บทที่ 13 บทที่ 3 คู่เลสเบี้ยน - 100% -

แน่นอนว่าผู้ที่ทำหน้าที่เป็นการ์ดประจำผับก็มองตรงนี้ออกเช่นกัน แม้จะคับแค้นจนอกแทบระเบิดเพราะเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจแถมรถยังล้มอีก แต่เขาก็รู้ดีว่าตนไม่สามารถหาเรื่องอีกฝ่ายได้เพราะหากเจ้าของรถเฟอร์รารี่เรียกเงินค่าซ่อมรถขึ้นมาแล้วเขาจะมีปัญญาหาเงินจากไหนไปจ่ายกันเล่า ดีไม่ดีอาจต้องตกงาน ดังนั้นเขาจึงได้แต่เงียบ

ปกเกล้าเห็นคู่กรณีไม่พูดไม่จาอะไร ทว่ามองจากสายตาก็รู้แล้วว่าโกรธจนแทบคลั่งแต่ทำอะไรเขาไม่ได้เพราะเขารู้สถานที่ทำงานของอีกฝ่ายจึงตั้งใจยกมาขู่ แต่เขาเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบต้อนเหยื่อจนไร้ทางออก เมื่อเห็นว่าจัดการข่มคนตรงหน้าได้แล้วเขาจึงเป็นฝ่ายถอยออกมาก่อน

"นี่กูเห็นว่ามึงก็เจ็บตัวนะถึงได้ไม่คิดเอาเรื่อง คราวหน้าถ้ากูเจอแบบนี้อีกนะ..."

ปกเกล้าไม่พูดต่อ แต่ชี้ไปที่อีกฝ่ายด้วยสายตากดดันและข่มขู่ ก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็วจนเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม ครั้นพอใกล้ถึงที่พักชายหนุ่มจึงลดความเร็วลงก่อนเลี้ยวเข้าไปจอดในลอยชายเกสต์เฮ้าส์ หลังจากดับเครื่องแล้วจึงลงมายืนข้างรถ เห็นดูคาติสีดำจอดอยู่ที่เดิมที่เคยจอดก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้

บัญชีนี้เขาจะทดไว้ในใจ ถึงเวลาเอาคืนเมื่อไร เขาจะให้เธอตอบแทนความช่วยเหลือครั้งนี้อย่างสมน้ำสมเนื้อเลยทีเดียว!

วันต่อมา อลินดากับยูมิไปหาเฮียไช้ตามนัด แต่ก่อนไปหญิงสาวโทรศัพท์ไปขอเลื่อนเวลานัดให้เร็วขึ้นเป็นช่วงบ่ายโดยอ้างว่าตนมีธุระด่วนที่ต้องกลับไปจัดการที่กรุงเทพฯ คราแรกเฮียไช้ยังยืนกรานเวลาเดิมคือช่วงหัวค่ำ แต่เธอก็ปฏิเสธโดยทันทีเช่นกันและตัดสินใจบอกไปว่าจะไม่เป็นนักแข่งในสังกัดของเขา ซึ่งพอเฮียไช้ได้ยินอย่างนั้นจึงต้องยอมเปลี่ยนเวลานัดตามที่อลินดาต้องการ

เมื่อทั้งสองคนไปถึงศูนย์จำหน่ายรถของเฮียไช้ พนักงานก็พาหญิงสาวเข้าไปด้านในซึ่งเป็นส่วนของออฟฟิศ อลินดาเห็นว่าด้านหลังนั้นเป็นอู่ตกแต่งรถสำหรับแข่งจึงอดไม่ได้ที่จะมองทางไปนั้นด้วยความสนใจ บรรดาช่างเทคนิคที่กำลังง่วนอยู่กับรถเหล่านั้นเมื่อเห็นว่ามีสาวสวยเข้ามาสองคนจึงพากันหันมามองเป็นตาเดียว อลินดาจึงรีบเบนสายตาไปทางอื่น ไม่มองไปตรงนั้นอีก

พนักงานเปิดประตูห้องประชุมขนาดเล็กให้อลินดากับยูมิเข้าไปนั่งรอก่อน จากนั้นก็ปิดประตูให้ตามเดิม เมื่อเห็นว่าได้อยู่กันตามลำพังแล้วยูมิจึงพูดขึ้นเบา ๆ

"อยากรู้จริงว่ามันจะโน้มน้าวมึงยังไง"

อลินดาแค่นยิ้มมุมปาก ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเฮียไช้จะต้องหว่านล้อมสารพัดให้เธอยอมเซ็นสัญญาตกลงเป็นนักแข่งในสังกัดของเขาแน่นอน ทั้งที่เธอไม่ใช่คนมีฝีมืออะไร การแข่งรถก็แค่งานอดิเรกที่ชื่นชอบ และเป็นความใฝ่ฝันหนึ่งของเธอเท่านั้นที่อยากขึ้นไปยืนบนโพเดี้ยมเพื่อรับรางวัลชนะเลิศ แต่เฮียไช้ก็ยังตื๊อ ชัดเจนว่าเจตนาของผู้ชายคนนี้ไม่บริสุทธิ์ตั้งแต่แรก โชคดีที่ได้เห็นตัวตนที่น่ารังเกียจของเขาก่อน มิเช่นนั้นเธอคงตอบตกลงเขาไปด้วยความดีใจโดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีเป็นแน่

ประตูห้องประชุมถูกเปิดออกโดยไม่มีการเคาะบอกสัญญาณจนหญิงสาวทั้งสองคนได้แต่หันไปลอบส่งสายตาให้กันเพราะรู้สึกไม่สบอารมณ์กับความไร้มารยาทของเขา

"ขอโทษทีที่ให้รอนะ โอ้...มากันทั้งสองคนเลย ดี ๆ มาคุยกัน"

เฮียไช้พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางนั่งลงตรงข้ามกับสองสาว แต่สายตาดูจะจับจ้องอยู่ที่อลินดาเป็นพิเศษ

"ตกลงหนูลินจะไม่สนใจจริง ๆ หรือ เฮียว่าน่าเสียดายมากเลยนะถ้าหนูปฏิเสธน่ะ อย่างที่รู้ ๆ กันว่านักแข่งสังกัดเฮียมีฝีมือกันทั้งนั้น และทีมช่างเทคนิคของเราก็มืออาชีพทั้งนั้นเลยด้วย ไม่เชื่อก็ลองเข้าไปดูด้านหลังได้ ตอนพวกหนูเดินเข้ามาก็น่าจะเห็นทีมงานของเราแล้ว เฮียยังเช่าสนามให้เด็กในสังกัดเฮียได้ซ้อมกันอาทิตย์ละสองครั้ง และจัดแข่งอุ่นเครื่องกันเดือนละครั้งเพื่อพัฒนาฝีมือ แข่งชนะตามเป้านี่เงินไหลเข้ากระเป๋าสบาย ๆ แต่ต่อให้แข่งแล้วไม่ได้อันดับหรือรางวัล เราก็ยังมีค่าตอบแทนให้ รถก็มีทีมช่างคอยดูแลให้ตลอด เห็นไหมว่ามีแต่ได้กับได้ เฮียว่าหนูลินน่าจะลองเก็บไปคิดดูให้ดีก่อนนะ"

เฮียไช้พูดยืดยาวโดยไม่เปิดโอกาสให้อลินดาได้พูด ซึ่งหญิงสาวเองก็ไม่คิดจะแย้งในเวลานี้อยู่แล้ว และไม่ผิดไปจากที่คาดเอาไว้เท่าไรนักว่าจะต้องถูกหว่านล้อมด้วยผลประโยชน์ แต่บังเอิญว่าเธอไม่ใช่คนที่เดือดร้อนเรื่องเงินเสียด้วย

"ลินคิดดีแล้วค่ะเฮีย ต้องขอโทษจริง ๆ นะคะ และก็ขอบคุณค่ะที่เฮียให้โอกาส"

"ติดขัดปัญหาอะไรหรือ หนูบอกเฮียได้ไหม" พูดถึงตรงนี้เขาก็มองไปทางยูมิราวกับจะให้อีกฝ่ายช่วยพูด แต่ยูมิทำทีเป็นไม่สนใจ ได้แต่นั่งยิ้มบาง ๆ อยู่ข้างเพื่อน

"ลินมีงานประจำทำที่กรุงเทพฯ ค่ะ ไม่ได้อยู่ที่นี่ นานครั้งถึงจะมาบุรีรัมย์สักทีเพราะเพื่อนลินชวนมา ลินก็เลยมาเยี่ยมเพื่อน วันนั้นที่เฮียเห็นลินแข่งรถก็เพราะลินมีเพื่อนทำศูนย์แต่งรถอยู่ และวันนั้นเขาจัดกรุ๊ปสำหรับสมาชิกศูนย์ที่อยากลงสนามแข่งจริง ทางศูนย์เลยเช่าสนามไว้สำหรับสมาชิกที่ไปลงทะเบียน ลินก็เลยไปลองแข่งดูเท่านั้นค่ะ"

"โธ่! ทำงานประจำมันจะเงินเดือนเท่าไรกันเชียวหนูลิน อยู่กรุงเทพฯ ค่าใช้จ่ายมันเยอะจะตาย สู้มาเป็นเด็กเฮียดีกว่า รับรองว่าแต่ละเดือนได้ไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นแน่นอน และยิ่งถ้าได้ขึ้นโพเดี้ยมนะ เดือนละหกหลักนี่ยังไงก็เห็นแน่ ๆ"

เฮียไช้พูดพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะด้วยสีหน้าจริงจัง ขณะที่ยูมินั้นเกือบหลุดหัวเราะออกมาจึงรีบเม้มปากไว้แน่น อลินดาก็ยิ้มบาง ๆ ไม่มีท่าทางตาโตกับรายได้ที่เขาเอามาล่อ

"ลินก็พอรู้มาบ้างค่ะว่านักแข่งน่ะรายได้ดี แต่อย่างที่บอกค่ะ ลินทิ้งทางกรุงเทพฯ มาไม่ได้จริง ๆ เพราะลินก็มีแม่ที่ต้องดูแล งานประจำก็ทิ้งไม่ได้เพราะทำมานานแล้ว ลินอยู่ที่โน่นก็ไม่ได้ลำบากอะไร บ้านไม่ต้องเช่า เงินเดือนก็เลี้ยงตัวเองเลี้ยงแม่ได้สบาย ๆ หนี้สินก็ไม่มี ลินไม่อยากมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ค่ะ"

ก่อนมาที่นี่เธอตกลงกับยูมิไว้แล้วว่าจะไม่เปิดเผยเรื่องที่ตนเป็นเจ้าของลอยชายเกสต์เฮ้าส์ และทำธุรกิจอะไรอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะหากคนอย่างเฮียไช้รู้ รับรองว่าเขาจะต้องตามไปวอแวแน่ถ้ามีโอกาส

เฮียไช้ทำหน้าเสียดาย เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางพยักหน้าขึ้นลงเป็นเชิงเข้าใจแล้วพูดว่า

"ในเมื่อตัดสินใจดีแล้วเฮียก็คงไม่เซ้าซี้อะไรอีก เอาเป็นว่าถ้าหนูเปลี่ยนใจเมื่อไรก็โทร. หาเฮียได้ทันที เฮียยินดีต้อนรับหนูเสมอ อ้อ! จริงสิ วันนี้ตอนบ่ายสี่ที่สนามจะมีการแข่งคัดเลือกห้าอันดับแรกของเด็กในสังกัดเฮีย พวกหนูสองคนลองเข้าไปดูก็ได้"

ได้ยินอย่างนั้นอลินดาก็สนใจขึ้นมาทันที "รุ่นไหนหรือคะ"

"MotoGP อย่าลืมแวะไปนะ หนูจะได้เห็นว่ารถของเรามันเจ๋งแค่ไหน" เฮียไช้ทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง

จากนั้นทั้งสองสาวก็ขอตัวกลับ เฮียไช้รั้งตัวไว้คุยอีกสามสี่ประโยคจึงปล่อยให้กลับไป

ขณะที่อลินดากำลังเปิดประตูห้องประชุม ที่หน้าห้องก็มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่พอดี ผู้หญิงคนนั้นมองอลินดากับยูมิตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า ทั้งสองสาวจึงจ้องกลับโดยไม่คิดหลบตาจนผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นฝ่ายละสายตาออกไปก่อน อลินดากับยูมิจึงพากันเดินไปทางด้านหน้าออฟฟิศซึ่งเป็นโชว์รูมขายรถ

คล้อยหลังสาวสวยทั้งสองคน ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้าไปในห้องประชุมพร้อมกับยิงคำถามใส่ทันที

"อีสองคนนั้นเป็นใคร ทำไมมันถึงตามเฮียมาที่นี่!"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป