บทที่ 6 ใส่สีตีไข่
‘ภาคกลางมีท่านหญิงดอกกุหลาบทะเลทราย...
มารดานางตายจากแต่ยังเยาว์’
“หยุดนะ” เสียงสั่งจากภรรยาเจ้าบ้าน ทำเอานักแสดงทั้งสองหยุดชะงัก
แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะทันทีที่การแสดงหยุดลง ขุนนางสูงวัยก็ออกคำสั่งให้รีบแสดงต่อทันที
“เอาใหม่ ร้องให้จบ” ท่านเจ้ากรมการเมืองสั่งเสียงเข้ม
‘ภาคกลางมีท่านหญิงดอกกุหลาบทะเลทราย
มารดานางชิงตายจากแต่ยังเยาว์
บิดามากภาระฝากแม่เลี้ยงเลี้ยงดูเจ้า
เรื่องน่าเศร้าจึงเกิดขึ้นกับโฉมตรู’
“นี่มันอะไรกันคะ ริชาร์ด คุณเรียกกวีสกปรกนี่มาทำไม?” ท่านผู้หญิงแกรนเทรนท์กำมือแน่น ท่าทางจะโกรธจัด แต่ยังพยายามรักษาสมบัติผู้ดี
“ฟังต่อให้จบ” ขุนนางสูงวัยสั่งเสียงเข้ม สีหน้าเครียด ดูเคร่งขรึม “นิทานเรื่องนี้กำลังเป็นที่นิยมเชียวล่ะ” เขาจ้องลึกลงในแววตาตื่นตระหนกของเธลม่าและลูกสาวคนโตกับคนรอง “รู้ไหม ตอนนี้พวกกวี นักขับลำนำ ตั้งแต่ในรั้วในวังยันย่านร้านค้า เขาพากันแต่งทำนองออกมาขับร้องกันให้วุ่น” ท่านเจ้ากรมการเมืองแค่นหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยต่อไป “แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ยังร้องเพลงนี้ได้ด้วยซ้ำ”
“นิทานเกี่ยวกับอะไรหรือคะ คุณท่าน” อัยน์นาถามหน้าซื่อ เธอใช้ดวงตาใสแจ๋วดั่งทารกจ้องมองตาบิดาสลับกับท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองและพี่สาวต่างมารดาทั้งสอง
แล้วพริสซิลล่าก็สะบัดหน้าปรกปอยผมหยิกหยักศกสีทองส่องประกาย สีเดียวกับมารดาและน้องสาว หันมาแหวใส่เธอเป็นคนแรก
“นิทานโกหกพกลมน่ะสิ ยัยขี้เถ้า!”
พอเห็นพี่สาวเอ็ดขึ้นมา แอนนาเบลก็ทำท่าจะอ้าปากพูดเสริม แต่โดนท่านเจ้ากรมการเมืองขัดขึ้นเสียก่อน
“เงียบ แล้วฟัง”
‘นังขี้เถ้า นังขี้เถ้า นังขี้เถ้า!
นางแม่เลี้ยงย้อมกุหลาบด้วยขี้เถ้า
เช้าใช้งานเย็นโยนเข้าห้องรูหนู
จะเจ็บป่วยอย่างไรไม่ชายตาดู
นางรู้แต่จะรัก แต่ลูกนาง
ท่านหญิงขี้เถ้ามีพี่สาวอยู่สองศรี
มีข้อดีที่งดงามดังเทพสร้าง
แต่จิตใจอัปลักษณ์ทั้งสองนาง
คอยกลั่นแกล้งถากถางกุหลาบงาม’
นักขับลำนำยังคงเล่าเรื่องราวต่อไป แม้ดูเหมือนไม่มีผู้ฟังรายไหนชื่นชอบ
โดยเฉพาะท่านหญิงพริสซิลล่า นางถึงขั้นสบถบ่นอย่างลืมตัวบ่อยครั้ง ทำเอาบิดาต้องเหลียวมองตาเขียวเป็นระยะ
กว่าเรื่องเล่าที่นักขับลำนำของ เจ้ากรมการเมือง พกพามาจะจบลง ภรรยาและลูกสาวคนโตกับคนรองก็แทบจะประคองร่างให้นั่งตัวตรงไม่ไหว
“แม่ขี้เถ้า มาพัดให้ฉัน” คุณผู้หญิงของบ้านเผลอเรียกชื่อเล่นที่นางและลูกๆ ตั้งให้อัยน์นาอย่างลืมตัว พอนึกได้ว่าเผลอพูดอะไรออกไปต่อหน้าสามีและคนนอก ก็รีบแก้ตัวอย่างหัวเสีย “โอ้ย! ตาย! ขอโทษเถอะอัยน์นา ฉันคงไม่สบาย เลยเบลอจนเอาชื่อเรียกในนิทานนั่นมาเรียกเธอ” นางโบกพัดในมือกวาดลมใส่หน้าเสียเอง “ใช่ว่าจะอยากเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายเหมือนในเรื่องเล่าหรอกนะ ฉันรึ ออกจะรักลูกเท่ากัน” นางแก้ตัวเป็นพัลวัน
“ท่านผู้หญิงอยากให้อัยน์นาไปตามท่านหมอไหมคะ” คนเป็นลูกเลี้ยงถามด้วยสีหน้าเป็นห่วงยิ่ง ทำเอานักขับลำนำกับนักดนตรีเผลอยิ้มเศร้า เหมือนเอ็นดูปนสงสาร
“ท่านผู้หญิงไม่เป็นอะไรนักหรอก” ท่านเจ้ากรมการเมืองบอกปัด ความขุ่นข้องหมองใจอัดแน่นในน้ำเสียง
ชายสูงวัยกวาดสายตามองภรรยาและลูกสาวทั้งสามแล้วทอดถอนใจเหนื่อยหน่าย
“ขอบใจที่มาวันนี้” เขาหันไปบอกนักขับลำนำกับสหายนักดนตรี “ข้างนอกมีทหารรออยู่ พวกเขาจะเอารถม้าออกไปส่งให้จนถึงที่พัก”
ขุนนางสูงวัยรอจนคนนอกครอบครัวออกไปจนหมด จึงเริ่มพูดเรื่องน่าหนักใจ
“ท่านผู้หญิง พริสซิลล่า แอนนาเบล ได้ยินนิทานเพลงนั่นชัดแล้วใช่ไหม ฟังเรื่องเล่านั่นแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง”
แอนนาเบลส่ายหน้าสะบัดผมสีทองเหยียดตรงไปมาอย่างไม่ยี่หระ แล้วโพล่งออกมาทันควัน “ก็ไม่รู้สึกยังไงนี่คะ แค่นิทานไร้สาระ”
“ไร้สาระหรือ...” ท่านเจ้ากรมการเมืองเอ่ยอย่างสะกดอารมณ์ “ลูกฟังแล้วไม่รู้สึกคุ้นหูบ้างรึ?”
“คุณพ่ออยากจะพูดอะไรกันแน่” พริสซิลล่าเชิดหน้าใส่บิดา เหมือนท้าทายให้เอ่ยออกมาตรงๆ
“เลิกใจร้ายกับอัยน์นาได้แล้ว”
“ฉันกับลูกไม่เคยใจร้ายกับเด็กนี่” เธลม่าเถียงทันควัน “ไอ้พวกชั้นต่ำมันเล่าลือกันไปเอง ทุเรศนัก เที่ยวหยิบเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปใส่สีตีไข่กันให้วุ่น!”
