บทที่ 3 3
ช่วงบ่ายโมง บรรยากาศรอบโต๊ะทำงานของนลินอึมครึมจนน่าอึดอัด เสียงโทรศัพท์มือถือสั่นครืดๆไม่หยุดจากหมายเลขเดิม นลินสูดหายใจลึกก่อนจะตัดสินใจกดรับสาย
“ฮัลโหล”
(นังลิน! มึงจะหลบหน้ากูไปถึงไหนวะ ดอกเบี้ยเดือนนี้ห้าหมื่น มึงยังไม่จ่ายเลยนะโว้ย!) เสียงตะคอกของชายฉกรรจ์ปลายสายทำเอานลินต้องดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหู
“ฉันไม่ได้หลบหน้า ฉันบอกพวกนายไปแล้วไงว่าขอเวลาอีกสามวัน เงินเดือนฉันออกแล้วฉันจะโอนให้ทันที!” นลินพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น เธอต้องเข้มแข็ง ห้ามแสดงความกลัวให้พวกมันเห็นเด็ดขาด
(สามวันพ่อมึงสิ! กูให้เวลามาเป็นอาทิตย์แล้ว พรุ่งนี้ถ้ามึงไม่โอนมา กูจะส่งคนไปลากคอมึงถึงหน้าบริษัท คอยดู!)
“อย่านะ!” นลินเผลอขึ้นเสียงดังจนเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆ หันมามอง เธอรีบลดเสียงลงและหันหลังหลบมุม “นายก็รู้ว่าถ้าฉันตกงาน ฉันก็ไม่มีเงินมาใช้หนี้พวกนาย พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ก่อนเที่ยงฉันจะหามาโอนให้ ห้ามมาที่บริษัทเด็ดขาด เข้าใจไหม!”
(เออ! ก่อนเที่ยงนะเว้ย ถ้าตุกติก มึงเจอดีแน่!) ปลายสายกระแทกเสียงก่อนจะตัดสายทิ้งไป
นลินทิ้งตัวลงพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง มือที่ถือโทรศัพท์สั่นระริก ห้าหมื่นบาทภายในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง ในบัญชีเธอตอนนี้มีเงินเหลือไม่ถึงสามพันบาทด้วยซ้ำ เธอจนตรอกแล้วจริงๆ
หญิงสาวลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ กัดฟันเดินตรงไปยังห้องทำงานของวิภาดา เธอเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไปโดยไม่รอฟังเสียงอนุญาต
“มีอะไรนลิน ฉันกำลังยุ่ง ไม่เห็นหรือไงว่ากำลังตรวจเล็บอยู่” วิภาดานั่งชื่นชมเล็บเจลสีแดงสดของตัวเองอย่างสบายอารมณ์
“คุณวิภาดาคะ ลินมีเรื่องอยากจะรบกวนค่ะ” นลินฝืนใจพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ลินอยากจะขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าสักห้าหมื่นบาท ลินมีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วนจริงๆ ค่ะ”
วิภาดาชะงักมือ หล่อนเงยหน้าขึ้นมองนลินด้วยสายตาดูแคลน รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เบิกเงินล่วงหน้า? ฮึ! เธอคิดว่าบริษัทนี้เป็นตู้เอทีเอ็มหรือไงนลิน นึกอยากจะกดเงินตอนไหนก็แบมือขอ”
“แต่ลินทำงานที่นี่มาห้าปีแล้วนะคะ ผลงานของลินก็ช่วยบริษัททำกำไรไปตั้งเท่าไหร่ แค่ขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าแค่นี้ น่าจะพออนุโลมให้กันได้ไม่ใช่หรือคะ” นลินพยายามใช้เหตุผลเข้าสู้
“ผลงานของเธอ? ผลงานที่ฉันเป็นคนดันและนำเสนอในที่ประชุมวันนี้เหรอ!” วิภาดาหัวเราะหึๆ “อย่าลืมนะนลิน ว่าถ้าไม่มีฉันคอยดัน เธอจะมีโอกาสได้เสนอหน้าทำโปรเจกต์ใหญ่ๆ ไหม และอีกอย่าง กฎของบริษัทก็ระบุชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้เบิกเงินล่วงหน้า ยกเว้นกรณีเจ็บป่วยใกล้ตาย เธอป่วยใกล้ตายหรือยังล่ะจ๊ะ ถ้ายังก็ไสหัวออกไป!”
คำพูดของวิภาดาเหมือนฝ่ามือที่ตบฉาดเข้าที่หน้า นลินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความโกรธและความสมเพชตัวเองตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก เธออุตส่าห์ยอมลดศักดิ์ศรีมาขอร้อง แต่กลับโดนเหยียบย่ำไม่เหลือชิ้นดี
“เข้าใจแล้วค่ะ ขอโทษที่มารบกวนเวลาทำเล็บของคุณวิภาดานะคะ” นลินพูดลอดไรฟัน ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้เห็นความอ่อนแอของเธอ
เมื่อเดินกลับมาถึงโต๊ะทำงาน นลินทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดสภาพ โลกทั้งใบเหมือนกำลังบีบอัดเข้ามาจนเธอแทบหายใจไม่ออก เธอทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ผู้คนมากมายดิ้นรนเอาชีวิตรอด เธอก็เป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ที่กำลังจะถูกบดขยี้จนแหลกเหลว
“ต้องการตัวช่วยไหมครับคุณนลิน”
เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง นลินสะดุ้งสุดตัว รีบปาดน้ำตาที่หางตาอย่างรวดเร็วก่อนจะหันขวับไปมอง อคินยืนอยู่ตรงนั้น ในมือของเขามีแก้วกาแฟเย็นจากร้านแบรนด์ดังยื่นมาให้เธอ
“คุณลงมาทำไมที่นี่คะ แผนกผู้บริหารอยู่ชั้นสี่สิบไม่ใช่หรือคะ” นลินถามเสียงแข็ง พยายามซ่อนความอ่อนแอไว้อย่างมิดชิด
“ผมเป็นที่ปรึกษาครับ มีสิทธิ์เดินสำรวจได้ทุกชั้น” อคินตอบหน้าตาย ก่อนจะวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะของเธอ “เห็นคุณหน้าซีดๆ ตั้งแต่ตอนออกจากห้องประชุม แถมเมื่อกี้ยังเดินออกมาจากห้องคุณวิภาดาด้วยสีหน้าเหมือนคนพร้อมจะไปกระโดดตึก ผมก็เลยซื้อกาแฟมาเซ่นไหว้เจ้าที่แผนกการตลาดสักหน่อย”
“ลินไม่ได้จะกระโดดตึกค่ะ แค่หงุดหงิดนิดหน่อย”
“หงุดหงิดเรื่องที่ขอยืมเงินเจ้านายจอมปลอมไม่ได้สินะครับ”
นลินเบิกตากว้าง “คุณรู้ได้ยังไง คุณแอบฟังงั้นเหรอ!”
“ผมเดินผ่านมาตอนที่คุณเปิดประตูออกมาพอดีครับ ได้ยินตอนคุณพูดเรื่องห้าหมื่นบาท ผมไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ผมควรบอกคุณตามตรง” อคินดึงเก้าอี้ว่างตัวข้างๆ มานั่งลงอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามา “ห้าหมื่นบาทใช่ไหมครับที่คุณต้องการด่วน”
นลินจ้องหน้าเขาอย่างไม่ไว้ใจ “คุณต้องการอะไรกันแน่คุณอคิน เราเพิ่งเจอกันแค่วันเดียว คุณไม่ต้องมายุ่งเรื่องส่วนตัวของลินหรอกค่ะ”
“ผมไม่ได้อยากยุ่งเรื่องส่วนตัว แต่ผมเป็นนักธุรกิจ การลงทุนกับพนักงานที่มีศักยภาพถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า” อคินล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา หยิบนามบัตรหรูหราขอบทองวางลงบนโต๊ะ “ผมให้คุณยืมห้าหมื่นบาท ปลอดดอกเบี้ย แลกกับการที่คุณต้องมาทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของผมในโปรเจกต์ปรับโครงสร้างบริษัทครั้งนี้ นอกเวลางานปกติของคุณ”
นลินมองนามบัตรสลับกับใบหน้าของอคิน ข้อเสนอนี้มันดูแปลกประหลาดและใจดีเกินไป
“ทำไมต้องเป็นลินคะ คนอื่นในบริษัทที่เก่งๆ ก็มีตั้งเยอะ”
“เพราะคุณดื้อรั้น ไม่ยอมคน และกล้าที่จะต่อกรกับคนที่เอาเปรียบคุณ” อคินโน้มตัวเข้ามาใกล้ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “ผมต้องการคนแบบนี้มาช่วยงานผม คนที่กล้าจะพูดความจริงโดยไม่ต้องเลียแข้งเลียขาใคร สนใจรับข้อเสนอไหมครับ หรือจะยอมปล่อยให้พวกทวงหนี้มาบุกพังบริษัทพรุ่งนี้เที่ยง?”
นลินเม้มปากแน่น เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ ข้อเสนอของเขาแม้จะดูอันตรายและน่าสงสัย แต่มันคือฟางเส้นสุดท้ายที่เธอจะคว้าไว้ได้ในตอนนี้
“ตกลงค่ะ ลินรับข้อเสนอ” นลินตอบโดยไม่ลังเล “แต่ลินขอทำสัญญากู้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษร ลินจะจ่ายคืนคุณทุกบาททุกสตางค์พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ลินไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใครฟรีๆ”
อคินยิ้มกว้าง รอยยิ้มของเขาครั้งนี้ดูสว่างไสวและมีเสน่ห์ร้ายกาจกว่าทุกครั้ง “ดีครับ ผมชอบคนชัดเจน เลิกงานเย็นนี้ไปเจอกันที่ห้องทำงานผมชั้นสี่สิบ เราจะได้เซ็นสัญญาและเริ่มเกมกัน”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน จัดเสื้อสูทให้เข้าที่ ก่อนจะเดินจากไป นลินมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ผู้ชายคนนี้เหมือนพายุที่จู่ๆ ก็พัดเข้ามาในชีวิตอันมืดมนของเธอ เขาดูอันตรายและทรงพลัง แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเหมือนเชือกเส้นเดียวที่ฉุดเธอขึ้นมาจากนรก
