บทที่ 6 บทที่ 2 คนนี้กูจอง - 25% -

ปกเกล้ามองหานรเชษฐ์กับตฤณภพ เพื่อนที่นัดไว้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายโบกมือเรียกจึงเดินเข้าไปหาแล้วนั่งบนเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ บนโต๊ะมีกับข้าวเพียงหนึ่งอย่างทำให้คนหิวจนไส้กิ่วอย่างเขาต้องขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์

"อะไรวะ ทำไมมีกับข้าวแค่อย่างเดียว แล้วไหนข้าว"

ปกเกล้าตักอาหารจานนั้นเข้าปากทันทีโดยไม่รอข้าวสวย

"กูสั่งไปแล้ว มึงก็รอหน่อยครับ นี่มันตอนเที่ยงคนอื่นเขาก็มากินข้าวเหมือนกัน" นรเชษฐ์พูดพลางใช้ช้อนตักอาหารมากินบ้าง

"เมื่อคืนใช้แรงเยอะละสิมึง หิวโซมาเชียว"

ตฤณภพพูดยิ้ม ๆ เพราะเมื่อคืนเขาเห็นปกเกล้านัวเนียอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่งในผับ จากนั้นก็พากันออกไปข้างนอกตั้งแต่ผับยังไม่เลิก ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าปกเกล้าพาสาวสวยคนนั้นไปไหน

"ตื่นมากูโคตรหิวเลย"

ปกเกล้าพูดเสียงอู้อี้เพราะอาหารยังเต็มปาก เป็นเวลาเดียวกับที่พนักงานเสิร์ฟนำกับข้าวอีกสองอย่างมาวางบนโต๊ะพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ หนึ่งโถ ชายหนุ่มจึงจัดแจงตักข้าวใส่จานตัวเองโดยไม่รอพนักงานทำให้

หลังจากกินไปได้ครึ่งจานความหิวของเขาก็บรรเทาลง ปกเกล้ายกน้ำขึ้นดื่มกลั้วคอพลางมองไปรอบร้านเพราะเขาหวังว่าจะได้เจอหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของรถดูคาติ และยังหวังด้วยว่ารถบิ๊กไบค์ดูคาติสีดำที่จอดอยู่หน้าร้านจะเป็นคันเดียวกันกับที่แข่งกับเขาในคืนนั้น

ทว่าร้านอาหารที่นี่มีสามโซน เขาจึงไม่สามารถมองได้ทั่วร้าน แต่เท่าที่เห็นจากสายตาของตนตอนนี้ กลุ่มคนที่นั่งอยู่โซนเดียวกับเขาดูแล้วไม่น่าจะเป็นคนที่ขับรถบิ๊กไบค์เพราะไม่มีโต๊ะไหนเลยที่มีหมวกกันน็อกวางอยู่

สามหนุ่มนั่งคุยกันเรื่องศูนย์ตกแต่งรถซูเปอร์คาร์ของปกเกล้าที่กำลังจะเปิดบริการในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งบริษัทที่รับหน้าที่ก่อสร้างและออกแบบก็คือบริษัทของตฤณภพ

"กูให้ก้องไปคุยกับปีย์แล้วว่าทางกูจะเป็นสปอนเซอร์ให้"

ปกเกล้าพูดถึงเรื่องที่บริษัทของตนจะเป็นสปอนเซอร์ให้กับปีย์ ชนะพล นักแข่งรถหน้าใหม่ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีสังกัด

"ก้องไปคุยเรียบร้อยแล้วใช่ไหม" นรเชษฐ์ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

"กูโทร. บอกเมื่อวานคิดว่าตอนนี้คงไปคุยอยู่มั้งแต่มันยังไม่โทร. รายงานกูเลย ทำไมวะ มีอะไรรึเปล่า" ปกเกล้ามองหน้านรเชษฐ์เพราะดูเหมือนอีกฝ่ายมีเรื่องอยากพูด

"ได้ยินมาว่าทางค่ายเจทีก็สนใจปีย์เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเขาได้คุยกันรึยังนะ" นรเชษฐ์บอกข่าวล่าสุดที่เขาได้ยินมาให้เพื่อนอีกสองคนฟัง แต่จู่ ๆ ตฤณภพก็ทำตาลอยปากเผยอเล็กน้อยและมองไปทางด้านหลังของปกเกล้าอย่างตกตะลึง

"ดูทำหน้าเข้า เจอเนื้อคู่รึไงไอ้ติน" ปกเกล้าพูดกลั้วหัวเราะก่อนจะหันมองไปทางด้านหลังของตัวเองบ้าง

หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาสวยจัดคนหนึ่งกำลังเดินมาจากโซนด้านใน แม้ว่าเจ้าตัวจะอยู่ในชุดกางเกงยีนสกินนีสีดำกับเสื้อยืดคอวีสีเทาและสวมรองเท้าผ้าใบธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ ทว่าเธอก็เป็นจุดเด่นและเป็นเป้าสายตาของทุกคนที่อยู่ในร้านทันที

ปกเกล้ามองแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้ เขายอมรับว่าผู้หญิงคนนั้นสวยโดดเด่นจริง เขาเองก็เคยเห็นสาวสวยมาเยอะจึงไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนัก แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นจนถึงกับลืมเคี้ยวอาหารที่อยู่ในปากก็คือหมวกกันน็อกสีดำคาดเทาที่เจ้าหล่อนถืออยู่ เพราะเขาคลับคล้ายคลับคลาว่าสาวดูคาติที่แข่งกับเขาคืนนั้นก็สวมหมวกกันน็อกสีนี้เหมือนกัน

ชายหนุ่มวางช้อนลงทันที เขาลอบมองจนกระทั่งเห็นหญิงสาวเดินพ้นประตูร้านไปแล้วจึงรีบลุกขึ้นเดินตามไป

"เดี๋ยวกูมา" ปกเกล้าบอกเพื่อนทั้งสองคน หากแต่สายตากลับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของหญิงสาวคนนั้นตลอด

"เฮ้ยไอ้ปก อะไรของมึงเนี่ย" นรเชษฐ์เห็นท่าทางของเพื่อนรักแล้วก็ได้แต่หันมองหน้ากันกับตฤณภพ

"ไอ้เวร! ด่าแต่กูว่าหน้าหม้อแล้วดูมันทำดิ เห็นสาวสวยเข้าหน่อยก็เดินตามเขาต้อย ๆ เป็นหมาเลย" ตฤณภพพยักพเยิดไปทางคนที่ลุกเดินตามผู้หญิงไปหน้าตาเฉย

"ดารารึเปล่าวะ เดินมานี่โคตรออร่าจับเลย" นรเชษฐ์เปรยขึ้นเบา ๆ ตฤณภพเองก็รู้ว่าเพื่อนไม่ต้องการคำตอบ เขาจึงไหวไหล่เป็นเชิงบอกว่าไม่รู้

ทางด้านคนที่เดินตามสาวสวยออกมานอกร้านนั้น แท้จริงแล้วเขามายืนแอบมองหญิงสาวอยู่ตรงกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่ใกล้ประตูทางเข้าร้าน เพราะจากตรงนี้สามารถมองเห็นลานจอดรถได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหูทำทีเป็นว่าออกมาคุยโทรศัพท์นอกร้าน หากแต่สายตากลับตามติดอยู่แต่หญิงสาวคนนั้น

ปกเกล้าใจเต้นรัวขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นเจ้าหล่อนเดินไปทางรถบิ๊กไบค์สีดำ เธอยืนข้างรถแล้วสวมหมวกกันน็อกตามด้วยใส่เสื้อแจ็กเก็ตกันลม จากนั้นก็วาดขาขึ้นคร่อมจักรยานยนต์แล้วสตาร์ตเครื่องขับออกจากลานจอดรถผ่านหน้าเขาไป

รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นบนหน้าของปกเกล้าโดยอัตโนมัติ เขาเชื่อสายตาของตัวเอง มั่นใจว่าสาวสวยคนนี้คือคนที่แข่งรถกับเขาคืนนั้นไม่ผิดแน่

ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปในร้านอีกครั้ง หลังจากนั่งลงแล้วใบหน้าก็มีรอยยิ้มขึ้นมาจนเพื่อนทั้งสองคนที่นั่งมองอยู่อดเอ่ยปากไม่ได้

"ได้เบอร์มาแล้วหรือวะ เรื่องแบบนี้นี่ไวเชียวนะมึง" นรเชษฐ์พูดขึ้น

"กูอุตส่าห์เล็งไว้ตั้งแต่เขาเดินออกมาจากด้านใน โดนไอ้ห่านี่โฉบไปหน้าตาเฉย" ตฤณภพพูดขึ้นบ้าง

"ยัง เมื่อกี้กูไม่ได้เข้าไปคุยอะไรกับเขา กูแค่ตามไปดูอะไรบางอย่างให้แน่ใจเท่านั้น แต่ว่า..." ปกเกล้ามองหน้าเพื่อนทั้งสองคน สายตามีแววเจ้าเล่ห์ร้ายกาจเหมือนเวลาเสือออกล่าเหยื่อพลางพูดเสียงเบาแต่ย้ำชัดถ้อยชัดคำ

"ผู้หญิงคนนี้กูจอง"

"เฮ้ย! มึงพูดงี้ได้ไงวะไอ้ปก กูเห็นก่อนนะเว้ย" ตฤณภพได้ยินอย่างนั้นก็ไม่ยอม เพราะตนก็ถูกใจหญิงสาวคนนั้นเช่นกัน ขณะที่นรเชษฐ์นั้นได้แต่ยิ้มมองเพื่อนทั้งสองคนแย่งกันจีบสาว

ปกเกล้าชี้หน้าตัวเองแล้วพูดว่า "กูเห็นก่อน กูเคยเจอเขามาก่อนมึงอีก"

จากนั้นปกเกล้าก็เล่าเรื่องที่ตนท้าแข่งประลองความเร็วกับรถบิ๊กไบค์ดูคาติบนถนนเส้นที่วิ่งเข้ากรุงเทพฯ เมื่อหลายวันก่อน

"ตอนแรกกูไม่คิดว่าในไทยจะมีผู้หญิงแข่งบิ๊กไบค์ด้วยเพราะปกติกูเห็นแต่คนต่างชาติ และพวกสาว ๆ บ้านเราส่วนใหญ่เขาก็ไปลงแข่งรถยนต์กันมากกว่า กูเองก็ไม่ได้สนใจติดตามการแข่งมอเตอร์ไซค์ด้วย แต่พอกูไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตถึงได้รู้ว่าสมัยนี้มีนักแข่งมอเตอร์ไซค์ที่เป็นผู้หญิงเพียบเลย"

"เขามีกันมาตั้งนานแล้ว ไปมุดอยู่รูไหนมาเนี่ยมึง" ตฤณภพพูดกลั้วหัวเราะ

"แต่ช่วงนี้คนหันมาเล่นบิ๊กไบค์เยอะกว่าแต่ก่อนมากเลยว่ะ ความจริงแล้วที่กูนัดพวกมึงมาที่นี่ก็เพราะว่าจะมาคุยเรื่องนี้พอดี กูคิดว่าน่าจะลองทำเงินกับบิ๊กไบค์ดูบ้าง พวกมึงว่าไง" ปกเกล้าพยักหน้าเป็นเชิงถามให้เพื่อนทั้งสองคน

"ยังไงวะ หรือมึงคิดจะเปิดร้านขายอะไหล่บิ๊กไบค์" นรเชษฐ์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

"กูคิดไปไกลกว่านั้นว่ะ กูคิดถึงเรื่องการประกอบรถสำหรับแข่งรุ่น MotoGP เลยมากกว่า เพราะรถที่จะแข่งรุ่นนี้ต้องเป็นรถที่ประกอบขึ้นใหม่ทั้งหมดเพราะมันใส่เทคโนโลยีแบบล้ำ ๆ ลงไปด้วย ในเมื่อกูคร่ำหวอดกับพวกรถแข่งหรือรถซูเปอร์คาร์อยู่แล้ว กูเลยคิดว่าน่าจะปรับมาใช้กับมอเตอร์ไซค์ดูบ้าง"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป