บทที่ 1 1
กึก กึก กึก เสียงส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนขัดมันของตึกระฟ้าใจกลางกรุงดังสะท้อนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มันไม่ใช่เพียงเสียงเดินของหญิงสาววัยทำงาน ทว่ามันคือจังหวะการควบคุมสติของคนที่กำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่าบอบบาง
นลิน หญิงสาววัยสามสิบปี ยืนนิ่งอยู่หน้าบานกระจกในลิฟต์โดยสาร ชุดสูทเข้ารูปสีกลีบบัวหลวงตัดเย็บประณีตช่วยขับเน้นสรีระระหงให้ดูงามสง่าและน่าเกรงขามในคราวเดียว ใบหน้าสวยคมปราศจากรอยยิ้ม ดวงตาสีเข้มดุดันและเยือกเย็น แต่ลึกลงไปในแววตานั้นกลับซ่อนความอ่อนล้าปางตายเอาไว้ สองมือเรียวที่กอดแฟ้มเอกสารแนบอกแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด คือสัญญาณเตือนเพียงหนึ่งเดียวว่าสภาพจิตใจของเธอพร้อมจะแหลกสลายได้ทุกวินาที
หนี้สินสิบล้านบาท
ตัวเลขมหาศาลที่พ่อทิ้งไว้ให้ต่างหน้าพร้อมกับร่างไร้วิญญาณเมื่อสามปีก่อน คือโซ่ตรวนเส้นหนาที่ล่ามคอเธอไว้กับนรกบนดิน โรงงานที่พ่อสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อถูกหุ้นส่วนทรยศและถูกกลุ่มทุนบีบฮุบโอนกิจการไปในราคาเศษเงิน แต่เงินที่ได้กลับไม่พอกลบหนี้สินที่เธอร่วมลงชื่อเป็นผู้กู้กับพ่อไว้ในช่วงพยายามพยุงโรงงาน ทั้งเงินกู้จากสถาบันการเงินและเจ้าหนี้นอกระบบ พ่อทนแรงกดดันไม่ไหวจนเลือกจบชีวิตตัวเองลง ทิ้งให้ลูกสาวคนเดียวต้องกระเสือกกระสนทำงานเยี่ยงทาส แบกหน้าทนคำดูถูกสารพัด เพื่อแลกกับเศษเงินเดือนหลักแสนที่ยังไม่ทันข้ามพ้นวันก็ถูกสูบหายไปกับดอกเบี้ยมหาโหด หลังงานศพ ทนายช่วยแยกหนี้ของกองมรดกออกจากสัญญาที่มีชื่อเธอเป็นผู้กู้ร่วมแล้ว ยอดสิบล้านที่เหลือจึงเป็นภาระตามสัญญาของเธอเอง ไม่ใช่หนี้ที่ตกทอดมาทั้งหมดเพียงเพราะเธอเป็นลูกสาว
ติ๊ง! ตัวเลขดิจิทัลในลิฟต์วิ่งมาหยุดที่ชั้นสามสิบห้า สำนักงานใหญ่ของบริษัทโฆษณาและเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับประเทศ นลินสูดลมหายใจเข้าลึก ปั้นหน้ากาก หัวหน้าฝ่ายการตลาดผู้ไร้ความรู้สึก ขึ้นมาสวมทับความอ่อนแอ ก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออก
“มาสายไปสองนาทีนะนลิน! เมื่อคืนสไลด์นำเสนองานของลูกค้าคอสเมติกส์ที่ฉันสั่งให้แก้ ทำเสร็จหรือยัง อย่าบอกนะว่ามัวแต่นอนอืด!”
เสียงแหลมสูงเสียดแก้วหูของวิภาดา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดดังขึ้นทันทีที่นลินก้าวพ้นประตู หญิงวัยสี่สิบปลายในชุดผ้าไหมสีฉูดฉาด ประโคมเครื่องประดับวิบวับตั้งแต่คอจรดข้อมือยืนกอดอกจ้องเธอด้วยสายตาจงเกลียดจงชัง วิภาดาคือปลิงตัวร้ายประจำแผนก งานยากโยนให้ลูกน้อง ส่วนความดีความชอบ หล่อนอ้าแขนรับไว้คนเดียวทั้งหมด
นลินมองเจ้านายโดยไม่แสดงความรู้สึก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นใดๆ
“แก้เสร็จตั้งแต่ตีสองครึ่งค่ะคุณวิภาดา ลินอัปโหลดไฟล์เข้าระบบส่วนกลางพร้อมส่งเข้าอีเมลเรียบร้อยตั้งแต่เวลานั้น คุณวิภาดาสามารถเปิดอ่านและใช้พรีเซนต์ในบอร์ดบริหารเช้านี้ได้ทันทีค่ะ”
“ตีสองครึ่ง?” วิภาดาเหยียดยิ้มเย้ยหยัน มุมปากเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำบิดเบี้ยว “ช้าลงเยอะนี่ สมัยก่อนสั่งปุ๊บได้ปั๊บ เดี๋ยวนี้มัวแต่เอาเวลาไปรับจ๊อบนอกหาเศษเงินมาใช้หนี้หรือไงยะ ระวังเถอะ งานหลักจะพังพาเหรดจนโดนไล่ออก ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะนลิน”
คำว่า หนี้ เสียบทะลุกลางขั้วหัวใจ แต่นลินไม่ยอมให้ผู้หญิงตรงหน้าได้เห็นความสั่นไหวแม้แต่เสี้ยววินาที เธอยกยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไปไม่ถึงดวงตา
“ขอบพระคุณสำหรับความหวังดีค่ะคุณวิภาดา แต่ลินเป็นมืออาชีพพอ งานของบริษัทไม่เคยมีประวัติเสียหาย เพราะลินมีสติและความรับผิดชอบมากพอ ที่จะไม่โยนภาระของตัวเองไปกดหัวลูกน้องทำแทนกลางดึกค่ะ ขอตัวไปเตรียมโปรเจกเตอร์นะคะ”
“นลิน! นี่แกหลอกด่าฉันเหรอ!” วิภาดาแผดเสียงลั่น หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด
“ลินแค่พูดถึงมาตรฐานการทำงานที่ดีค่ะ ถ้าคุณวิภาดารู้สึกว่ามันตรงกับตัวเอง ลินก็คงห้ามความคิดไม่ได้” นลินตัดบทอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะก้าวฉับๆ ผ่านหน้าเจ้านายไป ทิ้งให้วิภาดายืนกระทืบส้นสูงเต้นเร่าๆ ด้วยความเคียดแค้น
หญิงสาวเดินเลี้ยวเข้าห้องน้ำ ปิดประตูล็อกแน่นหนา แผ่นหลังบางทิ้งตัวพิงบานประตูอย่างหมดแรง ลมหายใจที่พยายามประคองไว้สั่นสะท้าน เธอล้วงสมาร์ตโฟนออกจากกระเป๋า หน้าจอสว่างวาบเผยให้เห็นสายที่ไม่ได้รับเกือบยี่สิบสายจากเบอร์แปลก พวกทวงหนี้นอกระบบที่เริ่มตามรังควานหนักขึ้นในช่วงนี้
“พ่อคะ พ่อทิ้งลินไว้ในนรกชัดๆ เลย”
เสียงกระซิบแหบพร่าในลำคอหยดลงพร้อมน้ำตาหยดหนึ่งที่เอ่อล้น นลินเงยหน้าขึ้นมองเพดาน รีบกะพริบตาไล่ความอ่อนแอ เมคอัพกันน้ำราคาแพงพวกนี้ เธอต้องจ่ายด้วยหยาดเหงื่อ จะไม่มีวันยอมเสียมันไปให้กับน้ำตาไร้ค่าพวกนี้เด็ดขาด
