บทที่ 2 ร่องรอยอดีตกับคนไข้คาดไม่ถึง
บทที่ 2: ร่องรอยอดีตกับคนไข้คาดไม่ถึง
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้สดและควันธูปอบอวลอยู่ในบรรยากาศเงียบสงบหน้าเจดีย์เก็บอัฐิ พราวในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบกับกางเกงสแล็กสีเข้ม ค่อย ๆ ยื่นมือไปแตะรูปถ่ายของ ภานุวัตน์ แฟนเก่าที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหนึ่งปีก่อนด้วยความอาลัย
"ครบหนึ่งปีแล้วนะ... อยู่ทางนั้นสบายดีไหม" เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา ดวงตาทั้งสองข้างคลอไปด้วยหยาดน้ำตา "พราวทางนี้ยังสู้ไหว ถึงหนี้สินจะเยอะ งานจะหนัก แต่พราวก็พยายามประคองครอบครัวให้ดีที่สุด... พราวคิดถึงพี่นะ"
แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนครบปี แต่รอยแผลเป็นลึกในใจของพราวกลับไม่เคยได้รับการเยียวยาให้หายดีเลยสักวัน...
'ภานุวัตน์' คือผู้ชายคนเดียวที่เคยยืนเคียงข้าง เป็นทั้งที่พักพิงและแสงสว่างเดียวในวันที่ชีวิตเธอมืดมนที่สุด ทว่าโชคชะตากลับใจร้าย พรากเขาไปอย่างกะทันหันในวันที่เธอไม่ทันได้เตรียมใจ ทิ้งให้เธอต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันว้าเหว่ และแบกรับภาระอันหนักอึ้งไว้เพียงลำพัง โดยไร้ซึ่งอ้อมกอดและคำปลอบประโลมจากเขาอีกต่อไป
ลึกๆ แล้ว พราวไม่ได้เรียกร้องหรือต้องการให้ใครหน้าไหนยื่นมือเข้ามาช่วยแบกรับภาระอันมหาศาลของเธอ ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเล่าเรียนของน้องชาย หรือแม้แต่ภาระหนี้สินที่รุมเร้าเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน... ทั้งหมดนั้นเธอพร้อมจะชนและแบกมันไว้ด้วยสองมือของตัวเอง
แต่สิ่งที่หัวใจซึ่งบอบช้ำดวงนี้โหยหามาตลอด กลับเป็นเพียงแค่ 'กำลังใจ' สักนิด... เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่จะช่วยให้เธอยังมีแรงลุกขึ้นสู้ต่อในโลกที่แสนใจร้ายใบนี้ ความเหนื่อยล้าสะสมจากการทุ่มเททำงานหนักเจ็ดวันต่อสัปดาห์โดยไร้พรุ่งนี้ให้หยุดพัก บางครั้งก็ถาโถมเข้ามากดทับจนแทบจะหมดลมหายใจและล้มลงไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่าเมื่อเหลียวมองข้างหลัง เห็นใบหน้าของคนในครอบครัวที่ยังรอคอยความหวัง นักกายภาพสาวจึงทำได้เพียงสูดหายใจเข้าลึกๆ กล้ำกลืนความเจ็บปวดลงคอ ฝืนส่งรอยยิ้มสดใสออกไปบดบังความอ่อนแอในใจ แล้วก้าวขาเดินหน้าสู้ต่อไป... ทั้งที่หัวใจข้างในแหลกสลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
พราวปาดน้ำตาออกจากแก้ม ยกมือไหว้รูปถ่ายเป็นครั้งสุดท้าย แล้วรีบเดินทางกลับไปทำงานต่อที่แผนกกายภาพบำบัดของโรงพยาบาล
...
ตกเย็น บรรยากาศในแผนกกายภาพบำบัดเริ่มซบเซาลงเมื่อใกล้เวลาปิดทำการ พราวเตรียมตัวจะเก็บของเพื่อไปวิ่งงานรับทำกายภาพบำบัดนอกสถานที่ต่อ แต่แล้วพี่พยาบาลหน้าเคาน์เตอร์ก็เดินถือแฟ้มประวัติคนไข้เคสพิเศษเข้ามาหา
"หมอพราวจ๊ะ ช่วยรับเคสสุดท้ายของวันนี้หน่อยได้ไหม พอดีเป็นเคสออฟฟิศซินโดรมขั้นรุนแรง คนไข้ติดประชุมด่วนเพิ่งมาถึง"
"ได้ค่ะพี่ เดี๋ยวพราวดูแลต่อให้เองค่ะ"
พราวรับแฟ้มมาดูคร่าว ๆ ก่อนจะเดินนำเข้าไปในห้องกายภาพบำบัดส่วนตัว เธอหันไปจัดเตรียมอุปกรณ์และเตียงกายภาพตามความเคยชิน โดยไม่ได้มองหน้าคนที่กำลังเดินเข้ามาในห้อง
"สวัสดีค่ะ เชิญนั่งบนเตียงกายภาพก่อนได้เลยนะคะ ไม่ทราบว่าวันนี้มีอาการตึงตรงไหนเป็นพิเศษ..."
พราวหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มหวานตามมาตรฐานงานบริการอย่างที่เคยทำอยู่ทุกวัน ทว่าคำพูดทักทายทั้งหมดกลับหยุดชะงักลงในทันที ริมฝีปากที่กำลังแย้มยิ้มค้างเติ่ง ดวงตาคู่สวยขยายกว้างด้วยความตกตะลึงราวกับเห็นภาพลวงตา!
ตึก... ตึก...
หัวใจของเธอกระตุกวูบอย่างแรงจนแทบหยุดเต้น ลมหายใจสะดุดกักอยู่ในลำคอ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตทำงานทรงเนี้ยบที่กำลังนั่งรออยู่บนเตียงกายภาพตรงหน้า ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึมและแววตาเย็นชาเรียบเฉย
แต่สิ่งที่ทำให้พราวถึงกับพูดไม่ออกและยืนแข็งทื่อเป็นหิน... คือใบหน้า โครงหน้าได้รูป แววตา ตลอดจนบุคลิกอันนิ่งสงบของเขาที่คล้ายกับ ภานุวัตน์ อดีตแฟนหนุ่มผู้ล่วงลับของเธอราวกับเป็นคนเดียวกัน!
สายตาคมกริบ คิ้วหนาเข้มได้รูปที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เวลาที่เขากำลังประเมินสิ่งรอบตัว ตลอดจนท่าทางการวางตัวที่ดูนิ่งสงบจนยากจะคาดเดาความรู้สึก... ทุกรายละเอียดมันคือพิมพ์นิยมเดียวกับชายที่เคยเป็นโลกทั้งใบของเธอไม่มีผิดเพี้ยน ความทรงจำในอดีตที่เคยฝังกลบไว้พลันแตกพยศ ถาโถมกลับเข้ามากระแทกหัวใจที่เคยแหลกสลายจนมันเริ่มสั่นคลอน ยึดเหนี่ยวตัวเองไว้แทบไม่อยู่
"คุณหมอครับ... เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ นิ่งเรียบ ทว่ามีกระแสความสงสัยกังวานอยู่ข้างในของ ภาคินทร์ ดังขึ้นดึงสติที่หลุดลอยของพราวให้กลับคืนสู่โลกความเป็นจริงอย่างฉับพลัน
พราวสูดหายใจเข้าลึกอย่างยากลำบาก พยายามกดเก็บความรู้สึกโหยหา ความเจ็บปวด และความสับสนที่พุ่งพล่านอยู่ภายในอกอย่างสุดความสามารถ สองมือเรียวที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อกาวน์กำเข้าหากันแน่น ร่างกายของเธอเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อต้องฝืนก้าวขาเข้าไปใกล้คนไข้ตรงหน้า... ชายผู้เป็นปริศนาที่นำเอาภาพความทรงจำในอดีตกลับมาจู่โจมหัวใจเธอเข้าอย่างจังในเย็นวันนี้
