บทที่ 9 ตอนที่9
เซบาสเตียนถึงกับพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ เมื่อได้ยินประโยครับปากส่งๆ แบบขอไปทีของคุณเธอ เขารู้ว่าสาวน้อยตรงหน้าร้ายและรั้นพอตัว ที่เขาพูดออกไปเธอยอมฟัง แต่จะปฏิบัติตามหรือเปล่านั้นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเขาก็ทำอะไรแม่คุณไม่ได้เสียด้วย เพราะพี่ก็ไม่ใช่ พ่อหรือก็ไม่ได้เป็น สถานะเดียวที่เขาจะปราบเธอได้แบบเต็มปาก ถนัดมือ และสะดวกใจมีแค่อย่างเดียวเท่านั้น ว่าแต่...มันถึงเวลาแล้วหรือยัง คิดพลางชายหนุ่มก็กวาดตามองร่างอรชรตรงหน้าไปด้วยช้าๆ ในที่สุดก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายตัดบท พูดไปตอนนี้ก็ดูจะเปลืองน้ำลายเปล่า สู้ทำเลยดีกว่า
“ขึ้นไปนอนได้แล้วไป”
คีรดาจึงยื่นหมวกกันน็อกที่ยังถืออยู่ในมือส่งคืนให้ พอเขารับเอาไปเธอก็หันหลังซอยเท้าขึ้นบันไดหน้าตึกเข้าไปในคฤหาสน์ แต่พอหันกลับมาจะปิดประตูบ้านก็ต้องแปลกใจ เมื่อเห็นคนมาส่งเดินตามเธอขึ้นมาเงียบๆ พออ้าปากจะถามเขาก็ชิงเอ่ยออกมาเสียก่อน
“พี่ขอยืมห้องนั่งเล่นชั้นล่างนี่หน่อยแล้วกัน ขี้เกียจขับรถกลับบ้าน ง่วงนอน”
บอกพร้อมกับลงมือปิดประตูบ้านให้เสร็จสรรพ และไม่รอฟังว่าเจ้าของบ้านสาวจะว่าอย่างไร เซบาสเตียนพาร่างสูงใหญ่ก้าวเอื่อยๆ ตรงไปยังห้องนั่งเล่นอย่างคุ้นเคยดี เพราะเขาเคยมาหาเพื่อนรักอยู่หลายครั้ง พอจะรู้ว่าห้องอะไรอยู่ตรงไหน ด้านสาวน้อยเจ้าบ้านก็ได้แต่มองตามหลังคนที่เดินหายเข้าไปในห้องนั่งเล่นนิ่งค้างอยู่ที่เดิม เธอไม่ได้มีปัญหาใดๆ กับการขอค้างที่บ้านของเขา แค่อึ้งนิดหน่อย เพราะครั้งนี้เป็นหนแรกที่เขาค้างที่บ้านของเธอ หลายนาทีคีรดาถึงเดินช้าๆ ขึ้นไปยังห้องนอนบนชั้นสองบ้าง
เกือบยี่สิบนาที ร่างระหงในชุดนอนสีขาวเนื้อบางเบา มีเสื้อคลุมเข้าชุดสวมทับมาอีกชั้นก็เดินกลับลงมายังชั้นล้างอีกครั้ง พร้อมหอบผ้านวมกับหมอนใบใหญ่เต็มอ้อมแขน ตั้งใจเอามาให้คนในห้องนั่งเล่นโดยเฉพาะ พอก้าวผ่านประตูห้องนั่งเล่นเข้าไปเธอก็เห็นร่างใหญ่นอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาตัวยาวหน้าทีวีที่ปรับเป็นเตียงเรียบร้อย ถึงแม้ในห้องจะไม่ได้เปิดไฟ แต่โคมไฟจากระเบียงก็ส่องเล็ดลอดเข้ามาให้ความสว่างอยู่บ้าง ทำให้ภายในห้องไม่มืดสนิทซะทีเดียว ซึ่งโซฟาตัวนี้เธอก็เคยมานั่งเล่นนอนเล่นดูหนังฟังเพลงอยู่บ่อยๆ บางทีดูหนังเพลินจนดึกขี้เกียจกลับขึ้นไปบนห้องก็ยึดเป็นที่นอนยันเช้าเลยก็มี
คีรดาค่อยๆ คลี่ผ้านวมห่มคลุมให้คนหลับแผ่วเบา แต่หมอนใบโตเธอวางเอาไว้ใกล้ๆ ศีรษะทุยได้รูปนั้น เพราะไม่อยากปลุกเขา เสร็จแล้วก็เตรียมตัวจะออกจากห้องนั่งเล่น ทว่าพอก้าวขาปุ๊บ เท้าเล็กก็สะดุดเข้ากับชายผ้านวมที่กองอยู่บนพื้นเข้าอย่างจัง ทำเอาร่างบางถลาลงไปหาคนที่นอนหลับอยู่บนโซฟาแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“อือ...น้องควีน จะมานอนกับพี่บอกกันดีๆ ก็ได้”
เสียงพึมพำดังอยู่บนกระหม่อมของเธอ ที่มาพร้อมลำแขนกำยำทั้งสองข้างโอบรัดร่างเธอเอาไว้กับแผงอกแนบแน่น ไม่พอขายาวๆ แข็งกระด้างยังเกี่ยวขาเรียวเล็กช่วยยึดอีกแรงจนร่างเพรียวบางขยับตัวแทบไม่ได้ ปฏิกิริยาตอบรับไวซะขนาดนี้ พานให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเมื่อกี้เขาหลับจริงๆ หรือเปล่า
“บ้าน่ะสิ! ควีนสะดุดชายผ้านวมหรอก ปล่อยควีนเดี๋ยวนี้นะคุณใหญ่”
หญิงสาวโวยวายอู้อี้ออกมาจากแผงอกกว้าง เพราะเขากอดเธอแน่นมาก จนใบหน้านวลเนียนแทบมุดหายเข้าไปในอกของเขาอยู่แล้ว ส่วนเรือนร่างของเธอนั้นไม่ต้องพูดถึง มันแนบชิดกายแกร่งไปทุกสัดส่วน ชนิดที่ว่าคนกอดคงไม่ต้องคาดเดาว่าขนาดบนตัวเธอมันมีไซซ์อะไรบ้างอีกต่อไป ก่อนเขาจะพลิกนอนตะแคง แต่แขนขาอันแสนแข็งแรงยังกอดก่ายตัวเธอเอาไว้ราวกับหมอนข้างก็ไม่ปาน และความแน่นก็ไม่ได้คลายลงเลยสักนิด หากอยู่ในท่านี้ทำให้คีรดาพูดได้ถนัดขึ้น
“ปล่อยสิ! ควีนง่วง จะไปนอนแล้ว”
“เสียงดีขนาดนี้พี่ว่าไม่ง่วงแล้วละมั้ง”
“จะง่วงหรือไม่ง่วงก็เรื่องของควีน ปล่อยเลยนะ! ควีนจะกลับห้อง”
เธอดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแน่นหนา แต่เจ้าของอ้อมกอดยังใจเย็นได้อีก ชายหนุ่มเค้นถามมาข้างหูด้วยด้วยโทนเสียงเอาจริง ไร้วี่แววคนนอนหลับเมื่อก่อนหน้าลิบลับ
“ตอบคำถามพี่มาก่อนว่าทำไมเราไม่ไปเยอรมนี ช่วงนี้มหาวิทยาลัยปิดเทอมนี่ ไอ้คิงส์กับน้องกานก็ชวนอยู่ไม่ใช่เหรอ”
ฟังจากน้ำเสียงบวกกับแรงโอบรัดบนตัวเธอ เขาต้องได้คำตอบ ไม่งั้นเธอไม่หลุดแน่ และจากคำถาม คิดว่าเขาคงรู้เรื่องราวของเธอจากพี่ชายมาพอสมควร
“สองคนนั่นเขาเป็นสามีภรรยากันนะคะ แล้วควีนจะไปให้เกะกะทำไมล่ะ”
“พี่ว่าไอ้คิงส์กับน้องกานไม่ได้คิดอะไรหรอกมั้ง ถ้าให้เดาคงคะยั้นคะยอให้น้องควีนไปด้วยซะด้วยซ้ำ เพราะไอ้คิงส์มันไปทำงาน เวลามันเข้าออฟฟิศน้องกานจะได้มีเพื่อนเที่ยว แต่เราก็ไม่ไป ทำไมล่ะครับ”
“ก็ควีนไม่อยากไป แล้วคุณใหญ่จะมาคาดคั้นเอาอะไรล่ะคะ”
“พี่ก็แค่สงสัย ปกติน้องควีนกับน้องกานตัวติดกันอย่างกับตังเม แล้วไอ้คิงส์มันยอมให้เราอยู่เมืองไทยคนเดียวหรือไง”
“คนเดียวที่ไหน พี่คินกับพี่มินก็อยู่”
