บทที่ 4 ธุรกิจ
“ผมดำเหมือนพวกทาสซาเมียร์ ไว้ผมยาวแถมยังหน้าตาผิวพรรณดีเหมือนกวีราชสำนัก แต่สำนวนการพูดการจาดันเหมือนชนชั้นล่างอย่างพวกข้ามากกว่าพวกชนชั้นมีอันจะกิน แถมรูปร่างยังสูง ดูแข็งแรง แต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนพวกนักแสวงโชค” ใครอีกคนในคนกลุ่มนั้นออกปากวิจารณ์ซึ่งๆ หน้า “เจ้าเป็นใครมาจากไหนกันแน่วะ? มีเงินถุงเงินถังนักรึไง? ”
เขาไม่ตอบ หากแต่กวาดสายตามองชายเหล่านั้นเรียงตัวอีกหน คราวนี้เขาทำอย่างเชื่องช้า จงใจให้อีกฝ่ายรู้ตัว ก่อเกิดคลื่นความตึงเครียดบางอย่าง กดดันให้อีกฝ่ายต้องลดมือลงโดยอัตโนมัติ
ไซรัสรู้จักมนุษย์จำพวกนี้ดี พวกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเผชิญโลกมามากย่อมรู้จักประเมินว่าควรหรือไม่ควรทำอะไรโดยสัญชาตญาณ...ปราชญ์บางกลุ่มเรียกสิ่งนี้ว่า ‘สัญชาตญาณในการเอาตัวรอด’ ที่พบได้ในสิ่งมีชีวิต
ทุกชนิด
“เป็นอันว่าเราจะเจรจากันก่อน” เขาสรุปจากรูปการณ์ด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนรูปปั้น “ฟังข้อเสนอข้าให้ดี บางทีนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเจ้า”
ชายเหล่านั้นมองมาที่เขาเหมือนอยากถาม แต่ไม่มีใครขยับริมฝีปากพูดอะไรออกมาเลยสักคำ
“ข้ากำลังจะเริ่มธุรกิจ เป็นธุรกิจที่ยังขาดคนกล้าที่แข็งแรงพอ” เขาเลือกละคำว่า ‘และยังพอจะรู้จักเชื่อฟังคำสั่ง’ เอาไว้ แล้วหยุดสายตาลงที่ชายผิวดำร่างสูงใหญ่ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม “พวกเจ้าคงไม่ชอบชีวิตตอนนี้นักใช่ไหม”
“ธุรกิจรึ?” ใครคนหนึ่งในกลุ่มนั้นขยับริมฝีปากถาม น้ำเสียงงุนงง
แต่ชายหัวหน้ากลุ่มกลับเอ่ยแทรกเสียงขรึม
“เราจะได้อะไรตอบแทน” ดูเหมือนชายผิวสีจะไม่สนใจรายละเอียดธุรกิจเลยด้วยซ้ำ
“เงินทอง และเส้นสาย” ไซรัสบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าได้รับโอกาส พวกเจ้าจะเป็นได้มากกว่าอัธพาลหรือหัวขโมย”
ประโยคหลังจากริมฝีปากคนอยากเริ่มธุรกิจ ทำเอาหัวหน้ากลุ่มร่าง-ใหญ่นิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ “ล้อเล่นรึ? พวกชนชั้นสูงในเมืองนี้เห็นพวกกำพร้าอย่างพวกข้าเป็นขยะ พวกพ่อค้า พวกชนชั้นกลาง เรียกพวกข้าว่าหัวขโมยตั้งแต่เริ่มจำความได้ แต่เจ้าดันบอกว่าพวกข้าจะเป็นอย่างอื่นได้” ชายร่างใหญ่พยายามแค่นหัวเราะตอนเอ่ยเหมือนจงใจเย้ยหยัน แต่การกระทำนั้นกลับยิ่งเผยให้เห็นความคับข้องใจในชะตาชีวิต “ถ้าจะพูดเพื่อช่วยไอ้เด็กนั่นก็หยุดซะ แค่ชดใช้ห้าพันเหรียญนั่นมา แล้วชีวิตมันจะเป็นของเจ้า”
ไซรัสหลับตาลงเมื่อรู้ความประสงค์อีกฝ่าย
“นั่นรึ สิ่งที่พวกเจ้าต้องการ” เขาถามให้คิดมากกว่าจะต้องการคำตอบ “เงินห้าพันเหรียญนั่นอาจช่วยให้พวกเจ้ามีบางสิ่งสมปรารถนา แต่มันจะคงอยู่นานสักเท่าไหร่” นักเจรจาลืมตาขึ้น จ้องลึกลงในตาคู่สนทนา “เงินตราอาจช่วยให้พวกเจ้าซื้อหาบางสิ่ง แต่เงินตราเพียงเท่านั้น ไม่อาจเปลี่ยนสายตาที่คนอื่นมองพวกเจ้า”
“อยากจะพูดอะไร” แม้น้ำเสียงที่ชายหัวหน้ากลุ่มใช้ถามยังคงฟังดูแข็งกระด้าง แต่มันก็เป็นน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นมิตรที่สุด เท่าที่เคยหลุดออกมาจากปากชายคนนี้
คราวนี้ ไซรัสตอบคำถามนั้นเพียงสั้นๆ
“ทุกคนเป็นทุกอย่างที่เขาอยากเป็นได้เสมอ”
บังเกิดความเงียบอีกชั่วอึดใจ ก่อนจะเกิดเสียงหัวเราะขมขื่นคล้ายคนสมเพชชีวิตตัวเองมากกว่าสุขสันต์จากชายผิวสี
“พวกข้าไม่เคยร่ำเรียน เข้าใจคำพูดอย่างพวกนักปรัชญาได้ไม่ดีนักหรอก แต่ก็พอเข้าใจ ว่าเจ้าอยากจะบอกอะไร” หัวหน้ากลุ่มร่างใหญ่เหลียวสบตาคนในกลุ่มด้วยแววตาคล้ายมีประกายแสงไฟบางอย่าง
บางทีนั่นอาจเป็นแสงไฟแห่งความหวัง หรือไม่ก็ความเชื่อมั่น ที่ไม่เคยมีใครมอบให้พวกเขามาก่อน
“ข้าสนใจแค่ผลลัพธ์เท่านั้น เจ้าให้พวกข้าได้จริงรึ เงินทอง เส้นสาย”
“นั่นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าต้องพิสูจน์” นักเจรจาตอบง่ายๆ “ถึงพวกเจ้าจะซ้อมเด็กนี่ให้ตาย หรือต่อสู้ทำร้ายเรียกร้องอะไรจากข้าตอนนี้ ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี”
“งั้นรึ...” กลุ่มชายฉกรรจ์สบตากันและกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุด คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มก็หันกลับมาบอกเขาด้วยท่าทีของอันธพาลที่ยังไม่สิ้นพยศเสียทีเดียว “เด็กนั่นชื่อโทมัส ขามันไม่หักหรอก ดามไม้สักพักก็หายดี” ชายคนเดิมระบายลมหายใจอย่างยากลำบากก่อนเอ่ยต่อไป บางทีสิ่งที่ขับไล่ออกจากร่างอาจมีกลุ่มก้อนความอวดดื้อถือดีปะปนอยู่ในนั้น “ส่วนไอ้อ้วนที่ยืนอยู่ตรงนี้ชื่อจอห์น” เขาใช้สายตาชี้ไปยังชายผมน้ำตาลอ่อนรูปร่างท้วมใหญ่ที่สุดในกลุ่มเมื่อเอ่ยประโยคเหล่านั้น “ส่วนนี่ ลูคัส” คราวนี้เขาใช้สายตาชี้ไปยังชายผมน้ำตาลตัดสั้น รูปร่างสูงโปร่งที่สุดในกลุ่ม แล้วชายคนนั้นก็ค้อมหัวให้ไซรัสเล็กน้อย เหมือนตั้งใจจะทักทาย “ด้านซ้ายข้าชื่อทอม คนข้างขวานี่ชื่อ
ราจีฟ” เขาหมายถึงชายหน้าหวานผมสีน้ำตาลเข้มหยิกติดหนังหัวประเมินแล้วน่าจะอายุน้อยที่สุดในกลุ่มคนทั้งห้า กับชายผิวคล้ำแดดหัวโล้นเลี่ยน ที่รูปร่างสูงใหญ่พอๆ กับตัวคนแนะนำ ทอมกับราจีฟเองก็ค้อมหัวให้ไซรัสเช่นกัน แม้จะยังดูเก้ๆ กังๆ อยู่บ้าง แต่ก็พอมองเห็นสัดส่วนของความตั้งอกตั้งใจและความจริงใจผสมอยู่อย่างละครึ่ง “ส่วนข้า” หัวหน้ากลุ่มค้อมหัวให้ไซรัสก่อนจะเอ่ยต่อไป “ข้าชื่ออารี ข้ากับพี่น้องไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว พวกข้าจะลองเชื่อและติดตามท่านดู”
ไซรัสมองตาคนทั้งห้าอย่างอ่านใจ ครู่หนึ่ง คนเพิ่งได้ผู้ติดตามก็ดึงให้โทมัสลุกขึ้นยืน แล้วพาเด็กหนุ่มเดินตรงไปรวมกลุ่มกับคนทั้งห้า
แม้จะมีท่าทีหวาดๆ อยู่บ้าง แต่โทมัสก็ยอมก้าวขาเดินตามแต่โดยดี
“พร้อมเริ่มงานทันทีใช่ไหม?” เขาถาม
และอีกฝ่ายก็พยักหน้าแทนการตอบ
“เราจะเริ่มงานกันพรุ่งนี้” ไซรัสประกาศกร้าว “ภายในเวลาสามเดือนเราจะมีทั้งเงินและเส้นสาย จนถึงตอนนั้น ถ้าพวกเจ้าคนไหนอยากแยกตัวไปค้าขายอะไร ข้าก็จะสนับสนุนพวกเจ้าอย่างเต็มที่”
“แค่สามเดือนเท่านั้นรึ?” จารีฟถามเสียงขุ่นสีหน้าไม่เชื่อถือ แต่คนกำลังจะเริ่มธุรกิจก็กล้ายืนยัน
“ใช่ อีกแค่สามเดือนเท่านั้น...” เขาเว้นวรรคนิดหน่อยก่อนเอ่ยประโยคถัดไป “อีกแค่สามเดือน อาณาจักรนี้จะรู้จักพ่อค้านักแสวงโชคที่ชื่อไซรัสและคนของเขา จะไม่มีการหันหลังกลับเด็ดขาด”
เขาจะทำสำเร็จ...ไซรัสแน่ใจว่าอย่างนั้น
