บทที่ 11 บทที่ 3 คู่เลสเบี้ยน - 50% -
ยูมิหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าเพื่อน ก่อนยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูอลินดา
"โบราณว่าไว้เกลียดอย่างไหนมักได้อย่างนั้นนะเพื่อนรัก"
ท่าทางกระซิบกระซาบหยอกเย้าของสองสาวที่กำลังเดินเข้ามานั้นได้ตกเป็นเป้าสายตาของหนุ่ม ๆ โต๊ะหนึ่ง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นปกเกล้า นรเชษฐ์และตฤณภพ สองคนหลังนั้นอ้าปากค้างและคิ้วขมวดมุ่น แต่ปกเกล้ากลับมองด้วยวาววาม อีกทั้งมุมปากยังยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย
"ไม่จริงน่า สุดสวยของกูเป็นเลสเบี้ยนหรือวะ" ตฤณภพโอดครวญด้วยความเสียดาย
"เฮ้ย เขาอาจจะแค่สนิทกันเฉย ๆ ก็ได้ ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มักเป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือวะ" นรเชษฐ์แย้งขึ้นพลางมองปกเกล้าที่กำลังจับจ้องสาวสวยคนนั้นไม่วางตา
"สนิทกันเฉย ๆ อะไรของมึง เขาจะจูบกันอยู่แล้วมึงไม่เห็นรึไงไอ้นิค"
ตฤณภพบุ้ยหน้าไปทางสองสาวที่กำลังเดินไปยังโต๊ะของชายหนุ่มกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นเขาจำได้ว่าเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ตนไปกินวันนี้
"หรือไม่ก็อาจจะเป็นแฟนของคนใดคนหนึ่งในกลุ่มนั้น หรือมึงคิดว่าไงไอ้ปก" นรเชษฐ์เห็นปกเกล้านั่งเงียบไม่พูดอะไร สายตาเอาแต่มองไปทางนั้นตลอดเวลาจึงลองถามหยั่งเชิงดู เพราะท่าทางแบบนี้ของปกเกล้า เขาดูก็รู้แล้วว่าเพื่อนตัวดีสนใจหญิงสาวคนนั้นมากแค่ไหน และท่าทางจะไม่ยอมรามือง่าย ๆ เป็นแน่
ปกเกล้ายิ้มพร้อมกับยักไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนพูดว่า
"ก็ไม่ว่าไง แต่กูพูดไว้แล้วว่า...คนนี้กูจอง"
ชายหนุ่มนึกถึงตอนเดินออกจากห้องพักตามหลังหญิงสาวทั้งสองคนนั้น แม้ทั้งคู่จะคุยกระซิบกระซาบกันแต่คนหูดีอย่างเขากลับได้ยินอย่างชัดเจน ซึ่งประโยคหนึ่งจากสาวสวยหน้าหมวยที่สักรูปเกอิชาเต็มแผ่นหลังตอนพูดกับลินดานั้น ก็ทำเอาเขาได้แต่แอบลิงโลดอยู่ในใจ และหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องจีบลินดาติดให้ได้ นั่นก็คือ...
ไม่ลองคบดูบ้างวะไอ้ลิน กูอยากให้มึงมีแฟนแบบคนอื่นเขามั่ง
ชัดเจนเลยว่าลินดายังโสด และไม่ได้เป็นเลสเบี้ยนแต่อย่างใด แม้เธอจะด่าเขาว่าขี้หลีก็ช่าง เขาจะทำให้เธอรู้ว่าผู้ชายขี้หลีอย่างเขานี่หากลงมือหรือตั้งใจจะทำอะไร เขาทำจริงและไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แน่นอน!
ทางด้านกลุ่มคนที่อลินดากับยูมิเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะด้วยนั้นเป็นชายหนุ่มสามคนคือกั๊ต กฤษณะ อู๋ อิทธิพล และเปลว ประวุธ สองคนหลังนั้นเป็นเจ้าของร้านลอยลม ร้านอาหารที่อลินดาแวะไปเมื่อตอนเที่ยง ส่วนกฤษณะเป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งของลอยชายเกสต์เฮ้าส์
อลินดากับยูมินั้นรู้จักและสนิทสนมกันตั้งแต่สมัยเรียนไฮสคูลอยู่สหรัฐอเมริกา ครั้นพอเรียนจบเกรดสิบสอง อลินดาตัดสินใจกลับมาเรียนต่อปริญญาตรีที่เมืองไทยเพราะเป็นห่วงมารดาที่ต้องดูแลธุรกิจสปาเพียงลำพัง ยูมิจึงตามกลับมาด้วยแม้ว่าบิดาชาวญี่ปุ่นจะไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่เพราะยูมิเป็นลูกคนสุดท้อง และยังเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวจากพี่น้องทั้งหมดห้าคน เมื่อยูมิยืนกรานจะกลับมาเรียนเมืองไทย บิดาของหญิงสาวจึงยอมตามใจในที่สุด
ทั้งสองสาวมารู้จักกับเพื่อนชายทั้งสามคนจากเว็บบอร์ดชมรมคนรักบิ๊กไบค์ตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง หลังจากร่วมทริปขึ้นเหนือล่องใต้ด้วยกันหลายครั้งหลายคราจึงเกิดความสนิทสนมแน่นแฟ้นจนกลายเป็นเพื่อนรู้ใจกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
"เฮ้ยไอ้ลิน กูเห็นเฮียไช้ก็มาเที่ยวด้วยนะเว้ย โน่นแน่ะ นั่งอยู่ตรงนั้นที่ใส่กางเกงสีขาวเสื้อสีฟ้าอ่อนน่ะ" กฤษณะบุ้ยหน้าไปทางคนที่ตนพูดถึง อลินดาเพียงมองไปทางนั้นอย่างไม่ใส่ใจก่อนพูดว่า
"เห็นแล้ว ตอนเดินเข้ามาเขาก็มาทักอยู่"
"โคตรเกลียดขี้หน้ามันเลย กูว่ามึงไม่ต้องไปเป็นนักแข่งสังกัดมันหรอก ท่าทางไว้ใจไม่ได้" ยูมิพูดอย่างที่ใจคิด
"กูเห็นด้วยกับยูมิ ไอ้เฮียไช้อะไรนี่ดูไม่ค่อยน่าคบ แต่เรื่องแบบนี้ก็ต้องแล้วแต่มึงตัดสินใจนั่นแหละลิน" ประวุธพูดพลางมองหน้าอลินดานิ่ง จนกระทั่งหญิงสาวมองตอบกลับมาเขาจึงเบนสายตาไปทางอื่น
"มันแย่ขนาดนั้นเลยหรือวะ" กฤษณะหันไปหาประวุธกับอิทธิพลพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม
"มึงไม่ได้อยู่ที่นี่ก็เลยไม่รู้กิตติศัพท์ไอ้เฮียไช้ แต่คนวงในเขารู้กันทั้งนั้นว่ามันเป็นยังไง"
อิทธิพลเป็นฝ่ายตอบ เพราะกฤษณะนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นหุ้นส่วนลอยชายเกสต์เฮ้าส์ และสนิทสนมกันดีกับเจ้าของศูนย์ตกแต่งรถบิ๊กไบค์ที่อลินดาใช้แข่งขันและไปฝากรถไว้ที่นั่น แต่ส่วนใหญ่กฤษณะมักอยู่กรุงเทพฯ มากกว่าเพราะมีธุรกิจของทางบ้านที่ต้องดูแลเช่นเดียวกับอลินดา ดังนั้นอีกฝ่ายจึงไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวบางอย่าง หรือคนบางกลุ่มเท่ากับคนในพื้นที่อย่างตนกับประวุธ
"ยังไงวะ มึงนี่ก็กั๊กอยู่นั่นแหละ แล้วเมื่อกลางวันก็เสือกไม่พูด ดันมาพูดตอนนี้" กฤษณะทำหน้ารำคาญที่เพื่อนไม่ยอมเล่าสักที
"กลางวันลูกค้ากูเยอะ กูกับไอ้เปลวจะเอาเวลาที่ไหนไปนั่งคุยกับพวกมึงนักหนา" อิทธิพลปาน้ำแข็งใส่กฤษณะก่อนหันไปพูดกับอลินดาและยูมิ
"เฮียไช้น่ะเป็นเจ้าพ่อสวิงกิ้งเลยนะเว้ย ชอบจัดปาร์ตี้เซ็กซ์หมู่กับกลุ่มเพื่อน ๆ ส่วนผู้หญิงที่หามาแจมมีทั้งเต็มใจและโดนหลอกมา และที่สำคัญนะ มันยังเป็นนายหน้าจัดหาคู่ซ้อมด้วย" อิทธิพลพูดให้ได้ยินกันแค่ในโต๊ะ
"คู่ซ้อม!" อลินดาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความคาดไม่ถึงเพราะรู้ดีว่าคู่ซ้อมที่เพื่อนพูดมานั้นหมายถึงอะไร
คู่ซ้อม เป็นการหารายได้อีกทางหนึ่งของคนที่ต้องการใช้เงินด่วน แต่บางคนก็ยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักเพราะจัดว่าเป็นอาชีพลับ ๆ ที่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ต้องยอมแลกกับความเจ็บปวดเวลาที่ถูกลูกค้าทุบตี หรือทรมานร่างกายต่าง ๆ นานา และผู้ที่เป็นลูกค้าก็มักเป็นเศรษฐีที่มีงานอดิเรกแบบแปลก ๆ เช่นการทรมานผู้อื่น และส่วนใหญ่มักเป็นชาวต่างชาติกระเป๋าหนัก เพราะการจัดหาคู่ซ้อมแต่ละครั้งคิดราคากันเป็นรายชั่วโมง แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิธีการด้วย ยิ่งอันตรายกับชีวิตก็ยิ่งแพง
"มันปล่อยเงินกู้ไง ลูกหนี้คนไหนไม่มีจ่ายก็ต้องไปเป็นคู่ซ้อมให้คนที่คันไม้คันมืออยากทรมานใครสักคน ไอ้เฮียนี่มันก็จะส่งลูกหนี้คนนั้นไปหาลูกค้าที่อยากได้คู่ซ้อม แล้วบางคนก็โดนทรมานจนเกือบเป็นบ้า" ยูมิพูดถึงตรงนี้ก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างหัวเสีย
"อ้าว มึงก็รู้เหมือนกันหรือวะยูมิ" กฤษณะถามอย่างสนใจ ยูมิพยักหน้าก่อนจะพูดเสียงเบาลงกว่าเดิม
"เพิ่งรู้เหมือนกัน ก็แม่บ้านคนเก่าของกูเคยไปยืมเงินมัน พอไม่มีส่งดอกไอ้เฮียไช้มันก็หลอกว่ามีงานพิเศษให้ทำ แล้วมันก็ให้พี่แม่บ้านไปตามที่อยู่ที่มันบอกไว้ พี่เขาก็นึกว่าไปทำความสะอาดเพราะเห็นว่าเป็นบ้านของฝรั่ง ที่ไหนได้ พอไปถึงก็โดนแส้ฟาดจนเนื้อแตกไปทั้งตัว โดนซ้อมจนยับเยินเลยมึง ครบหนึ่งชั่วโมงแม่งก็โยนเงินให้สามหมื่น แล้วลูกน้องเฮียไช้ก็มารับตัวกลับ แถมยังขู่ไม่ให้แจ้งความด้วย"
"เฮ้ย! โคตรเลวเลยว่ะ ไอ้ลินกูขอโทษ กูไม่รู้ว่ามันจะชาติชั่วได้ขนาดนี้"
กฤษณะหันไปพูดกับอลินดา แต่หญิงสาวเพียงแค่นยิ้มให้อีกฝ่ายพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
"ไม่เป็นไร เพราะต่อให้ไม่มีเรื่องพวกนี้กูก็กะว่าจะปฏิเสธเขาอยู่แล้ว" พูดถึงตรงนี้อลินดาก็ยกน้ำขึ้นจิบกลั้วคอก่อนจะพูดต่อ
"ตอนแรกยอมรับว่าดีใจที่มีคนชวนเข้าสังกัด แต่เมื่อตอนบ่ายที่อยู่ในห้องคนเดียวกูก็มานั่งคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ กูเป็นนักแข่งรถไม่ได้หรอกพวกมึงก็รู้ เพราะการจะเป็นนักแข่งที่มีสังกัดมันต้องทุ่มเทฝึกซ้อมและให้เวลากับเรื่องพวกนี้อย่างเต็มที่ แต่กูทำไม่ได้ไงเพราะกูมีงานที่กรุงเทพฯ และที่สำคัญคือแม่กูจะรู้เรื่องพวกนี้ไม่ได้เด็ดขาด"
ได้ยินอย่างนั้นประวุธก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกด้วยความลืมตัวพร้อมกับยิ้มบาง ๆ ให้อลินดา ก่อนจะหุบยิ้มทันทีเมื่อเห็นสายตาที่มองมาอย่างรู้ทันกึ่งล้อเลียนของอิทธิพล
ประวุธแอบรักเพื่อนสนิทอย่างอลินดา และเขาก็คิดว่าตนปกปิดความรู้สึกนี้ไว้เป็นอย่างดีไม่มีใครรู้ แต่ในที่สุดอิทธิพลก็ยังล่วงรู้ความลับนี้เข้าจนได้ ด้วยความที่เป็นเพื่อนรู้ใจกันมาเนิ่นนาน อิทธิพลจึงช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับต่อไปเพราะต่างคนต่างรู้ดีว่าอลินดาไม่มีวันคิดเกินเลยกับเพื่อนอย่างประวุธแน่นอน
