บทที่ 11 ไว้เจอกันใหม่นะครับ

สายตาของฉันเหลือบไปหาไอด้าอีกครั้งเพื่อขอความช่วยเหลือ ในขณะที่ไอด้าที่นั่งอยู่ฝั่งข้ามก็มองฉันกลับมาหน้าตาเจื่อนๆ ก่อนจะทำทีเริ่มเปลี่ยนเรื่องให้

“แค่เรื่องเข้าใจผิดเนอะ มันเป็นแค่ข่าวลือใช่ไหมค่ะคุณวาคิม งั้นไอด้าว่า เรากินข้าวกินดีกว่าเนาะ เดี่ยวไอด้าตักให้”

ไม่ว่าเปล่า หญิงสาวที่เป็นเพื่อนสนิทเริ่มที่จะตักชิ้นเนื้อปลาแซลม่อนย่างหอมกรุ่นที่บริกรเดินมาเสิร์ฟตอนที่เราคุยกันใส่จานของวาคิมด้วยท่าทางออดอ้อน ส่วนชายหนุ่มก็ยอมที่จะหันกลับไปแล้วเริ่มตักเนื้อปลาให้ไอด้ากลับ บรรยากาศเริ่มดีขึ้นทำลายบรรยากาศที่ดูกรุ่นก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น ทำให้ฉันคลายยิ้มออกมาอย่างโล่งออก

อาหารมื้อนี้แม้จะดูเฝือนคอนิดหน่อย แต่ฉันก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินเพราะไม่กล้าพูดอะไรมากอีก ที่สำคัญเวลาที่ฉันเผลอเงยหน้าขึ้นมา กับต้องปะทะกับสายตาคมกริบที่จ้องฉันอย่างเอาเรื่องจนฉันแทบจะบ้าตาย

เมื่อได้จังหวะ ฉันเลยรีบขอตัวออกมาก่อน ก็แหงล่ะ เจอแบบนี้ไปกระเพาะของฉันก็รู้สึกอิ่มตื้อขึ้นมาทันที ใครจะไปกินอะไรต่อลง

“งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ พอดีมีงานที่จะต้องกลับไปทำ”

เขาเหลือบสายตาขึ้นมามองฉันแวบนึง ในตอนที่ฉันกำลังลุกขึ้นยืน แต่มุมปากยังคงมีรอยยิ้มเยาะเล็กน้อย ฉันเริ่มรู้สึกหมั่นไส้ ก็ดูสิมีอย่างที่ไหน เขานั่งฟังเงียบ ๆ ปล่อยให้ฉันนินทาระยะเผาขนเสียตั้งนาน แทนที่จะรีบ ๆ พูดเบรกไม่ให้ฉันขายขี้หน้าไปมากกว่านี้ ฉันเม้มปากบางเป็นเส้นตรงก่อนที่จะรีบทำสีหน้าให้เป็นปกติแล้วหันไปคุยกับไอด้า

"ไปก่อนนะ ไว้เจอกันค่ะ"

“ไว้เจอกันใหม่นะครับ" เสียงทุ้มนุ่มยอมพูดกับฉันแม้จะเป็นประโยคบอกลาธรรมดาแต่ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย ทำให้ฉันเผลอชักสีหน้าใส่เขาอออกมาไม่รู้ตัว

เชอะ...พูดมาได้ว่าเจอกันใหม่ นี่ถ้าไม่ติดว่าฉันต้องทำงานโปรเจคนี้ให้ได้ ไม่มีวันซะละ

แต่จะว่าไป....ความจริง ฉันไม่ควรรับงานนี้เลยนะ เพราะต่อให้ตอนนี้เขาจำเรื่องราวระหว่างฉันกับเขาในคืนนั้นไม่ได้ (อย่างที่ฉันคิด) แต่...ถ้าอยู่ ๆ เขาเกิดจำได้ขึ้นมาล่ะ ฉันดูสับสนขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อไม่ค่อยแน่ใจกับพฤติกรรมของเขา

“แก โอเคไหมเนี้ย ยืนเอ๋อ ๆ " เสียงไอด้าท้วงขึ้นทำให้ฉันดึงสติกลับมา

"อ้อ โอเค แค่เผลอคิดอะไรเพลินนิดหน่อย งั้นฉันกลับก่อนดีกว่า"

"จะให้ฉันเดินไปส่งป่ะ?”

ไอด้าเสนอ ก่อนที่ฉันจะรีบปฏิเสธทันที ไม่ใช่เพราะเกรงใจ แต่เพราะต่างรู้กันดีอยู่แล้ว จริง ๆ ไอด้าแค่พูดขึ้นเป็นพิธี เวลาแบบนี้จะไปรบกวนช่วงเวลาส่วนตัวของแม่เสือสาวที่กำลังสวีทกับชายหนุ่มได้อย่างไร ฉันรีบโค้งคำนับให้คุณวาคิมอีกครั้งก่อนจะรีบเดินออกมาให้เร็วที่สุด และเพราะสายตาน่ากลัวนั่นที่มองฉันอย่างไม่วางตา จนทำให้ฉันเกือบจะชนประตู

บ้าเอ๊ย ... น่าอายชะมัด

“วันนี้แล้วเหรอเนี่ย”

แสงจากดวงอาทิตย์ที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างโลมเลียตามกรอบหน้า ปลุกให้ฉันต้องตื่นขึ้นจากความฝันอันแสนหวาน ความหนักอึ้งที่เกาะกุมบริเวณเปลือกตายังคงไม่จางหาย ฉันพยายามลืมตาตื่นขึ้นมา ก่อนจะนึกได้ว่าวันนี้เป็นวันที่ฉันมีนัดเสนองานให้กับใครบางคน เมื่อใบหน้าของเขาคนนั้นชัดเจนอยู่ในหัวความง่วงงันก็พลันสลายหายไปทันที

ฉันรีบเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงได้แล้ว ความรู้สึกหนึบหน่วงหัวใจก็เข้ามาเล่นงาน แม้ว่าในก้นบึ้งจะรู้สึกไม่อยากไปพบหน้ากับอีกฝ่าย เพราะว่าสิ่งต่างๆที่เข้าถาโถมและยังติดค้างในใจ เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่ฉันเผลอไปมีสัมพันธ์ด้วย มากไปกว่านั้นยังเป็นแฟนหนุ่มของเพื่อนสนิท แค่เริ่มต้นก็รับรู้ได้แล้วว่าเขาคนนั้นมีแต่ป้ายคำเตือนขึ้นเต็มไปหมดว่าไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแม้แต่เสี้ยว แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่สามารถปฏิเสธชะตากรรมนี้ได้อยู่ดี 

 เสื้อผ้าที่สวมใส่สบายแต่มีสไตล์ดูไม่หรูหราและทางการเกินไปถูกฉันหยิบมาสวมใส่เพื่อปกปิดร่างกายเปลือยเปล่า ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงไม่ค่อยเป็นทรงตอนนี้ถูกม้วนให้เป็นลอน ก่อนจะแต่งแต้มใบหน้าซีดสดให้มีสีสันขึ้นมานิดหน่อย 

“เฮ้อ...โอเคอยู่เนอะ”

ฉันพูดกับเงาที่สะท้อนกลับมาในกระจก รอยยิ้มขี้เล่นฉายกลับมาเพื่อเรียกความมั่นใจ การไปเสนอโปรเจคงานเครื่องมือทางการแพทย์ให้คุณวาคิมในวันนี้เกิดขึ้นด้วยความฉุกลหุก ไม่มีเวลาให้เตรียมการมากนัก ไม่มีกระทั่งสคริปและข้อมูล รวมถึงเวลาที่จะใช้เตรียมใจด้วยซ้ำ ไม่รู้ทำไม เมื่อนึกถึงใบหน้าของอีกฝ่ายขนก็ลุกซู่ขึ้นมาทันทีจนรู้สึกหนาวไปถึงกระดูกทั้ง ๆ ที่วันนี้ท้องฟ้าเปิดแถมแดดเปรี้ยงแท้ ๆ

เมื่อฝ่าฟันรถติดและความแออัดของเมืองหลวงมาได้ ด่านถัดไปก่อนฉันจะได้ไปเจอความหายนะอย่างแท้จริงก็คือประตูกระจกของโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ขวางฉันไว้อยู่ตรงหน้า ที่นี่เป็นสถานที่ที่นัดหมายไว้ ฉันรู้สึกประหม่าขึ้นมา หัวใจเต้นระส่ำ อาจจะเพราะว่าความตื่นเต้นที่ฉันจะได้ทำโปรเจคใหญ่ หรือเป็นเพราะว่าเบื้องหลังระหว่างฉันกับเขาก็ไม่ทราบเหมือนกัน ฉันพยายามยืนสงบสติอารมณ์ไม่ให้มันแตกตื่นไปมากกว่านี้ สูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในที่แห่งนั้น

“ขอโทษนะคะ ดิฉันมาขอพบกับนายแพทย์วาคิมค่ะ”

ฉันพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานกับพนักงานต้อนรับด้านหน้าที่กำลังส่งยิ้มทักทายกลับมา พร้อมกับยื่นการ์ดนามบัตรที่ชายหนุ่มได้เคยมอบมันเอาไว้ให้กับฉัน ทันทีที่หญิงสาวตรงหน้าเห็นหน้าฉันหล่อนก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ทันที

“คุณอันนาใช่ไหมค่ะ เชิญเลยค่ะ ท่านรอพบคุณอยู่?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป