บทที่ 8 บทที่ 8
ผมเผ้าก็ถูกม้วนเป็นลอนก่อนจะจัดทรงยกสูง แต่ก็ยอมรับว่าทรงผมนี้มันทำให้ใบหน้าเธอสวยเด่นขึ้นและดูแปลกตา ใบหน้าก็แต่งแต้มโดยเฉพาะรอบดวงตาที่ชลธิชารู้สึกหนักๆ ขนตาปลอมอย่างบอกไม่ถูก ไหนจะมีรองเท้าหนังส้นสูงสีดำที่เธอไม่ชอบใส่แต่วันนี้ก็ต้องใส่อีกเช่นกัน
“ขอให้ผ่านฉลุยทีเถอะ” ปิยะพงษ์ยกมือไหว้ท่วมหัว
“มากับพี่ซะอย่าง” ชลธิชาหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องก่อนจะเดินตรงไปยังลิฟต์ ชายหนุ่มกดปุ่มลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นสามสิบเก้าซึ่งเป็นชั้นของผู้บริหาร ขณะที่อยู่ในลิฟต์ชลธิชาสาวมั่นใจเอาแต่เงียบเพราะแรกๆ เธอนึกว่าเป็นลิฟต์ธรรมดาแต่พอเลยชั้นห้าขึ้นไปมันกลับเป็นลิฟต์แก้ว ยิ่งไม่ชอบความสูง พอต้องมาโดยสารลิฟต์แก้วเข้าอีก สมองที่จุงานพร้อมนำเสนอแทบจะว่างเปล่า ชลธิชาเกาะราวจับในลิฟท์แน่น ภาวนาขอให้ถึงชั้นสามสิบเก้าเร็วๆ
“พี่ลี่เป็นไรไหม?” เสียงลิฟต์ดังขึ้นประตูค่อยๆ เปิดออกเมื่อถึงชั้นสามสิบเก้า ชลธิชาก็รีบก้าวเท้าออกมาจากลิฟต์ทันที ตามมาด้วยเสียงทักของปิยะพงษ์
“นิดหน่อย” เมื่อออกจากลิฟต์มาได้ชลธิชาถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ให้ตายสิ ไม่ว่ากี่ทีเธอก็ยังทำใจกับการอยู่ในลิฟต์สูงๆ แบบนี้ไม่ได้สักครั้ง ใจมันหวิวๆ เหมือนคนจะเป็นลมเสียให้ได้
“คุณมาจากบริษัทออแกไนเซอร์...หรือเปล่าค่ะ?” เลขาสาวสวยเอ่ยถามชื่อบริษัทด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง พร้อมกับส่งยิ้มให้แขกของเจ้านายเธอ
“ค่ะ” ชลธิชาเอ่ยรับคำ ใบหน้ามีรอยยิ้มแต่กลับมีอาการหน้าซีดปนอยู่ด้วยนิดหน่อย
“เชิญด้านในเลยค่ะ เจ้านายดิฉันรออยู่ก่อนแล้ว” เลขาหน้าห้องลุกขึ้นก่อนจะเปิดประตูบานใหญ่ ผายมือให้แขกทั้งสองคนเข้าไปภายในห้อง ก่อนจะก้าวผ่านประตูไปชลธิชาก็ลอบถอนหายใจออกมาอีกครั้ง นานแล้วที่เธอไม่เคยรู้สึกประหม่าแบบนี้มาก่อน ใจมันเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ อย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกแบบนี้ช่างเหมือนตอนที่เธอเสนองานครั้งแรกไม่มีผิด
ชลธิชาเดินเข้าไปภายในห้องขนาดใหญ่ ตรงหน้าคือโต๊ะทำงานสีดำแต่ที่โดดเด่นสะดุดสายตาเธอคือรูปปั้นม้าสีดำขลับที่กำลังยกขาหน้าสูงเหมือนกำลังพยศแต่มันดูสวยและโดดเด่นมาก ด้านหลังโต๊ะทำงานคือเก้าอี้หนังตัวสูงที่หันไปทางกระจกด้านหลัง ภายในห้องนี้มีเพียงโต๊ะกับเก้าอี้ไว้รับแขกอยู่ไม่กี่ตัว ตกแต่งก็เรียบง่ายออกโทนสีดำ แทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรูๆ ให้สมกับห้องประธานบริหารอย่างเช่นบริษัทอื่นๆ ที่เธอเคยเข้าไปเสนองาน
“คุณภูมินทร์คะ แขกที่นัดไว้วันนี้มาแล้วค่ะ” ได้ยินเสียงเลขาเอ่ยขึ้น เก้าอี้หนังเริ่มขยับก่อนจะหมุนกลับมายังทิศทางเดิม เพราะบุคคลที่เลขาบอกว่าเป็นแขกก็น่ามองตัวจริงมากกว่าจะมองผ่านกระจกเสียอีก รูปร่างเพรียวระหงที่เขาเห็นตั้งแต่ที่เธอก้าวเข้ามาในห้องทำงานเขาแล้ว
พอทั้งคู่เห็นหน้ากันและกันเท่านั้น ชลธิชาถึงกับยิ้มไม่ออก ก่อนจะลอบเป่าลมออกปากหนักๆ ขัดใจจริงๆ ที่เธอต้องมาพบกับนายบ้าลามกภายในสถานะแบบนี้ ซึ่งภูมินทร์เองพอเห็นชลธิชากลับเหยียดยิ้มที่มุมปาก ไม่คิดว่าจะมาเจอสาวพริตตี้มากประสบการณ์อีกครั้ง แถมวันนี้ยังแต่งตัวยั่วยวนเต็มที่
“บริษัทนี้เขาจ้างพริตตี้ให้มาเสนองานเองเลยเหรอ?” ภูมินทร์เอ่ยคำพูดที่ทำให้ชลธิชากำหมัดแน่น แม้คำพูดเขาจะเรียบๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่แววตาเย้ยหยัน ปากหยักที่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บางๆ แววตาไร้ความรู้สึก ทั้งหมดมันเหมือนพร้อมจะดูถูกทุกคนและทุกเมื่อที่เขาไม่พอใจ ได้ยินคำพูดแบบนี้ของเขาทำให้ชลธิชาไม่ชอบขี้หน้าเขาเข้าไปใหญ่ แต่ยิ่งไม่ชอบก็ยิ่งได้พบ
สายตาของภูมินทร์มองชลธิชาแบบไม่ให้เธอรู้ตัวตั้งแต่ใบหน้าหวาน มองต่ำลงไปเรื่อยๆ จนถึงหน้าอกที่มันดูมๆ ดันชุดเดรสแนบเนื้อสีดำของเธอ อยากรู้ว่ามันดูมจริงหรือเสริมซิลิโคนมากันแน่ เอวคอดกิ่ว สะโพกผาย เรียวขายาวสวย ดูทุกอย่างจะลงตัวไปเสียหมด แม้จะชอบใจกับรูปร่างหน้าตาแต่ดูท่าทางจะเล่นตัวโก่งราคาใช่เล่น ความคิดของภูมินทร์ยังมองชลธิชาในทางเสียหายเช่นเดิม
“ค่ะ… พอดีว่าฉันรับหน้าที่นี้” ชลธิชาเอ่ย พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปรกติมากที่สุด ข่มความรู้สึกไม่ชอบขี้หน้าเขาไว้จนลึก เพราะวันนี้เธอมีหน้าที่ที่ต้องทำให้สำเร็จ บัญชีความแค้นค่อยคิดกันทีหลังก็ไม่สาย
“ลงทุนน่าดู” คำพูดทิ้งๆ แบบไม่จริงจัง ก่อนที่ภูมินทร์จะนั่งตัวตรง “นั่งก่อนสิ พวกคุณชื่ออะไร มาจากบริษัทอะไร?” ภูมินทร์ผายมือให้แขกของเขานั่งยังเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน แม้จะไม่ชอบหน้าเธอแต่เขาก็แบ่งเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ ถ้าหากผู้หญิงคนนี้ไม่เล่นแง่กับเขา ก่อนจะพยักหน้าให้เลขากลับออกไปได้ ชลธิชาล้วงนามบัตรออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ ซึ่งภูมินทร์ก็รับนามบัตรนั้นไปอย่างไม่เกี่ยงงอน ก่อนจะก้มอ่านชื่อและตำแหน่งหน้าที่การงานของเธอ คิ้วข้างหนึ่งเลิกขึ้นสูงพร้อมกับคำถามมากมาย
“เป็นถึงเมเนเจอร์...” ภูมิทน์เอ่ยเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะวางนามบัตรลงบนโต๊ะทำงาน
“ดิฉัน ชลธิชา พัชรบดี ยินดีที่ได้รู้จักและเป็นเกียรติที่คุณให้บริษัทดิฉันมาเสนองานครั้งนี้” คำพูดฉะฉานบ่งบอกความมั่นใจ ไม่สะทกสะท้านสายตาของภูมินทร์ที่มองตรงมายังเธอแม้แต่น้อย ช่างน้อยคนนักที่เป็นแบบนี้ เพราะผู้หญิงร้อยทั้งร้อยถ้าเขาได้จ้องมองเป็นต้องแสดงท่าทางขัดเขินออกมาให้เห็น แต่ผู้หญิงคนนี้กลับแตกต่าง ภูมินทร์มองมาทางชายหนุ่มที่นั่งข้างบ้าง
