิตาลีคราวนี้ เขาจะโทรกลับมาคุยกับหลานชายทั้งสี่ เพื่อขอให้หลานช่วยบริหารงานที่นี่แทนให้
ทุกอย่างคงเป็นเช่นนั้น หากเดวิดไม่ติดไฟแดงที่แยกหนึ่งเข้าเสียก่อน และทุกอย่าง...ก็คงถูกดำเนินไปตามครรลอง หากเขาไม่บังเอิญเหลือบตาไปเห็นใครคนหนึ่งที่หัวใจถวิลหาอยู่ทุกคืนวัน
“หยดเทียน...”
ชายหนุ่มพึมพำเสียงแผ่ว อัตราการเต้นของหัวใจเต้นเร็วและรัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะห้ามได้
อยากผลักประตูรถออกไปเพื่อคว้าตัวเธอไว้ อยากลืมทุกคำสัญญาที่มีให้ จนกระทั่งได้พบกับใครบางคนที่ถูกจูงมือเอาไว้
ใครคนนั้น...ที่ทำให้หัวใจของเดวิดแทบจะหยุดเต้นได้จริงๆ
บทนำ
แฟ้มเอกสารหลากหลายชนิด ถูกรื้อออกมาจัดการและคัดแยกหมวดหมู่ใหม่ทั้งหมด โดยคุณเลขาคนเก่งที่เพิ่งย้ายมาทำงานที่นี่ได้ไม่นาน แต่ในด้านความอดทนนั้นกลับให้ความรู้สึกยาวนานเหมือนอยู่มาสามปีเต็ม!
‘พี.จี.คอนสตรัคชั่น’
บริษัทรับสร้างบ้านขนาดกลางที่ถูกเปลี่ยนมืออย่างกะทันหันเพราะการบริหารงานที่ไม่ซื่อตรงของเจ้าของคนเก่า แถมระบบงานภายในก็ดูจะมีปัญหาหลายส่วน จนทำให้คนที่ตั้งปณิธานว่าจะจบงานทุกอย่างให้ได้ภายในหกเดือน ถึงกับถอนหายใจออกมานับครั้งไม่ถ้วน
‘หยดเทียน’ ปรายตามองเอกสารที่วางกองอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย มีเพียงนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเท่านั้น ที่ส่อแววเหนื่อยหน่ายออกมาอย่างชัดเจนจนปิดแทบไม่มิด
หากไม่ติดว่านี่คือคำสั่งเคร่งครัด ที่เจือไปด้วยการขอร้องจากเจ้านายอย่างโอบนิธิล่ะก็... เธอจะไม่มีวันพาตัวเองมาอยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรด อย่างเด็ดขาด!
โครม!
แฟ้มเอกสารหลายสิบเล่มถูกโยนมาตรงหน้า โดยสุภาพสตรีร่างท้วมที่แสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจเจ้าของโต๊ะคนใหม่จับใจ
“วางดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องโยน!”
“ไร้มารยาทสิ้นดี นี่ไม่มีใครสอนหรือไง ว่าพูดกับผู้ใหญ่ต้องมีหางเสียงน่ะ!” คนพูดขยับกรอบแว่นทรงรี ก่อนจะเหยียดยิ้ม “หรือว่าเธอไม่มีพ่อแม่คอยอบรมบ่มนิสัย ถึงไม่รู้ว่าตัวเองควรวางตัวยังไงกับคนที่ทำงานมานานอย่างพวกฉัน”
พวกฉันที่ว่านี่...ถ้าทำงานไม่ดี ก็จะถูกโละทิ้งนี่นา
หยดเทียนพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ หนึ่งครั้ง นึกเหนื่อยใจกับนิสัยของคนตรงหน้านักหนา หยิบแฟ้มที่คัดแยกเสร็จแล้วขึ้นมาพิจารณา ก่อนจะโยนลงไปที่โต๊ะตัวใหญ่ด้วยความแรงไม่ต่างกัน
โครม!
“ทำบ้าอะไรของแก!”
คนอายุมากกว่าชี้หน้าหญิงสาวพร้อมกับตะคอกเสียงดัง ราวกับโกรธเคืองอีกฝ่ายเสียเต็มประดา
“กล้าดียังไงถึงมาโยนของใส่ฉันแบบนี้! นี่คงไม่มีใครอบรมแกจริงๆ ใช่ไหม ถึงได้ทำตัวก้าวร้าวใส่ฉันแบบนี้!”
“แล้วที่บ้านพี่นิภาได้สอนไหมคะ ว่าการให้เกียรติคนอื่นต้องทำยังไง?” หญิงสาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จดจ้องคนตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หยดไม่อยากถามว่ามีใครเคยสอนพี่ไหม เพราะบางทีอาจจะสอนแล้ว...แต่พี่ไม่จำเองมากกว่า”
“นี่หล่อน!”
“เพราะคนมีมารยาทและสำนึกที่ดี เขาจะไม่ทำนิสัยแย่ๆ ใส่ใครเหมือนที่พี่นิภากำลังทำอยู่ค่ะ”
“นังหยดเทียน!”
อดีตเลขาที่เพิ่งพ้นตำแหน่งเต้นเร่า โกรธจนแทบอยากจะเข้าไปตบสั่งสอนแม่คนปากดีให้รู้สำนึกเสียบ้าง หลายครั้งหลายหนที่พยายามข่มขวัญให้แม่คนนี้ยอมอยู่ใต้อาณัติตลอดมา แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่หยดเทียนจะยอมเป็นคนไร้ปากเหมือนใครๆ
ยิ่งแม่นี่ถูกส่งมาให้ทำหน้าที่สำคัญหลังจากบริษัทถูกเปลี่ยนมือไป ก็ยิ่งสร้างความเกลียดชังให้คนที่ทำงานมานานจนไม่อาจกักเก็บความรู้สึกริษยาได้
