บทที่ 3 เจ้านายคนใหม่
“ใช่...หยดคิดว่าพี่นิภาเข้าใจผิดไปไกล เพราะคุณเดวิดไม่ได้ถือหุ้นตัวไหนในบริษัทเครือเทรเวอร์มานานมากแล้ว”
“แหม! รู้จักคนในครอบครัวนี้ดีจริงนะจ๊ะคุณเลขา”
ถูกสัพยอกกลับมาแบบนี้จะให้ตอบอย่างไร ในเมื่อเธอกับเขารู้จักกันดียิ่งกว่าเจ้านายกับเลขาคนโปรดไปไกลเหลือเกิน
“ฉันจะบอกให้เอาบุญก็ได้ ว่าคนที่จ่ายเงินซื้อหุ้นจากเจ้าของคนเก่าน่ะ คือคุณเดวิด ไม่ใช่หลานๆ ของเขาอย่างที่หล่อนเข้าใจ”
“ไม่จริง” หญิงสาวเถียงกลับแทบจะทันที
“ไม่มีเหตุผลอะไรให้ฉันต้องโกหก”
ก็ถูกอย่างที่คนตรงหน้าว่ามา...
หยดเทียนเม้มริมฝีปากแน่น ทำได้แค่เพียงยืนนิ่งเพราะยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก
“แต่ถ้าหล่อนไม่เชื่อก็ลองหาคำตอบดู ว่าสิ่งที่ฉันพูดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”
นิภาเอ่ยปากท้า อยากให้หยดเทียนหายไปจากบริษัท เพราะบ่ายวันนี้เธอและพวกที่เหลือจะรวมตัวกันจัดวันเกิดให้อดีตลูกน้องอีกคนที่ถูกลดขั้นให้ไปทำงานเอกสาร แทนที่จะเป็นผู้ช่วยเลขาดั่งที่ทำมาตลอดสิบปี
“หยดหาคำตอบแน่ แต่คงไม่ใช่เดี๋ยวนี้ เพราะมีงานต้องทำ”
“ทำไม...กลัวว่าคำตอบจะออกมาว่าใช่งั้นเหรอจ๊ะแม่คนเก่ง”
“หยดไม่มีความจำเป็นต้องกลัวค่ะ”
แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่นัยน์ตากลับสั่นไหว เธอไม่อยากให้เดวิดเดินเข้ามาพัวพันในชีวิตเหมือนที่ผ่านมา และไม่อยากให้เขารู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น หลังจากที่เขากลับไปใช้ชีวิตของตนเองที่บ้านเกิดเมืองนอนตามคำขอในวันนั้น
เธอต้องรีบถามอติคุณให้รู้ความ เรื่องนี้จะต้องไม่จบลงแบบที่ได้ยินพี่นิภาพูดออกมา ต้องไม่ใช่...มันควรเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันไปเองต่างหาก!
หญิงสาวพร่ำบอกตัวเองอยู่อย่างนั้น จึงไม่ทันสังเกตว่าพี่นิภาขยับมาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อีกทั้งสายตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันนั้นก็ดูจะรุนแรงมากกว่าทุกครั้งจนเธอยังสัมผัสได้
“คนที่ไม่กลัว เขาไม่หน้าซีดเป็นไก่ต้มเหมือนเธอหรอกนะ”
“นี่ตกลงว่าพี่นิภาว่างงานจริงๆ ใช่ไหมคะ?”
“นังหยดเทียน!”
“หยดต้องการงานทั้งหมดก่อนบ่าย กรุณาทำให้ทันก่อนคุณเอิร์ธจะเข้ามาตรวจสอบเอกสารด้วยนะคะ”
“แกนี่มัน...”
“เจ้านายหยดเป็นคนตรงต่อเวลา ถ้าไม่อยากให้คุณเอิร์ธหัวเสียก็กรุณาก็ไปทำงานที่ได้รับมอบหมายด้วยค่ะ”
นิภากำหมัดแน่น จ้องคนตรงหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่หยดเทียนก็เฉยเกินกว่าที่เธอจะโต้ตอบสิ่งใดได้ นอกจากแช่ง!
“ฉันจะภาวนาของให้คุณเดวิดไล่แกออกตั้งแต่วันนี้!”
ดี...เธอเองก็จะร่วมภาวนาด้วยเหมือนกัน
“เห็นแค่นี้ก็พอจะเดาออกอยู่หรอก ว่าเคยมีปัญหากัน!”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่นิภาด้วยล่ะคะ?”
“ตอนนี้ไม่เกี่ยว แต่อีกหน่อยก็ไม่แน่ เพราะอย่างที่เธอบอกนั่นแหละ ฉันมันเป็นพวกที่ชอบหาเรื่อง แถมยังขาดวุฒิภาวะ เรื่องชาวบ้านแบบนี้ ฉันเลยถนัดเป็นพิเศษ!”
“ค่ะ...หยดรับทราบ ทีนี้ออกไปทำงาน...”
“อ๊ะๆ” นิภาส่ายนิ้วชี้ใส่หน้าหยดเทียน เหยียดยิ้มอย่างคนที่นึกสนุกกับบางเรื่องจับใจ “ไม่เอาๆ ไม่รับบทนางไล่เวลาที่สู้ไม่ได้สิคะน้องหยด พี่รู้ว่าต้องรีบไปทำงาน ไม่อย่างนั้นจะโดนไล่ออกได้”
“ถ้าอย่างนั้นก็ออกไปค่ะ”
หยดเทียนไม่สนว่าคนตรงหน้าจะกล่าวหาเธอว่าอย่างไร มองนิภาที่จงใจยิ้มเยาะเธอด้วยสายตานิ่งเฉย คนที่ถูกมองเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ จงใจยั่วให้คนอ่อนวัยกว่าโมโห
แต่หยดเทียนก็ยังเป็นหยดเทียน เธอนิ่ง ไม่ตอบโต้ ทำราวกับว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไร กระทั่งประตูถูกปิดสนิทลง ไอ้ท่าทางที่ดูเหมือนจะไม่เป็นไรนั่นก็แปรเปลี่ยนไปทันที
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง...ทำไมอติคุณถึงไม่บอกเธอ!
หยดเทียนทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่ หลับตาลงนิ่งเพราะไม่อยากคิดอะไรมากมาย แต่ก็อดเป็นกังวลไม่ได้หลังจากทราบเรื่องที่พี่นิภาหลุดพูดออกมา
ทำไมถึงเป็นเขา ก็ไหนว่าจะไม่กลับมาอยู่ที่เมืองไทยแล้วไง?
“หยดอยากได้เอกสารก่อนบ่าย ฟังภาษาคนเข้าใจไหมคะ”
คนที่รับหน้าที่ในการจัดการเอกสารแทนเจ้านายเอ่ยบอกทั้งที่ยังหลับตาอยู่อย่างนั้น เข้าใจไปเองว่าคนที่เปิดประตูเข้ามาโดยไม่คิดจะส่งสัญญาณให้เธอทราบคือคนที่เพิ่งสะบัดหน้าเดินออกไป
ต่างจากใครอีกคนที่เพิ่งเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ จงใจมองคนที่หายไปจากชีวิตของเขาถึงหกปีเต็มด้วยสายตาเรียบนิ่ง แต่สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในอกกลับสั่นสะท้านเสียจนเขาต้องยกมือขึ้นมาทาบทับไว้
ไม่บ่อยนักที่เขาจะรู้สึกถวิลหาใครเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ และภาวะแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหนึ่งครั้ง ในวันที่เขาได้สบตากับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเป็นครั้งแรก
วันนั้น...ที่ทำให้ความตั้งมั่นบางอย่างในใจจางหายไป
วันนั้น...ที่ทำให้เขายอมละทิ้งกฎเกณฑ์บางอย่างได้เพื่อเธอ
“หยดเทียน”
เสียงของเขาไม่ดังนัก แต่เจ้าของชื่อกลับได้ยินทุกอย่างอย่างชัดเจน นัยน์ตากลมโตเบิกกว้าง ทันทีที่สมองหาคำตอบได้ว่าเสียงที่กำลังร้องเรียกอยู่ในเวลานี้เป็นเสียงของใคร
“เดฟ!”
