บทที่ 12 บทที่ 3 คู่เลสเบี้ยน - 75% -

"แล้วเมื่อกี้ตอนเจอกันที่ลานจอดรถนะมึงเอ๊ย พอเห็นหน้าไอ้ลินเท่านั้นแหละ มันรีบวิ่งกระดิกหางพั่บ ๆ เข้ามาหาเลย หน้าแม่งโคตรหื่น ขนาดเมียขี้หึงสุด ๆ นะนั่น" ยูมิเบะปากอย่างรังเกียจ

"ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี ถ้ามึงปฏิเสธมัน ร้อยทั้งร้อยกูว่ามันไม่พอใจแน่นอน และถ้ามันหมายหัวมึงเมื่อไร มันลงมือไม่สนวิธีจริง ๆ ไอ้ห่านั่นน่ะ"

ประวุธเตือนด้วยความเป็นห่วงเพราะรู้ดีว่าเฮียไช้มีอิทธิพลในละแวกนี้มากแค่ไหน กระทั่งตำรวจยังเกรงใจ ฉะนั้นหากมีเรื่องกันขึ้นมาจริง แน่นอนว่าฝ่ายที่ต้องเสียเปรียบก็คืออลินดา

คนที่อาจถูกหมายหัวได้แต่ถอนหายใจ รู้สึกไม่สบอารมณ์จนพานหมดสนุก ได้แต่นั่งมองไปเรื่อยเปื่อยโดยมียูมิเต้นไปตามจังหวะเพลงอยู่ข้างตัว ส่วนเพื่อนชายทั้งสามคนก็นั่งคุยสัพเพเหระซึ่งอลินดาก็เอ่ยปากแจมบ้างในบางเรื่อง

อลินดาเห็นแก้วของตัวเองเหลือแต่น้ำแข็งแล้วจึงคิดจะชงเครื่องดื่มให้ตัวเองอีกครั้ง แต่จู่ ๆ ประวุธก็แย่งแก้วของหญิงสาวไปถือไว้พร้อมกับปรามเสียงต่ำ

"พอแล้ว เดี๋ยวก็เมาหรอก ต้องขับรถด้วยไม่ใช่หรือ"

"ตั้งแต่มานั่งเนี่ยเพิ่งจะเติมไปแก้วที่สองเองนะเปลว"

อลินดาพูดกลั้วหัวเราะเพราะรู้ตัวเองดีว่าแอลกอฮอล์แค่นี้ไม่ทำให้ตนเมาได้ อีกทั้งเธอก็ระมัดระวังตัวในเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี ยิ่งมียูมิที่ตนต้องดูแลและพากลับไปด้วย เธอก็แทบจะไม่แตะเครื่องดื่มมึนเมา

"จะกี่แก้วก็ช่าง ปลอดภัยไว้ก่อนน่ะดีที่สุด เอาโค้กไปแทนละกัน"

ไม่พูดเปล่า แต่ประวุธยังเทน้ำอัดลมใส่แก้วให้อลินดาด้วยตัวเองแล้วเลื่อนแก้วไปวางตรงหน้าหญิงสาว

อลินดายิ้มอ่อนให้อีกฝ่ายพลางพูดว่า "เออ ขอบใจ"

หญิงสาวยังไม่ทันยกแก้วขึ้นดื่ม จู่ ๆ พนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งก็เดินมาที่โต๊ะแล้ววางแก้วค็อกเทลสีฟ้าไว้ตรงหน้าอลินดากับยูมิ ครั้นพอสองสาวเห็นดังนั้นก็ปฏิเสธออกไปทันที

"น้องคะ พี่ไม่ได้สั่งค่ะ เสิร์ฟผิดโต๊ะแล้ว" ยูมิทำท่าปัดมือออกไปจากตัวเป็นเชิงให้พนักงานคนนั้นหยิบแก้วออกไป แต่พนักงานเสิร์ฟกลับบอกว่า

"ไม่ผิดหรอกครับ คือว่าลูกค้าโต๊ะนั้นสั่งให้พี่ทั้งสองคนครับ"

พนักงานหนุ่มชี้ไปทางโต๊ะที่อยู่ในโซนวีไอพี ทุกคนมองตามมือของเขาไปจึงเห็นว่าคน ๆ นั้นก็คือเฮียไช้ และอีกฝ่ายกำลังยิ้มกว้างจนตาหยีพร้อมกับยกแก้วชูขึ้นสูง

อลินดากับยูมิหันไปสบตากัน ไม่ต้องพูดออกมาก็รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร แต่เพราะเจอะเจอคนมาหลายรูปแบบ สองสาวจึงรู้จักความหนักเบาของสถานการณ์ตอนนี้ ดังนั้นทั้งคู่จึงหยิบแก้วค็อกเทลขึ้นมาแล้วชูตอบกลับไปให้เฮียไช้พร้อมกับยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะยกขึ้นจิบตามมารยาท

กฤษณะกับอิทธิพลเห็นดังนั้นจึงเลื่อนแก้วของตนไปให้เพื่อนสาวทั้งสองคนอย่างรู้งาน ขณะที่ประวุธทำทีเป็นลุกขึ้นเดินอ้อมมาชงเครื่องดื่มให้ตัวเองแต่ความจริงแล้วจงใจเอาตัวบังหญิงสาวทั้งสองคนไว้ไม่ให้เฮียไช้เห็นว่าอลินดากับยูมิลอบคายเครื่องดื่มใส่ลงในแก้วของกฤษณะและอิทธิพล

สองหนุ่มเทเครื่องดื่มที่เพื่อนสาวคายทิ้งลงไปในถังน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วประวุธจึงเดินกลับไปนั่งที่เดิมของตนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น อิทธิพลจึงพูดขึ้นเบา ๆ

"กูว่าอยู่นานไม่ได้แล้วว่ะ เดี๋ยวสักพักก็รีบกลับกันดีกว่า"

ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเพราะเริ่มรู้สึกไม่สนุกแล้ว สำหรับพวกตนนั้นนับว่ายังใหม่กับที่นี่ อิทธิพลกับประวุธย้ายจากกรุงเทพฯ มาตั้งรกรากทำร้านอาหารอยู่ที่บุรีรัมย์ ส่วนอลินดากับยูมิและกฤษณะก็เพิ่งเปิดตัวเกสต์เฮ้าส์ได้ไม่นานจึงเข้าใจดีว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าอยู่เป็น ดังนั้นจึงไม่อยากมีปัญหากับผู้มีอิทธิพลที่นี่

เหตุการณ์ทั้งหมดของกลุ่มอลินดานั้นอยู่ในสายตาของปกเกล้าตลอด ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเพียงเล็กน้อยเมื่อเห็นการกระทำที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยของคนทั้งห้า เขาจึงรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวที่เขาหมายตากับเพื่อนชายหญิงในโต๊ะนั้นไม่ได้คบหากันเพียงผิวเผิน แต่นับเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันเป็นอย่างมากซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่ไม่ดีคือดูเหมือนผู้หญิงของเขาจะมีคนอื่นหมายตาเช่นเดียวกัน และคน ๆ นั้นก็จัดเป็นบุคคลอันตรายที่ไม่ควรเข้าใกล้เป็นอย่างยิ่ง

...เฮียไช้...

เฮียไช้เดินออกจากห้องน้ำแล้วหันมองซ้ายขวาเพื่อหาดูว่ามีใครพอที่จะใช้งานได้บ้าง เมื่อเจอบอดี้การ์ดของสถานบันเทิงเขากวักมือเรียก

"เฮ้ย! มึงมานี่สิ" คนถูกเรียกเดินเข้ามาหา เฮียไช้จึงดึงอีกฝ่ายไปยืนตรงทางเข้าผับแล้วยื่นหน้าเข้าไปพูดใกล้ ๆ

"มึงเห็นผู้หญิงโต๊ะนั้นไหม ที่นั่งกันอยู่สองคนกับผู้ชายอีกสามคนน่ะ"

"ครับเฮีย เห็นครับ" อีกฝ่ายมองตามมือที่ชี้ไป เฮียไช้จึงพูดต่อ

"เดี๋ยวมึงจับตาดูไว้นะ ถ้าพวกมันกลับกันเมื่อไรก็ขับรถตามไปหน่อย กูอยากรู้ว่ามันพักกันที่ไหน ตามเฉพาะผู้หญิงนะมึง อย่าเสือกทะลึ่งตามผู้ชายล่ะ รู้แล้วก็โทร. บอกกูด้วย" พูดจบก็ควักธนบัตรใบสีเทาออกมายื่นให้สองใบ

การ์ดของผับคนนั้นยกมือไหว้ขอบคุณพร้อมกับยิ้มกว้างก่อนจะรับเงินมา

"ได้เลยครับเฮีย"

เฮียไช้พยักหน้าให้หนึ่งครั้งแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ การ์ดของผับก็กลับไปยืนที่เดิม คล้อยหลังคนทั้งสองก็ปรากฏร่างสูงใหญ่ของปกเกล้ายืนเอามือกอดอกพิงผนังทางเดินที่เฮียไช้ยืนอยู่เมื่อครู่ เขาส่ายหน้าช้า ๆ อย่างระอา

"สันดานไม่เปลี่ยนเลยนะมึง"

ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปที่โต๊ะของตนบ้าง หากแต่สายตาของเขาเอาแต่คอยจับจ้องไปทางโต๊ะที่อลินดากับเพื่อนนั่งอยู่โดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ากำลังถูกจับตามอง ครั้นพอเห็นว่ากลุ่มของหญิงสาวลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากผับพร้อมกัน เขาจึงลุกขึ้นบ้าง

"กูไปก่อนนะ เดี๋ยวโทร. หา"

เขาพูดแค่นั้น ไม่ได้อธิบายให้เพื่อนทั้งสองคนฟังว่าตนจะไปทำอะไรเพราะหากเล่าไปคงมีเรื่องคุยกันยาว ทว่าตอนนี้เรื่องสำคัญสำหรับเขาก็คือหาทางขัดขวางคนของเฮียไช้ไม่ให้ไปวุ่นวายกับอลินดา

เมื่อเดินมาถึงลานจอดรถ ปกเกล้าก็เข้าไปนั่งในรถของตัวเองแล้วคอยมองหาบอดี้การ์ดของผับคนนั้น ระหว่างที่นั่งรอ เขาเห็นรถดูคาติสีดำของอลินดาขับออกไปจากลานจอดรถ และหลังจากนั้นก็มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งขับตามไป ปกเกล้าจำชุดที่อีกฝ่ายใส่ได้เพราะเป็นยูนิฟอร์มของการ์ดประจำผับ ดังนั้นชายหนุ่มจึงเคลื่อนรถออกจากบริเวณนั้นทันที

เขาขับตามมอเตอร์ไซค์คันนั้นไปโดยทิ้งระยะห่างพอประมาณ ครั้นพอผ่านมาได้ครึ่งทางแล้วปกเกล้าจึงเหยียบคันเร่งให้เข้าไปใกล้รถคันนั้นมากยิ่งขึ้นจนกระทั่งแซงหน้าอีกฝ่ายแล้วผ่อนความเร็วลง และเป็นไปตามคาดเมื่อรถมอเตอร์ไซค์คันที่ตามหลังขับแซงขวาขึ้นมา ชายหนุ่มจึงตัดสินใจหักพวงมาลัยแฉลบไปทางขวาอย่างรวดเร็ว

รถมอเตอร์ไซค์คันดังกล่าวเสียหลักล้มมาทางรถของปกเกล้าจนคนขี่ไถลไปบนพื้นถนนพร้อมกับตัวรถ ปกเกล้าเหยียบเบรกทันทีเช่นกันเพราะเกรงว่าจะทับคนเจ็บเข้า จากนั้นเขาก็เปิดประตูรถลงไปแล้วชิงเล่นงานอีกฝ่ายก่อน เพราะหากเขาทำตัวเป็นคนดีด้วยการเข้าไปถามอาการอย่างเกรงอกเกรงใจ คนที่ถูกเล่นงานและรีดไถก็จะเป็นเขาเอง

"เฮ้ย! มึงขับรถยังไงวะ รถกูบุบเลยเนี่ยเห็นไหม"

ปกเกล้าชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างเดือดดาลพลางทำทีเป็นเดินไปลูบกระโปรงรถเฟอร์รารี่ของตน

ผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ปกเกล้ามองประเมินแล้วคิดว่าไม่มีอาการบาดเจ็บอะไรร้ายแรงนักจึงแค่นยิ้มมุมปากเล็กน้อย สมองคิดหาทางถ่วงเวลาไว้เพื่อไม่ให้คน ๆ นี้ไล่ตามอลินดาได้ทัน

"พี่มาขับเบียดผมก่อนนะ ผมวิ่งมาของผมดี ๆ" คนขี่มอเตอร์ไซค์เถียงกลับ

"กูไปเบียดมึงตอนไหน กูวิ่งเลนขวาอยู่ดี ๆ มึงก็มาแซงขวาจนล้มไปเอง คนผิดคือมึงนะไอ้น้อง หรือต้องให้เรียกตำรวจมาเคลียร์ เอ๊ะเดี๋ยว มึงเป็นการ์ดของยูสปีดใช่ไหมเนี่ย กูจำหน้ามึงได้"

ปกเกล้าพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับฟังดูน่าเกรงขาม แม้การแต่งตัวของเขาจะมีแค่เสื้อเชิ้ตกางเกงยีน แต่บุคลิกท่าทางกลับดูร้ายกาจ และไม่ใช่คนที่จะมีเรื่องด้วยได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป