บทที่ 2 แค่คนคุย

“ภูมิใจมากเหรอคะที่ควงผู้หญิงได้ไม่ซ้ำหน้า” น้ำเสียงประชดประชันของสิริภัทรที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว

“แต่พอพี่จะจริงจังกับใครสักคนเข้าหน่อย เธอก็หักอกพี่เอาดื้อ ๆ”

“ภัทรต้องการจะพูดว่าเซเลน่าหักอกพี่งั้นเหรอ!” สุดเขตขัดขึ้นทันควัน น้ำเสียงเข้มจัดกร้าวระคนโมโห ดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงจนแทบทะลุจุดเดือดในความเงียบสงัด

“พี่พูดเองนะ แล้วมันจริงมั้ยล่ะ” แรงอารมณ์บางอย่างดลใจให้สิริภัทรโพล่งออกไปแบบนั้น ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาจะกรีดลึกซึ้งเข้าไปในหัวใจที่บอบช้ำของเธอเพียงใด

“พูดแบบนี้... อยากให้พี่มองภัทรเป็นตัวเลือกอีกคนหรือไง”

“ภัทรไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่สเปกของพี่”

“รู้ตัวก็ดี...” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มเยาะ สายตาคมกวาดมองใบหน้าเนียนที่พยายามเชิดขึ้นอย่างถือดี

“อย่าคิดนะว่าพี่ไม่รู้” คำพูดรู้ทันของเขาทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายหวาดหวั่น

“พี่เขตรู้อะไรมาเหรอคะ” หญิงสาวแสร้งถามด้วยแววตาซื่อใส พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นพร่า ตีสีหน้าให้แนบเนียนที่สุดเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่

“รู้ว่าที่ผ่านมา ภัทรยังลืมพี่ไม่ได้น่ะสิ” สุดเขตโน้มใบหน้าคมคายลงมาจนชิด กลิ่นกายบุรุษเพศผสมน้ำหอมราคาแพงระเหยอวลชวนให้ใจสั่น เขากระซิบแผ่วเบาชวนให้ขนลุกซู่ที่ข้างใบหูเล็ก

“แต่สถานะของเรามันแค่คนคุยไง แต่ถ้าภัทรต้องการ พี่ก็ไม่ขัดหรอกนะ พี่พอจะช่วยได้อยู่”สิริภัทรกลั้นลมหายใจ ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับจะระเบิด ความจริงที่ถูกกระชากหน้ากากเปิดโปงทำเอาหัวใจเต้นระรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอก

“หึ...ฝันไปเถอะ ภัทรไม่ได้ใจง่ายกับพี่อีกต่อไปแล้ว” หญิงสาวตวาดแหวกลบเกลื่อนพลางสะบัดหน้าหนี แต่อาการแก้มแดงปลั่งซับสีเลือดรุกรามไปจนถึงใบหูกลับลบเลือนไปจากสายตาคมกริบของคนเจ้าเล่ห์ไม่ได้เลย

“จริงเหรอ งั้นก็รีบ ๆ หาคนคุยคนใหม่ซะสิ”

หลับพูดจบสุดเขตก็รู้สึกถึงชัยชนะที่อยู่เหนือกว่า จึงแค่นยิ้มร้ายก่อนจะสำทับด้วยถ้อยคำแดกดันที่ผลักเธอให้ตกลงสู่เหวเหว่ว้า

“แต่ถ้าจะหาคนคุยคนใหม่ก็หัดเจียมตัวเองเอาไว้บ้างก็ดี อย่าไปแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเค้าล่ะ” สิ้นเสียงหักหาญน้ำใจ ชายหนุ่มก็ผละจากร่างบางแล้วเดินจากไปทันที ทิ้งให้สิริภัทรยืนจมอยู่กับความมืดและไอเย็นจากกำแพงตึก น้ำตาเม็ดโตไหลร่วงลงมากระทบแก้มเนียนเนิ่นนาน พร้อมกับไฟในใจที่เริ่มเปลี่ยนจากความช้ำรัก เป็นความต้องการเอาชนะ!

หลังจากที่สุดเขตทำลายความรู้สึกของเธอจนย่อยยับ สิริภัทรก็ไม่พาตัวเองไปให้สุดเขตเห็นหน้าอีกเลย จนกระทั่งบ่ายวันศุกร์อันแสนวุ่นวาย

“แคท เย็นนี้ว่างหรือเปล่า” สิริภัทรเอ่ยถามเพื่อนสนิทที่ทำงานเดียวกัน

แคเธอริน สาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ใบหน้าสวยหวานล้อมกรอบด้วยผมดัดลอนสลวยดูเย้ายวนใจเงยหน้าขึ้นมาจากกองเอกสาร หล่อนเป็นลูกสาวอดีตนักการทูตที่ย้ายกลับมาพำนักที่เมืองไทยเป็นการถาวร และที่สำคัญเธอเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่รู้ความลับว่าสิริภัทรแอบหลงรักสุดเขต หนุ่มรุ่นพี่สุดฮอต

“ทำไม... จะชวนไปแฮงเอาต์เหรอ” แคเธอรินถามอย่างรู้ทัน

สิริภัทรรีบปิดและวางตำราเรียนกองโตที่แอบเอามาอ่านในเวลาว่างลงทันที ก่อนจะขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้แล้วกระซิบแผ่วเบา

“อือ”

“เธอนัดใครไว้หรือเปล่า” แคเธอรินหรี่ตาจับผิดอย่างจับสังเกต

“เปล่า ไม่ได้นัดใครทั้งนั้นแหละ” หญิงสาวรีบแก้ตัวพัลวันเมื่อเห็นเพื่อนทำท่าอิดออดเพราะงานล้นมือ

“ไม่ใช่ว่าแต่อยากไปเจอพี่สุดเขตหรอกนะ”

“บ้า! ไม่ได้อยากเจอสักหน่อย ฉันตัดใจจากเขาแล้วย่ะ” สิริภัทรตัดบททันควัน แต่ดวงตากลับไหวระริก

“ก็ดีนะ คบกันแล้วได้สถานะแค่คนคุย มันเสียเวลา ไม่ใช่สิ เสียทั้งเวลาเสียทั้งตัว”

“แกอย่าตอกย้ำได้มั้ยแคท แค่นี้ฉันก็เจ็บปวดมากพออยู่แล้วนะ”

“ไม่ใช่ว่าแกอยากไปเห็นหน้าพี่เค้าเป็นครั้งสุดท้ายหรอกเหรอ” แคเธอรินจี้ใจดำ

“ก็ไม่เชิง... อีกหน่อยพอฉันบินไปเรียนต่อ ก็คงไม่ได้เห็นอีกนานเลย กลับมาพี่เค้าก็คงมีแฟนแต่งงานเป็นตัวเป็นตนแล้วมั้ง” สิริภัทรคลี่ยิ้ม แววตาคู่สวยกลับทอประกายลึกล้ำ ซ่อนเร้นแผนการบางอย่างที่ร้อนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

“จะยากอะไร ก็ส่องเอาสิ แกแอบส่องไอจีเค้าบ่อยอยู่แล้วนี่”

“บ้า! ฉันอันฟอลโลว์เค้าไปแล้วย่ะ คนปากร้ายแบบนั้นน่ะ”

“ชอบแต่ไม่กล้าพูด กล้า ๆ หน่อยสิวะ วัดใจกันไปเลย!” แคเธอรินยุยง

“ไม่เอา... เก็บไว้แบบนี้แหละ ไม่อยากเจ็บปวดอีกแล้ว”

“เฮ้อ!!...” แคเธอรินถอนหายใจยาวกับความปากแข็งของเพื่อน

“ตกลงไปใช่มั้ย”

“เอาสิ ไปก็ไป”

“งั้นคืนนี้แกช่วยอะไรฉันอย่างหนึ่งได้ป่ะ”

“จะให้ช่วยอะไรก็ว่ามา”

“ฉันอยากเปรี้ยว... แกมีชุดเดรสสวย ๆ ให้ยืมใส่ป่ะ ไม่อยากใส่ชุดเรียบร้อย ๆ ทึม ๆ ที่มีอยู่ไปผับน่ะ”

“มี! แต่เอาอย่างงี้ดีกว่า เดี๋ยวฉันจะพาแกไปซื้อ ถือว่าเป็นของขวัญส่งท้ายให้แกล่ะกัน”

“เฮ้ย! จะมาซื้อใหม่ทำไมล่ะ เกรงใจ”

“ก็ก่อนที่เราจะจากกันไง แกต้องไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งสองปีเลยนะ”

“งั้นก็ไม่ต้องซื้อแพงหรอกนะ ฉันเกรงใจแกจริง ๆ”

“เอาเถอะ... ฉันรู้ช่วงนี้แกประหยัด เพราะต้องเก็บเงินเอาไว้ไปเรียนต่อ ถึงจะได้ทุน แต่มันก็ต้องมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวบ้าง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป