บทที่ 4 ตอนที่4

“อืม...ดีเลย พี่กำลังหาคนมาก๊งวิสกี้เป็นเพื่อนอยู่พอดี”

เซบาสเตียนพึมพำอย่างพอใจที่จะได้ซดเหล้ากับเพื่อนรัก เพราะช่วงนี้เขายุ่งๆ เรื่องสร้างท่าเทียบเรือที่ชลบุรี ส่วนคีรินทร์ก็ทำงานหนัก ไม่ได้เจอหน้ากันมาเกือบเดือนแล้ว ก่อนชายหนุ่มจะหันมาคุยกับคนที่จับจูงอยู่อีกครั้ง

“นี่เราเรียนอยู่ปีไหนแล้วเนี่ยน้องควีน อ้อ! รุ่นเดียวกับนายเล็กนี่นะ เข้ามหาวิทยาลัยปีหนึ่งแล้วสิ ที่เละมาทั้งตัวแบบนี้ก็คงถูกรับน้องละสิท่า ก็ไม่เด็กเท่าไร” ท้ายประโยคคนพูดงึมงำเบาๆ ราวกับจะบอกตัวเองมากกว่า

คีรดาไม่ได้ตอบว่าอย่างไร เนื่องจากคนถามพูดเองเออเองเสร็จสรรพ และสิ่งที่เขาคาดเดามันก็ถูกทุกอย่าง เธอจึงไม่จำเป็นต้องแย้งอะไร หากตอนนี้สิ่งที่เธอแปลกใจก็คือ คืนนี้เขาอยู่บ้าน ปกติที่ทราบจากน้องชายของเขา ส่วนใหญ่ซาบาสเตียนจะอยู่ที่ภูเก็ต เพราะท่าเทียบเรือและโกดังสินค้าใหญ่อยู่ที่นั่น หญิงสาวจึงลองเลียบเคียงถามดู

“แล้ววันนี้พี่เอ่อ...คุณใหญ่อยู่บ้านเหรอคะ”

“เรียกพี่นี่มันยากเนอะ”

คนโดนแซวหน้าขึ้นสีชมพูดูน่ารัก ที่คีรดาไม่ยอมเรียกเซบาสเตียนพี่นั้นเป็นความตั้งใจของเธอเอง แต่ด้วยเพราะมีพี่ชายตั้งสามคน และเธอเรียกพี่จนติดปาก กับเซบาสเตียนเธอจึงเผลอหลุดปากเป็นบางครั้ง

‘ก็ไม่อยากได้พี่ชายเพิ่มนี่นา มีแค่สามคนนั่นก็เกินจะพอแล้ว แถมไม่ค่อยมีเวลาให้น้องให้นุ่งเลยสักคน’

คีรดาคิดพลางพาลให้พี่ชายทั้งสามคนไปด้วยแบบไม่จริงจังนัก เพราะบรรดาพี่ชายของเธอเมื่อเรียนจบกลับมาจากประเทศเยอรมนีก็ต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง คีรินทร์พี่ชายคนโตที่รับผิดชอบดูแลเธอมาตั้งแต่บิดามารดาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเรือร่ม ซึ่งตอนนั้นเธอเพิ่งจบประถมหกก็งานยุ่งตลอดศก พี่ชายคนรองอย่างวาคินก็ไปคุมงานธุรกิจเหมืองแร่กับท่าเทียบเรือที่จังหวัดกระบี่ ส่วนคามินพี่ชายอีกคนก็ดูแลปางไม้กับไร่ผลไม้เมืองหนาวที่จังหวัดเชียงใหม่

แต่เธอก็เข้าใจดีว่าพี่ชายต้องทำงาน ประกอบกับถูกเลี้ยงดูมากับบรรดาพี่ๆ คีรดาจึงถูกพี่ชายทั้งสามเสี้ยมสอนเล่ห์เหลี่ยมการเอาตัวรอดในสังคมมาพอสมควร ทำให้สาวน้อยไม่ค่อยแยแสและหวาดหวั่นกับโลกภายนอกสักเท่าไร และความคิดความอ่านของเธอจะคล้ายผู้ชาย ไม่ค่อยคิดน้อยใจหรือคิดเล็กคิดน้อยเหมือนผู้หญิงทั่วๆ ไปนัก

“ท่าเทียบเรือที่สัตหีบมีปัญหานิดหน่อย พรุ่งนี้พี่ต้องเข้าไปเคลียร์ เพิ่งบินกลับมาจากภูเก็ต ถึงบ้านเดี๋ยวนี้เอง มาทันได้ยินลูกหมาจีบกันด้วย”

ชายหนุ่มหมายถึงท่าเทียบเรือที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งเป็นโครงการขยายการขนส่งทางทะเลด้านฝั่งอ่าวไทย ประโยคแรกๆ น่ะฟังเป็นงานเป็นการดีอยู่หรอก แต่ท้ายๆ หันมาล้อเธอเสียอย่างนั้น

“ควีนไม่ใช่ลูกหมานะ”

“ก็ปั๊บปี้เลิฟ ความรักของลูกหมาไง”

“ไหนบอกว่ามาทันได้ยินไง ได้ยินจริงต้องรู้ว่าควีนไม่ได้เลิฟๆ อะไรกับเขาด้วย”

“ไม่เลิฟๆ กับไอ้หมอนั่นแล้วรักนายเล็กจริงเหรอ”

คนเถียงคอเป็นเอ็นอึ้งไปเล็กน้อย เพราะจากคำถามของเขาแสดงว่ามาทันได้ยินจริงๆ คีรดาจึงลองหยั่งเชิงพร้อมกับลอบมองสีหน้าคนเดินอยู่เคียงข้างไปด้วย

“แล้วถ้าควีนกับเล็กรักกันจริงๆ คุณใหญ่จะทำไมล่ะคะ”

“ก็ไม่ทำไม แต่พี่ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก ถ้ารักแบบเพื่อนน่ะพี่เชื่อลง เพราะอะไรรู้ไหม เพราะนายเล็กพร่ำกรอกหูพี่อยู่ทุกวันว่าสเปกของมันต้องเบบี๋กว่าเท่านั้น ส่วนน้องควีนก็...ชอบโคแก่”

“รู้ได้ไงว่าควีนชอบคนแก่”

“นั่นแน่! หน้าแดงแบบนี้แสดงว่าพี่เดาถูกใช่ไหมล่ะ แล้วพี่ก็ไม่ได้พูดว่าคนแก่ พี่หมายถึงน้องควีนชอบผู้ชายที่อายุมากกว่า จะได้ปราบสาวแสบอย่างน้องควีนได้ เอ...ห่างกันสักรอบนี่กำลังดีนะ น้องควีนไม่พิจารณาบ้างหรือไง”

“บ้า!”

คีรดาแหวให้คนเหมือนจะรู้ทันอย่างสุดอาย สองแก้มจากที่ระเรื่อแต่พองามตอนนี้ก็แดงปลั่งเลยทีเดียว ก็นี่แหละเซบาสเตียน ชอบหยอดนิดตอดหน่อยทุกครั้งที่เจอหน้า แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอคิดลึกอย่างไรไหว คนอายยังไม่ทันจะได้ตอบโต้มากกว่านั้น เขาก็ลากพาเข้าไปในห้องหนึ่งซะก่อน

“ห้องพี่เอง ห้องน้ำอยู่ด้านโน้น ตามสบายนะครับ”

เจ้าของห้องเอ่ยบอกพร้อมกับพยักพเยิดหน้าบอกให้สาวน้อยไปใช้ห้องน้ำ ก่อนพาร่างสูงใหญ่ก้าวไปทางโซฟาที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้องอีกด้าน พลางถอดสูทที่สวมทับทีเชิ้ตสีอ่อนออกจากตัวด้วยท่าทางสบายๆ ทว่าสาวแรกแย้มที่ไม่เคยเข้าห้องชายหนุ่มทั้งแท่งที่ไม่ใช่พี่ชายมาก่อนก็ได้แต่ยืนนิ่งงัน และกวาดตาสีน้ำตาลคู่สวยมองรอบๆ ห้องนอนกว้างขวางอย่างไม่มั่นใจอยู่ที่เดิม จนเซบาสเตียนหันกลับมาเห็นจึงแกล้งว่าหน้าตาย

“อ้าว! ไม่เข้าไปเปลี่ยนชุดล่ะน้องควีน ต้องให้พี่ช่วยไหม”

คนยืนเคว้งอยู่กลางห้องถลึงตาใส่คนพูดเสียหนึ่งที แล้วรีบจ้ำพรวดๆ เข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว เจ้าของห้องก็ได้แต่ผุดยิ้มน้อยๆ อย่างขำๆ

ไม่ถึงยี่สิบนาทีร่างอรชรหากอวบอิ่มดูมีน้ำมีนวลไปทั้งตัวอย่างสาวรุ่น ในชุดเดรสสีขาวแขนตุ๊กตายาวเคลียเข่าก็เปิดประตูก้าวออกมาจากห้องน้ำ และถือถุงกระดาษที่เธอยัดชุดนักศึกษาเอาไว้ในนั้นติดมือออกมาด้วย แต่ก็ต้องเบิกตาโพลงพร้อมร้องออกมาเสียงหลง

“ว้ายยย!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป