บทที่ 11 ภูมิใจในตัวลูกชาย

ปัณวิทย์เดินเข้ามาในบ้านหลังใหญ่ เสียงแม่บ้านคุยกันจ้อกแจ้ก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าในบ้านหลังนี้ก็มีแต่พ่อกับแม่อยู่กันแค่สองคนเท่านั้น แต่ทำไมถึงจ้างแม่บ้านมาเป็นสิบคน เขาหันซ้ายแลขวาไม่เห็นใครก็เอ่ยถามแม่บ้านคนหนึ่งที่หยิบน้ำเย็นๆ มาให้เขา

“คุณพ่อกับคุณแม่ล่ะครับ” ปัณวิทย์เอ่ยถามเสียงนุ่ม แม่บ้านวัยกลางคนรีบละล่ำละลักตอบด้วยความเขินอาย เพราะชายหนุ่มมีใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงใหญ่ที่ดูเซ็กซี่กว่าผู้ชายอื่นๆ ทั่วไป ใบหน้าหล่อนแดงจัดไปจนถึงใบหู อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้อยู่ที่นี่นาน คงทำให้แม่บ้านหลายๆ คนที่เข้ามาใหม่ไม่รู้จักเขาก็เป็นได้

“อยู่ข้างบนค่ะ เดี๋ยวอีชั้นจะไปเรียนให้นะคะ”

พูดจบหล่อนก็รีบเดินขึ้นบันไดไปตามคุณท่านทั้งสองลงมา ปัณวิทย์กวาดสายตามองรอบๆ บ้าน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี บ้านหลังนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน โถงรับแขกขนาดใหญ่ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักทุกชิ้น ของตกแต่งล้วนเป็นทองเหลืองราคาแพงลิบ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาลูกตุ้มเรือนใหญ่ที่ส่งเสียงก้องกังวานยามเข็มยาวชี้เลขสิบสองและเข็มสั้นชี้เลขแปด ใช่... ตอนนี้สองทุ่มแล้ว เขาเดินไปที่โซฟารับแขกตัวนุ่ม ชายหนุ่มเอนกายไปด้านหลัง

เขาหลับตาลงช้าๆ เพื่อผ่อนคลาย วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน ยังต้องมาเจอยัยทอมอวดเก่งอีก คิดแล้วก็ขำ ผู้หญิงอะไร ดูจะเป็นผู้หญิงก็ไม่ใช่ ผู้ชายก็ไม่เชิง ดูเหมือนจะใช้ยาก แต่ถ้ารู้จุดอ่อนล่ะก็... น็อกทีเดียวก็อยู่

ปัณวิทย์นึกถึงสีหน้าท้าทายอย่างเอาเรื่องของอลิน เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กที่ดูเผินๆ เหมือนจะผอมแห้ง แต่เพราะด้วยเสื้อตัวใหญ่ต่างหากที่หลอกตา บางทีเขาอาจจะรู้เหตุผลว่าทำไมเธอถึงชอบใส่เสื้อตัวใหญ่นัก รูปร่างเธอมีสัดส่วนเว้าโค้งชัดเจน ถ้าลองจับมาแต่งตัวเป็นผู้หญิงคงมิวายจะมีคนมาขายขนมจีบจนหัวกะไดบ้านไม่แห้ง ก็ไม่แปลกหรอกที่อลันจะหวงน้องตัวเองเสียขนาดนั้น แต่ก็ตลก... ทั้งที่เป็นพี่น้องอยู่ด้วยกันมาตลอด แต่ทำไมถึงไม่รู้จุดอ่อนของอลิน เธอไม่ชอบให้ใครดูถูก แล้วพอยุ ก็ยุขึ้นเสียด้วย อย่างนี้มันน่าเล่นสนุกน้อยเสียเมื่อไหร่ ถ้าไม่ติดว่าเป็นน้องสาวเพื่อน จะจับมาลงโทษเสียให้หายปากเก่ง

“คิดอะไรอยู่ลูก” กมลาเดินเข้ามาพร้อมกับปวรรัตน์ ปัณวิทย์ดีดกายลุกขึ้นยืนแล้วโน้มตัวไปกอดมารดาด้วยความคิดถึง

“คิดถึงคุณพ่อกับคุณแม่ไงครับ” เขาตอบเอาใจ คุณปวรรัตน์เดินเข้ามาตบบ่าลูกชายอย่างภาคภูมิ

“เป็นยังไง พ่อหนุ่มสุดหล่อ ไปเป็นนายแบบเสียนาน กลับมาคราวนี้มั่นใจแล้วใช่ไหมว่าจะไม่ทิ้งพ่อกับแม่ไปอีก” ปัณวิทย์ยิ้มรับแล้วกอดบิดาแน่น

“มั่นใจสิครับ ผมคิดถึงคุณพ่อคุณแม่จะแย่ อยู่ที่ไหนก็ไม่มีความสุขเท่าอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอนเรา เงินทองเหล่านั้นไม่ได้มีความสำคัญมากกว่าคุณพ่อคุณแม่เลย ผมตัดสินใจแล้วครับว่าจะกลับมาทำงานที่นี่ มาอยู่ที่นี่เพื่อดูแลคุณพ่อกับคุณแม่”

“พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวลูกนะ แล้วเป็นยังไง กลับมาคราวนี้ได้ข่าวว่าจะเปิดธุรกิจหรือ”

“ครับ ผมร่วมหุ้นกับเพื่อนสนิท ทำนิตยสารท่องเที่ยวครับ”

“นิตยสารท่องเที่ยว?” กมลาทวนคำอย่างแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าลูกชายจะหันมาสนใจงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งที่เศรษฐกิจตอนนี้กำลังซบเซา สื่อสิ่งพิมพ์หลายแห่งปิดตัวลงจำนวนมาก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป