บทที่ 2 อัยน์นา

“คุณหนูอัยน์นา!” ชายหนุ่มสองคนที่เพิ่งจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโชคดีของชายชุดดำแทบจะโพล่งออกมาเป็นเสียงเดียวกัน เรียกเสียงฮือฮาจากคนในบริเวณนั้นได้อีกเกือบเท่าตัว

“ตายจริง...คุณหนูแกรนเทรนท์มาทำอะไรในที่แบบนี้คะ” ซามีร่าถามเสียงเครียด นางคว้าผ้าแพรสีกุหลาบผืนใหญ่มาคลุมร่าง หมดความสนใจในตัวชายแปลกหน้ารูปงามทันที

แม้แต่หญิงงามเมืองผู้น่าจะชอบดึงดูดความสนใจมากกว่าเที่ยวแจกจ่ายความสนใจให้สตรีนางอื่น ก็ดูจะตกใจ ที่จู่ๆ ก็เห็นเธอมาปรากฏตัวแบบนี้

“เอ่อ...คือ...” ‘คุณหนูอัยน์นา’ คิดว่าควรจะพูดอะไรสักอย่าง

เธอขยับริมฝีปากเอ่ยด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน แววตาที่เคยแข็งกร้าว มาดมั่น เปลี่ยนเป็นแววตากวางน้อยพลัดถิ่น

“ขอโทษค่ะ” อัยน์นารีบบอกด้วยสำนวนสำเนียงอย่างสุภาพสตรีชั้นสูง น้ำเสียงเธอยามเอื้อนเอ่ยฟังดูนุ่มนวลอ่อนน้อม ยากจะหาใครเหมือน “อย่าซักเลยนะคะ” เธอวิงวอน ดวงตาซื่อใสดูตื่นกลัว ริมฝีปากน่าถนอมสั่นระริก “ฉัน...ฉันบอกไม่ได้จริงๆ”

“คนเขาจะเล่าลือในทางไม่ดีนะคะ” ซามีร่าขมวดคิ้วคมๆ เข้าหากันจนเป็นปม “ช่างเถอะค่ะ ต่อให้ไม่ต้องบอก ใครใครเขาก็รู้กันทั้งนั้น นี่คุณหนูโดนท่านหญิงพริสซิลล่า กับท่านหญิงแอนนาเบลแกล้งใช้ให้ออกมาทำอะไรๆ ให้อีกแล้วใช่ไหมคะ” ถ้าประโยคหลังจากริมฝีปากราชินีกุหลาบเป็นของที่จับต้องได้ มันคงเคลือบอาบหยาดละอองความขุ่นเคืองไว้จนทั่ว

นั่นทำให้อัยน์นาพอใจ เมื่อได้รู้ว่าสตรีชื่อคล้ายอาณาจักรเล็กๆ กลางโอเอซิสที่ล่มสลายนางนี้ เป็นคนที่รักและพร้อมจะโกรธแทนคนสายเลือดซา-เมียร์เหมือนๆ กันสมคำร่ำลือ

ใครใครก็รู้กันทั้งนั้นว่าเธอเป็นลูกนอกสมรสที่เกิดจากเจ้ากรมการเมือง ริชาร์ด แกรนเทรนท์ กับสตรีชาวซาเมียร์ที่รับอุปการะไว้ในคฤหาสน์ ซามีร่าเป็นนางคณิกาที่ได้รับความนิยมย่อมรู้จักชายได้ดีมียศมากหน้าหลายตา การที่นางจะเคยได้ยินชื่อและเรื่องราวของเธอมาก่อน จึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้

“พวกพี่สาวไม่ได้แกล้งค่ะ” อัยน์นาตอบคำถามหญิงงามเมืองอย่างสุภาพ แววตาสีนิลคู่นั้นช่างดูซื่อใส เหมือนไม่เข้าใจว่าการกลั่นแกล้งที่ซามีร่าพูดถึง หมายถึงการที่พี่สาวต่างมารดาแกล้งสั่งให้เธอซึ่งมีสายเลือดซาเมียร์อยู่กึ่งหนึ่ง ออกมาเตร็ดแตร่ใกล้ๆ ย่านหอนางคณิกาชื่อดัง ที่มีจุดขายเรื่องการให้บริการโดยสาวๆ ชาวซาเมียร์เพียงลำพังเพราะอยากทำร้ายจิตใจน้องสาวต่างมารดาอย่างเธอ...หรือไม่ก็อยากให้เกิดผลเสียอะไรต่อน้องสาวเลือดผสมมากกว่านั้น

สาวน้อยเชื้อสายซาเมียร์ในย่านที่มีสำนักนางคณิกาเชื้อสายซาเมียร์...ถ้าเกิดมีผู้ชายไร้สติสักคนหรืออาจจะหลายคนเข้าใจผิดขึ้นมา เรื่องมันจะไม่จบลงอย่างสวยงามแน่นอน

“พวกพี่สาวแค่อยากดื่มน้ำทับทิมน่ะค่ะ” อัยน์นาอธิบายด้วยรอยยิ้มที่แม้จะดูสวย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อยอย่างน่าประหลาด

ท่าทีสุภาพ แววตาสงบเสงี่ยม น้ำเสียงอ่อนน้อม สามอย่างนี้ เป็นคุณสมบัติชั้นดีที่ทำให้ใครต่อใครนึกเอ็นดู...เธอเรียนรู้เรื่องพรรค์นี้มาตั้งแต่เพิ่งจะจำความได้ด้วยซ้ำ

“อันตรายนะคะ” ซามีร่าเองก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกแบบนั้น เจ้าหล่อนยกมือขึ้นเท้าเอว วางท่าเหมือนอยากตบหน้าใครสักคน หรืออาจจะหลายคน

และอัยน์นาก็รู้ดี ว่าผู้โชคร้ายที่ว่านั้นไม่ใช่เธอหรือใครคนใดคนหนึ่งในบริเวณนี้

“เคยได้ยินว่าธิดาคนเล็กของท่านเจ้ากรมการเมืองมักโดนพี่สาวกับ

แม่เลี้ยงรังแก ท่าจะจริง” เจ้าของหุ่นสะท้านใจชายเอ่ยด้วยแววตาวาวโรจน์ “น่าชังนัก พวกช่างริษยาอาฆาต รังแกกระทั่งคนไร้ทางสู้ที่ไม่เคยคิดจะสู้”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ พวกพี่สาวแค่อยากได้น้ำทับทิมคนละแก้วสองแก้ว แต่ที่คฤหาสน์ไม่ได้รับผลไม้ชนิดนี้เอาไว้ พวกพี่สาวอยากดื่มมาก แล้วฉันก็อยู่ตรงนั้นพอดี พวกพี่สาวก็เลยขอให้ช่วยออกมาหาให้เพราะไม่มีใครว่างพอน่ะค่ะ” เธออธิบายน้ำเสียงร้อนรน ดวงตาคู่สวยเริ่มเปล่งประกายมากขึ้นเพราะมีหยาดน้ำสีใสคลอเคล้าอยู่ในนั้น “จริงๆ นะคะ” อัยน์นายืนยันสำทับ น้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้

“โถ แม่คุณ...” หญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านขายผลไม้ในบริเวณนั้นรำพึงออกมาเป็นคนแรก

หลังจากที่ทุกคนยืนนิ่งเงียบกันอยู่พักใหญ่ เจ้าของร้านผลไม้รีบหยิบทับทิมใส่ตะกร้าหวายแล้วแทรกตัวผ่านฝูงชนเข้ามายื่นตะกร้าให้เธอ ดวงตาฉายแววปรานี “คุณหนู นี่ค่ะทับทิม เอาไปเถอะนะคะ ท่านเจ้ากรมคุณพ่อของคุณหนูเคยช่วยเหลือพวกเรามามาก แค่ทับทิมแค่นี้ เรื่องเล็กน้อย”

“แต่ว่า...” เธอค้านเสียงสั่นเครือ

“นะคะ รับไปเถอะ แล้วก็รีบๆ กลับคฤหาสน์เถอะค่ะ เดี๋ยวจะโดนดุเอาอีก ได้ยินว่าคราวก่อนตอนโดนใช้ให้ออกมาซื้อกำยานก็โดนหาเรื่องทุบตี...”

คราวนี้คุณหนูอัยน์นาถึงกับบ่อน้ำตาแตก ได้แต่ก้มหน้านิ่ง เหมือนพยายามสั่งให้น้ำตาที่ร่วงลงมาเหมือนเม็ดแก้วหยุดไหลโดยเร็ว

“ผมมีรถม้าครับ ผมจะไปส่ง” หนึ่งในกลุ่มชายหนุ่มเจ็ดคน คนที่เธอจำได้ว่าเป็นลูกขุนนางมียศไม่เบา รีบขันอาสา

แต่เธอส่ายหน้า ปฏิเสธ

“ไม่เหมาะหรอกค่ะ คุณแม่...เอ่อ ท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองท่านไม่ชอบค่ะ คฤหาสน์อยู่ไม่ไกล ฉันเคยเดินไปกลับมาแล้ว ไม่ลำบากหรอกค่ะ”

“ไม่ลำบากที่ไหนกัน ได้ยินว่าคุณหนูสุขภาพไม่แข็งแรงด้วยนี่ครับ ดูสิ ผอมจนแทบจะไม่มีเอว....” บุตรชายขุนนางรีบชะงักปาก เมื่อนึกได้ว่าเผลอเผยเรื่องที่แอบจ้องมองรูปร่าง ‘คุณหนูอัยน์นา’ อย่างใส่ใจเกินงาม

ทั้งอย่างนั้น พวงแก้มคนที่แน่ชัดว่าโดนลอบสังเกตเรือนร่างก็ยังขึ้นสีแดงระเรื่อ ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสา น่ารักใคร่

เธอช้อนดวงตาเศร้าสร้อยขึ้นสบตาบุตรชายขุนนางใหญ่ด้วยแววตาตำหนิระคนอับอาย ทำเอาอีกฝ่ายเผลอขยับริมฝีปากคล้ายจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ได้แต่จ้องมองมาด้วยแววตาที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี

แววตาของผู้ชายที่อยากดึงหญิงสาวเข้าหาอ้อมกอด...

“ถ้ากังวลว่าท่านผู้หญิงจะไม่ชอบใจก็ให้เรียกรถม้ารับจ้างเถอะนะคะ” เจ้าของร้านขายผลไม้เสนอ “ถ้าทำอย่างนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรแล้ว ดิฉันมีลูกสาวสองคน ทั้งคู่อายุน้อยกว่าคุณหนูนิดหน่อย จะให้เธอนั่งไปส่ง ทำแบบนี้ท่านผู้หญิงจะได้หาช่องรังแกไม่ได้”

“ท่านผู้หญิงคอยใส่ใจเพราะหวังดีค่ะ” เธอบอก ทั้งๆ ที่น้ำตาไหลไม่หยุด

ดูเผินๆ เหมือนช่วยแก้ต่าง แต่การกระทำนั้นกลับยิ่งขับให้ผู้คนในบริเวณนั้นยิ่งเกลียดชังแม่เลี้ยงกับพี่สาวทั้งสองของเธอ เท่าๆ กับที่สงสารเธอกว่าใคร

ท่ามกลางกระแสความเห็นใจ อัยน์นาเหลียวมองไปทางชายต้นเหตุที่ทำให้ ‘คุณหนูอัยน์นา’ ต้องเผยตัวตนเล็กน้อย ชายแปลกหน้านั่นไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว แต่สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดที่บ่มเพาะมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ ก็ทำให้อัยน์นาอดรู้สึกไม่ได้ ว่าสักวันหนึ่ง คนคนนี้จะกลับมาสร้างความวุ่นวายให้เธอ

เธอกับเขาจะต้องได้พบกันอีกแน่นอน...

จนถึงตอนนั้น เธอจะรับมือสถานการณ์นั้นไหวรึเปล่า ‘คุณหนูอัยน์นา’

ไหวสิ เธอตอบตัวเองทันที เธอทำได้ทุกอย่าง...ถ้าอยากจะทำ

อัยน์นาได้แต่นึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ วูบหนึ่ง แววตาซื่อใสฉายแววท้าทาย ขับให้ใบหน้ารูปหัวใจสวยน่ารักเหมือนตุ๊กตาแกะสลักล้ำค่า ดูเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป