บทที่ 14 บทที่ 4 ผู้ชายร้าย ๆ - 25% -
เสียงแหลมแสบแก้วหูที่โพล่งขึ้นอย่างกะทันหันทำให้เฮียไช้สะดุ้งเล็กน้อย เขาลอบกลอกตามองเพดานอย่างเอือมระอาแต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้แล้วหันไปยิ้มแป้นอย่างประจบให้ภรรยาแม้ว่าในใจจะอยากตบอีกฝ่ายจนลงไปนอนกองกับพื้นแต่เขาก็ไม่สามารถทำได้
"สองคนนั้นเขาเป็นแฟนกันต่างหากเล่า เฮียเรียกให้มาที่นี่ก็เพราะจะคุยเรื่องที่เฮียอยากให้เขามาเป็นนักแข่งในสังกัด เมื่ออาทิตย์ก่อนที่เอชเคเซอร์กิตจัดให้สมาชิกมาแข่งบิ๊กไบค์แล้วเขาลงแข่งด้วย เฮียเห็นว่ามีแววน่าจะปั้นให้ดังได้ก็เลยเรียกมาคุยดู"
"ใช่เร้อ...ดูท่าทางไม่น่าจะใช่นักแข่ง ไม่ใช่เพราะเห็นว่ามันสวยหรือ เฮีย ถึงได้อยากเรียกเข้ามาคุย คิดอะไรอยู่อย่านึกว่าไม่รู้นะ"
เธอชี้หน้าเขาอย่างคาดโทษ ตอนเห็นผู้หญิงคนนั้นเดินออกจากห้องเธอยังอดตะลึงไม่ได้ แล้วมีหรือที่สามีของเธอจะให้เป็นแค่นักแข่งในสังกัด ไม่มีทาง!
"รุ้ง เฮียเรียกมาคุยเรื่องเป็นนักแข่งจริง ๆ แต่เขาไม่เอาเพราะเขาทำงานอยู่กรุงเทพฯ แล้วสองคนนี้เขาเป็นแฟนกันจริง ๆ เมื่อคืนเฮียก็เห็นเขาเดินกอดกันอยู่ในผับ คนที่สวย ๆ นั่นน่ะห้าวจะตาย เสียงยังห้าวเลย"
เฮียไช้พยายามอธิบายอย่างใจเย็นเพราะไม่อยากให้ภรรยาเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องของอลินดาและยูมิจนเสียแผน สำหรับสาวสวยสองคนนี้อย่างไรเสียเขาก็ต้องจับให้อยู่หมัด หากปล่อยให้หลุดมือไปก็เสียดายแย่
รุ้งลาวัลย์หรี่ตามองสามีอย่างจับผิด แต่พอเห็นเขาไม่มีท่าทีผิดปกติอะไรจึงค่อยวางใจ
"ถ้าเป็นอย่างที่พูดจริง ๆ ก็แล้วไป แต่ถ้าไม่ใช่ จะหาว่าฉันร้ายไม่ได้นะเฮีย"
เธอรู้ว่าสามีเป็นคนเจ้าชู้มักมาก และมักมีสาว ๆ ล้อมหน้าล้อมหลังอยู่เสมอ แต่เพราะเขาไม่เคยคิดจริงจังกับใครหรือเลี้ยงผู้หญิงคนไหนเป็นตัวเป็นตน ยิ่งเขาทำงานตรงนี้ย่อมมีสาวสวยห้อมล้อมอยู่แล้ว เธอจึงพยายามปิดตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง คิดเสียว่าเขาก็แค่หาเศษหาเลยนอกบ้านเท่านั้น แต่ถ้าผู้หญิงคนไหนล้ำเส้นคิดเกาะแกะเขา เธอก็จะลงมือจัดการสั่งสอนอย่างเด็ดขาดทันที
"เฮียจะไปสนามกี่โมง จะได้รอไปพร้อมกัน"
รุ้งลาวัลย์นั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขา เฮียไช้ดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือเห็นว่าตอนนี้บ่ายสองแล้วจึงบอกไปตามตรง
"ว่าจะไปสักบ่ายสาม รุ้งไปเสริมสวยก่อนก็ได้ เหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมง เสร็จแล้วค่อยมาหาเฮียที่นี่"
รุ้งลาวัลย์ครุ่นคิดไปพักหนึ่ง วันนี้ที่สนามน่าจะมีเรซซิงควีนหุ่นเซ็กซี่ขยี้ใจหลายคน และสามีของตนต้องจ้องตาเป็นมันแน่ ฉะนั้นเธอต้องไปนั่งเฝ้า และต้องทำตัวเองให้สวยที่สุดด้วย ในเมื่อเธอเป็นเจ้านาย ผู้หญิงพวกนั้นเป็นลูกน้อง เรื่องอะไรที่ตนจะต้องยอมแพ้แล้วปล่อยให้พวกนั้นมันข้ามหน้าข้ามตา
รุ้งลาวัลย์อายุสามสิบแปดแล้วแต่ยังดูแลรักษารูปร่างหน้าตาให้ดูดีอยู่เสมอเพราะรู้นิสัยของสามีดีว่าชอบมองของสวยงาม เธอจึงไม่ยอมมีลูกเพราะกลัวรูปร่างไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิม
"ก็ได้" รุ้งลาวัลย์ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องประชุมไป จึงไม่เห็นสีหน้าที่แสดงความเบื่อหน่ายออกมาอย่างถึงที่สุดของผู้เป็นสามีที่มองตามอยู่ด้านหลัง
"งานกูสำเร็จเมื่อไร กูเฉดหัวมึงทิ้งแน่อีแม่มด!"
เฮียไช้พ่นลมหายใจออกมาอย่างหัวเสีย นับวันรุ้งลาวัลย์มีแต่หึงหวงไร้สาระมากขึ้นทุกที เขาเบื่อผู้หญิงคนนี้แทบบ้าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะยังต้องพึ่งพาอิทธิพลของพ่อตาอยู่
บิดาของรุ้งลาวัลย์เป็นอดีตนายพล สนิทสนมกับนักการเมืองดัง และยังเป็นที่นับหน้าถือตาของคนที่นี่อีกด้วย แม้ตอนนี้จะเกษียณอายุราชการแล้วแต่บารมีของอีกฝ่ายก็ยังเป็นใบเบิกทางที่ดีได้อยู่ กว่าเขาจะขึ้นมายืนตรงจุดนี้ได้ ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะความช่วยเหลือจากพ่อตาด้วย
แต่ความอดทนของคนเราย่อมมีขีดจำกัด ใครเล่าจะอยากตกเป็นเบี้ยล่างไปตลอดชีวิต ต้องมีสักวันที่เขาจะถีบพ่อตาลงจากตำแหน่งนั้นแล้วขึ้นไปยืนแทนที่อีกฝ่าย ส่วนรุ้งลาวัลย์นั้นเขาย่อมมีวิธีจัดการให้หายไปจากชีวิตของเขาอย่างถาวร
ปกเกล้าเดินตรวจความเรียบร้อยของศูนย์ตกแต่งรถไปทีละจุดโดยมีกรกฎ ผู้ช่วยคนสำคัญคอยเดินตาม และตอบคำถามเวลาผู้เป็นเจ้านายสงสัย
"อะไหล่บางตัวที่สั่งไปยังไม่มาเลยครับพี่" กรกฎพลิกเปิดแฟ้มในมือซึ่งเป็นรายการอะไหล่ยี่ห้อต่าง ๆ สำหรับรถซูเปอร์คาร์
"เกิดปัญหาอะไรรึเปล่า" ปกเกล้าถามพลางเดินเข้าไปด้านหลังซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติการ
"ผมคิดว่าน่าจะเกิดจากการขนส่งครับ ถ้ายังล่าช้าก็อาจต้องขอจากทางสาขากรุงเทพฯ มาก่อน"
"อืม จัดการเลย" ปกเกล้ายืนกอดอกมองช่างเทคนิคทดสอบอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ แล้วพูดกับมือขวาคนสำคัญว่า
"จะเปิดศูนย์อาทิตย์หน้าอยู่แล้ว อย่าให้มีอะไรผิดพลาดได้ล่ะ จริงสิ เรื่องของปีย์ไปถึงไหนแล้ว"
"วันนี้เขาจะให้คำตอบครับ เห็นว่าขอกลับไปปรึกษากับที่บ้านก่อน แต่ดูท่าทางเขาสนใจอยู่นะ" กรกฎยิ้ม
"คิดว่ากี่เปอร์เซ็นต์" ปกเกล้าถามถึงความเป็นไปได้ที่นักแข่งดาวรุ่งอย่างปีย์ ชนะพลจะตอบตกลงมาเป็นนักแข่งในสังกัด
"ผมว่าเจ็ดสิบแปดสิบนะพี่ น้องมันดูตื่นเต้นมากเลย แต่ต้องขออนุญาตพ่อกับแม่ก่อน เห็นบอกว่าพ่อสนับสนุนแต่แม่ไม่อยากให้เป็นนักแข่งรถ"
"เป็นธรรมดาแหละ อาชีพนี้มันเสี่ยง" ปกเกล้าพูดถึงตรงนี้ก็หันหน้าไปหากรกฎแล้วกดเสียงให้เบาลงกว่าเดิม
"สืบเรื่องไอ้เฮียไช้ให้พี่หน่อย พี่อยากรู้ว่านอกจากพ่อตามันแล้ว มันมีใครหนุนหลังอยู่อีกรึเปล่า และตอนนี้มันแอบทำอะไรลับ ๆ อยู่"
"ครับพี่" กรกฎพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบบอกเจ้านาย
"วันนี้เฮียไช้จะจัดแข่งหาอันดับ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะประมาณบ่ายสี่โมงนี่แหละ พี่จะลองไปดูก็ได้นะครับ"
ปกเกล้ายิ้มมุมปากแล้วพูดว่า
"ก็ดีเหมือนกัน ไปเยี่ยมคนคุ้นเคยสักหน่อย"
อลินดากับยูมิมาถึงสนามแข่งรถในเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง คนดูที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์นั้นค่อนข้างบางตาเพราะเป็นการจัดแข่งภายในเพื่อหาอันดับที่ดีที่สุดของนักแข่งในสังกัดวายเอ็มเอชของเฮียไช้
สองสาวเลือกนั่งปะปนไปกับคนอื่น ๆ เพราะไม่อยากให้เป็นจุดเด่นเกินไปนัก อีกทั้งที่นั่งทุกที่บนอัฒจันทร์นี้ก็สามารถมองเห็นได้ทั่วสนามอยู่แล้วจึงไม่ซีเรียสว่าบริเวณไหนทำเลดีที่สุด
ตอนนี้นักแข่งแต่ละคนกำลังฝึกซ้อมอยู่ในสนาม อลินดามองแล้วได้แต่ยิ้มบาง ๆ เพราะนึกถึงตอนที่ตัวเองลงแข่งเป็นครั้งแรกคราวนั้น
"อยากลงสนามอีกล่ะสิ" ยูมิพูดอย่างรู้ใจ เพราะแค่เห็นสายตาของอีกฝ่ายก็รู้แล้ว
"อืม แต่อยากแข่งไปก็เท่านั้นแหละเพราะเป็นนักแข่งไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากพี่ทศจะเช่าสนามให้สมาชิกมาแข่งกันอีกเหมือนตอนนั้น" อลินดาถอนหายใจแผ่ว
"พูดถึงพี่ทศก็นึกถึงรถแข่งของมึง กูว่ามึงเอารถไปเก็บไว้ที่ลอยชายไม่ดีกว่าหรือวะ เอาไปฝากไว้ที่โน่นไม่รู้จะมีใครมาแอบขี่เล่นบ้างรึเปล่า อันตรายจะตายไป" ยูมิเอ่ยเตือนเพื่อน
"กำลังคิดอยู่เลยเนี่ย มึงนี่จะรู้ใจกูเกินไปละ กะว่าเสร็จจากตรงนี้ก็จะไปอู่พี่ทศแล้วให้มึงขับคันนั้นไปเก็บไว้ที่เกสต์เฮ้าส์"
อลินดาหันไปยิ้มให้ยูมิ ทำทีเป็นไม่สนใจสายตาจากคนรอบข้างที่มองมาทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะบรรดาหนุ่ม ๆ ทั้งหลายต่างก็พากันมองมาที่พวกเธอทั้งสองคนเป็นตาเดียว
"มึงนั่งคนเดียวได้ใช่ไหม ขอไปเข้าห้องน้ำก่อน จะราดแล้วเนี่ย"
ยูมิกวาดตามองผ่าน ๆ โดยไม่ได้หยุดสายตาที่ใครเป็นพิเศษ แต่เห็นอยู่ว่าพวกตนเป็นจุดสนใจของชายหนุ่มแถวนี้เข้าเสียแล้ว
"ไปเถอะ กูอยู่ได้" อลินดาพูดกลั้วหัวเราะ สถานการณ์แบบนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่เพราะเกิดมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งพวกเธอก็ทำได้เพียงนิ่งเฉยไม่ยินดียินร้าย และพยายามไม่สบตากับใคร เพราะหากเผลอไปมองตอบใครเข้า อาจถูกหาว่าให้ท่าหรือทอดสะพาน และถ้าผู้ชายคนนั้นมีแฟนอยู่แล้ว พวกเธอก็อาจโดนด่าฟรีว่ามองอ่อยแฟนชาวบ้าน
