บทที่ 15 บทที่ 4 ผู้ชายร้าย ๆ - 50% -

คิดแล้วก็อดนึกถึงคำพูดประโยคเด็ดของยูมิขึ้นมาไม่ได้...ทุกข์ของคนเกิดมาหน้าตาดี

ขณะที่อลินดากำลังนั่งมองไปที่สนามอยู่คนเดียว จู่ ๆ เก้าอี้ข้างตัวเธอก็มีใครบางคนมานั่ง หญิงสาวไม่ได้หันไปมองเขา เพียงใช้หางตามองผ่าน ๆ จึงรู้ว่าเป็นผู้ชาย เห็นดังนั้นเธอจึงถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย

"บังเอิญจัง ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณที่นี่"

เสียงทุ้มคุ้นหูของคนข้างกาย ทำให้อลินดาต้องหันไปมองหน้าเขาอย่างเสียไม่ได้ ครั้นพอเห็นว่าเป็นชายหนุ่มข้างห้อง เธอจึงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย เพราะในสนามเป็นรายการแข่งขันรถจักรยานยนต์ แต่เขาขับซูเปอร์คาร์จึงไม่น่าจะมานั่งอยู่ตรงนี้ได้

"แถวบ้านผมเรียกบุพเพสันนิวาส หนีกันไม่พ้น"

ปกเกล้ายิ้มพรายเต็มวงหน้า ยิ่งเห็นเธอขมวดคิ้วใส่และมองเขาเหมือนตัวประหลาด รอยยิ้มของชายหนุ่มก็ยิ่งกว้างขึ้น

"แถวบ้านฉันเรียกเวรกรรมตามติดค่ะ ต้องกรวดน้ำคว่ำขันถึงจะหลุดพ้น" พออลินดาพูดจบ เขาก็หัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วพูดว่า

"ก็แสดงว่าชาติก่อนเราเคยเกี่ยวดองกัน ชาตินี้ถึงได้มาพัวพันกันอีกไง"

"พัวพันหรือตามจองเวรกันแน่"

หญิงสาวตวัดตามองค้อนเขาอย่างระอาทีหนึ่ง ปกเกล้าเห็นว่าเธอไม่มีจริตจะก้านสะดีดสะดิ้งอย่างผู้หญิงทั่วไป ตรงกันข้ามเธอค่อนข้างนิ่งเฉย และควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ดีเยี่ยม ยิ่งเธอนั่งไขว่ห้างเอามือกอดอกและเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตามองจ้องไปข้างหน้าโดยไม่วอกแวกหวั่นไหว ทำให้เขารู้สึกว่าเธอเหมือนนางพญาผู้สูงส่ง และเขาเป็นทาสที่หมอบอยู่แทบเท้าของเธอ

"ถ้าผมไม่ตามพัวพันคุณ เมื่อคืนที่ผ่านมาคุณอาจโดนใครบางคนตามไปพัวพันถึงห้องพักก็ได้นะ" พูดถึงตรงนี้เขาก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หญิงสาวอีกเล็กน้อยแล้วพูดต่อ

"เมื่อคืนผมช่วยคุณไว้นะ อย่าใจดำกับผู้มีพระคุณอย่างนี้สิ อย่างน้อยตอบแทนเป็นไอดีไลน์ก็ยังดี"

อลินดาเหลือบมองปกเกล้าพลางเลิกคิ้วขึ้นราวกับไม่เชื่อที่เขาพูด มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นเล็กน้อย สายตาที่เธอมองเขาเหมือนมองเด็กที่กำลังโกหกแล้วเธอจับได้ ทำเอาชายหนุ่มรู้สึกมันเขี้ยวจนอยากคว้าตัวมาบดจูบให้สาสม

"เพ้อเจ้อ ไปเล่นที่อื่นไป" เธอแค่นหัวเราะพลางส่ายหน้าช้า ๆ อย่างระอา ทำให้ปกเกล้าถึงกับลอบสบถอยู่ในใจ ใครจะเชื่อว่าคนอย่างเขาจะถูกผู้หญิงคนหนึ่งมองเป็นตัวตลกที่ไม่ควรค่าแก่การเสียเวลาคุยด้วยขนาดนี้

รู้จักไอ้ปกน้อยไปซะแล้ว!

"ผมพูดจริงนะคุณ" เขากดเสียงให้เบาลงกว่าเดิมพลางเอียงตัวเข้าไปใกล้เธออีกนิดแล้วพูดว่า

"ขอเตือนด้วยความหวังดีนะว่าอย่าไปยุ่งกับไอ้เฮียไช้มันเลย ถ้าให้ผมเดานะ ที่คุณมานั่งอยู่ตรงนี้ได้เป็นเพราะมันชวนให้คุณมาดูการแข่งจัดอันดับละสิ ดีไม่ดีมันคงอยากชวนคุณเข้าสังกัดแน่ ๆ ใช่ไหมล่ะ"

เธอไม่ตอบแต่เหลือบตามองเขานิ่ง ๆ หากแต่สายตาไม่ได้จงใจกวนอารมณ์เขาเหมือนเมื่อครู่อีก เพียงแค่นั้นปกเกล้าก็รู้แล้วว่าเขาเดาถูกเผง

"เมื่อคืนคุณคงไม่รู้ละสิว่ามันให้ลูกน้องแอบขับรถตามคุณเพราะอยากรู้ว่าคุณพักที่ไหน ถ้าผมไม่จงใจขับรถชนมัน ป่านนี้มันคงรู้แล้วว่าคุณพักที่ลอยชาย และถ้ามันรู้ว่าคุณเป็นเจ้าของลอยชายเกสต์เฮ้าส์ คงไม่ต้องบอกนะว่าจะเป็นยังไงต่อไป เพราะผมคิดว่าคุณน่าพอรู้กิตติศัพท์ของมันมาบ้างแล้ว"

ปกเกล้าคลี่ยิ้มร้ายกาจ ในเมื่อจีบเธอด้วยวิธีที่ใช้กับผู้หญิงทั่วไปไม่ได้ เขาก็ใช้วิธีนี้เลยละกัน ทำตัวเป็นผู้หวังดีและหาเรื่องชวนคุยเสียเลย

"คอยดูเถอะ สักพักมันจะให้ลูกน้องมาเรียกคุณไปพบ หรือไม่ก็มันจะเดินมาหาคุณด้วยตัวเอง" ชายหนุ่มแค่นยิ้ม นิสัยของเฮียไช้เขารู้ดีว่าเป็นอย่างไร สิ่งใดที่หมายตาเอาไว้จะไม่มีทางยอมปล่อยไปง่าย ๆ เว้นเสียแต่ว่าจะเบื่อไปเอง แต่เจ้าหล่อนสวยออกขนาดนี้คงยากที่เฮียไช้จะยอมปล่อยมือ

"ก็ไหนว่าเมียขี้หึงมาก ฉันว่าถ้าเขามาที่นี่ ยังไงเมียเขาก็ต้องตามมาด้วยอยู่แล้ว" อลินดานึกถึงตอนที่ออกจากห้องประชุมมาแล้วเจอกับผู้หญิงคนหนึ่ง อีกฝ่ายมองเธอกับยูมิตาขวาง ยูมิบอกเธอว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นภรรยาของเฮียไช้

"เฮอะ!" ปกเกล้าแค่นหัวเราะพลางโค้งมุมปากลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงรุ้งลาวัลย์

"แล้วคุณคิดไหมว่าถ้าเมียขี้หึงขนาดนั้นทำไมเฮียไช้มันยังไปตอแยผู้หญิงคนอื่นได้ อีกอย่างนะ กิตติศัพท์ของมันโด่งดังออกขนาดนั้นจนคนอื่นเขารู้กันทั่วแล้วทำไมเมียมันไม่รู้ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ผัวเมียคู่นี้มันรู้กัน โรคจิตด้วยกันทั้งคู่...ว่าแต่เพื่อนคุณไปนานแล้วนะ"

เขาเอ่ยเตือนเธอ ซึ่งหญิงสาวก็เพิ่งนึกขึ้นได้จึงรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทร. หาเพื่อนทันทีแต่ยูมิไม่รับสาย อลินดาจึงรีบลุกขึ้นเดินออกจากบริเวณนั้นโดยมีปกเกล้าเดินตามไปด้วย

ทว่าเพิ่งจะเดินผ่านเข้าไปด้านในอาคาร ทั้งสองคนก็เจอกับเฮียไช้ที่กำลังจะเดินออกมายังที่นั่งชมการแข่งขันพอดี

"อ้าวหนูลิน จะไป..." คำพูดของเฮียไช้ยังค้างเติ่งอยู่แค่นั้นเมื่อเห็นชายหนุ่มที่ตามหลังอลินดามา

อลินดาเบิกตากว้างเมื่อจู่ ๆ คนที่เดินมาด้วยกันก็โอบเอวของเธอแล้วรั้งให้ตนเข้าไปชิดกับเขา หญิงสาวกำลังจะหันไปต่อว่าแต่ชายหนุ่มก็ยื่นหน้ามากระซิบข้างหูเบา ๆ เสียก่อน

"อยู่เฉย ๆ ก่อนเถอะน่า เชื่อผม" พูดจบเขาก็ยิ้มตาพราวก่อนจะหันไปพูดกับคนที่กำลังยืนมองตาค้างอยู่

"ว่าไงเฮียไช้ สบายดีนะ" น้ำเสียงของปกเกล้าแม้จะฟังเหมือนเรียบเรื่อยเป็นกันเอง แต่อลินดากลับรู้สึกว่าเขาพูดในฐานะของคนที่อยู่เหนือกว่า เพราะอีกฝ่ายมีท่าทีเกรงใจอย่างเห็นได้ชัด

"คุณปกนั่นเอง ผมก็เรื่อย ๆ นั่นแหละครับ แล้วนี่คุณมาดูการแข่งของเด็ก ๆ ผมหรือ ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่าคุณจะสนใจการแข่งมอเตอร์ไซค์ด้วย" เฮียไช้ยิ้มจนตาหยี

ปกเกล้ายิ้มบาง ๆ พลางหันไปมองหญิงสาวในอ้อมแขนก่อนพูดว่า

"ทำไงได้ แฟนผมเขาชอบมอเตอร์ไซค์ เขาบอกว่าเฮียไช้จะจัดแข่งกันเองในสังกัดผมก็เลยมาเป็นเพื่อน"

พูดจบชายหนุ่มก็ลอบสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ พร้อมกัดฟันแน่นเมื่อคนที่เขาโอบเอวเอาไว้หลวม ๆ กำลังแผลงฤทธิ์ด้วยการใช้เล็บจิกมือเขาเต็มแรง หากมองผิวเผินเหมือนว่าเธอกอดอกแล้ววางมือทาบบนมือของเขา เขาจึงโต้กลับด้วยการจับเอวบางไว้แน่นกว่าเดิม จากนั้นก็ก้มลงมองหญิงสาวพลางยักคิ้วให้เธออย่างท้าทาย

เฮียไช้มองการส่งสายตาหยอกล้อกันไปมาของหนุ่มสาวตรงหน้าก็ได้แต่นึกเสียดายอยู่ในใจเพราะผู้หญิงที่เขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะจัดการให้ได้ดันมีเจ้าของเสียแล้ว หนำซ้ำเจ้าของคนนั้นยังเป็นคนที่เขาไม่ควรไปตอแยด้วยเป็นอย่างยิ่งหากยังต้องการเดินบนเส้นทางสายสีเทาที่เขากำลังก้าวย่างอยู่

ตัวเขาเพิ่งเข้ามาเส้นทางนี้จึงไม่ต้องการก่อปัญหาใด ๆ ให้ตัวเองทั้งสิ้น แต่เขาวางแผนไว้แล้วว่าจะค่อย ๆ ปูทางให้ตัวเองยืนอยู่จุดสูงสุดอย่างมั่นคงให้ได้ และเมื่อถึงเวลานั้นเมื่อไร คนแรกที่เขาต้องกำจัดก็คือผู้ชายคนนี้...ปกเกล้า

"ดีครับดี นี่ผมก็ชวนหนูลินให้มาเป็นนักแข่งในสังกัดของผมอยู่นะ แต่เขาไม่เอา เห็นบอกว่าไม่อยากออกจากงานที่กรุงเทพฯ ผมละเสียดายจริง ๆ เพราะน้องเขาหน่วยก้านดีมากเลยนะ สมัยนี้นักแข่งผู้หญิงเก่ง ๆ ก็เยอะ"

"ลินเขาก็บอกผมอยู่ว่าเฮียชวนเขาเข้าสังกัด แต่บอกตามตรงว่าผมไม่อยากให้เขาแข่งเท่าไร มันอันตรายผมเป็นห่วง มอเตอร์ไซค์มันไม่เหมือนรถยนต์ ยังไงก็เนื้อหุ้มเหล็ก ผมก็เลยไม่อนุญาต"

คำว่าไม่อนุญาต ปกเกล้าเน้นเสียงชัดถ้อยชัดคำเป็นพิเศษเพื่อต้องการให้คนฟังตรงหน้ารับรู้และเข้าใจไว้ว่าอย่ามายุ่งกับผู้หญิงของตน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป