บทที่ 7 บทที่ 2 คนนี้กูจอง - 50% -
ปกเกล้าพูดถึงโพรเจ็กต์ใหญ่ของตนที่ใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลอยู่นานตั้งแต่ที่ตนได้แข่งกับรถดูคาติวันนั้น
"โอ้โห เรื่องใหญ่เลยนะมึง งานช้างเลยนี่หว่า" แม้ปากจะพูดอย่างนั้นแต่ตาของตฤณภพกลับเป็นประกายอย่างตื่นเต้น
"เราก็ต้องหาผู้ร่วมทุนไง มีบิ๊กไบค์ทางฝั่งยุโรปหลายยี่ห้อที่ไม่มีขายในไทยแต่เป็นที่นิยมในเมืองนอก ถ้าเราลองติดต่อขอเป็นตัวแทนจำหน่ายและเป็นสปอนเซอร์หลักในการปั้นนักแข่งดาวรุ่งในรุ่น MotoGP สักสองสามคน จ้างทีมช่างทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีสำหรับรถแข่งจากทางต้นสังกัดมา กูว่ามันน่าจะไปได้สวยนะ" ปกเกล้าเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยเพราะเขาค่อนข้างมั่นใจว่างานนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง
"เออว่ะ น่าสนใจนะเว้ยถึงแม้ว่าฮอนด้า ยามาฮ่า หรือคาวาซากิจะครองตลาดที่นี่ แต่กูว่ามันก็น่าจะมีคนอีกกลุ่มที่นิยมเล่นรถยุโรป ก็เหมือนรถซูเปอร์คาร์นั่นไง" นรเชษฐ์พูดจบก็เอากำปั้นยื่นไปตรงหน้าแล้วพูดอีกว่า
"กูเอาด้วยว่ะเพื่อน ลุย!"
"ลุย!" ปกเกล้ากับตฤณภพพูดพร้อมกันพลางยื่นกำปั้นมาชนกับอีกฝ่าย
"เออ กูก็ลืมถาม คราวนี้มึงพักที่ไหนวะไอ้ปก ไม่เห็นไปที่โรงแรมเลย"
นรเชษฐ์โพล่งถามขึ้นเพราะทุกครั้งที่ปกเกล้ามาบุรีรัมย์มักจะให้เขาจัดการจองห้องของทางโรงแรมให้เพราะครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของโรงแรมที่มีอยู่หลายสาขาในประเทศไทย
"พักเกสต์เฮ้าส์เปิดใหม่ที่เลยสนามช้างอารีนาไปประมาณสามกิโลนั่นน่ะ คราวก่อนที่มากูขับรถผ่านเห็นว่าเขาเปิดให้บริการแล้ว มาคราวนี้ก็เลยลองเข้าพักดู" ปกเกล้าตอบไปตามความจริง
"แต่มึงก็ยังไม่ได้พักใช่ไหม เพราะเมื่อคืนมึงควบม้าอยู่ม่านรูดยันเช้า"
"ทำอย่างกับพวกมึงไม่มีติดมือออกจากผับ กูไม่เชื่อหรอกว่ามึงสองคนจะกลับบ้านมือเปล่ากันหลังจากที่กูออกไปแล้วน่ะ" ปกเกล้าโต้กลับบ้างเพราะรู้จักนิสัยเพื่อนทั้งสองคนดี
"เฮ้ย เมื่อคืนกูเป็นคนดีบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไอ้ตินโน่นที่หิ้วสาวเข้าโรงแรม ส่วนกูกลับคนเดียว นอนคนเดียวเว้ย" นรเชษฐ์กอดอกทำหน้าราวกับเป็นผู้ชนะ ทำเอาเพื่อนทั้งสองคนหัวเราะออกมาเบา ๆ
"แล้วนี่พวกมึงจะไปไหนกันต่อ กูว่าจะกลับไปนอนสักงีบแล้วเย็น ๆ ค่อยออกมาหาอะไรกิน" พูดจบปกเกล้าก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหาวออกมา
"กูกับไอ้นิคก็คงกลับไปทำงานต่อนั่นแหละ เพราะบ่ายสองครึ่งกูมีนัดกับลูกค้า เย็น ๆ ค่อยออกมาเจอกันอีกทีละกัน จะได้มานั่งคุยเรื่องงานช้างนั่นด้วย" ตฤณภพพูดพลางดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ
"โอเค เย็น ๆ เจอกัน" ปกเกล้าพูดจบก็หันไปพยักหน้าให้พนักงานเพื่อเช็คบิล หลังจากจ่ายค่าอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามหนุ่มก็แยกย้ายกันไป
ปกเกล้าขับรถเข้ามาจอดในเกสต์เฮ้าส์ที่ตนจองเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเขียวเข้มกับกางเกงยีนก้าวลงจากรถแล้วกวาดตามองไปรอบด้านด้วยความพึงพอใจกับบรรยากาศที่เงียบสงบ และความร่มรื่นของต้นไม้นานาพรรณ
เมื่อวานที่มาถึง เขาไม่มีเวลาสำรวจเกสต์เฮ้าส์ที่เปิดใหม่แห่งนี้เพราะได้เวลานัดกับเพื่อนพอดี วันนี้มีโอกาสจึงคิดว่าน่าจะลองเดินดูสักหน่อย จำได้ว่าตอนที่มาเปิดห้องเข้าพัก พนักงานบอกว่าด้านในใกล้กับส่วนรับประทานอาหารจะมีน้ำตกจำลองขนาดเล็กและมีศาลาให้นั่งพักผ่อน เขาเห็นว่าน่าสนใจจึงลองเดินไปดู
มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบากับภาพตรงหน้า น้ำตกจำลองสูงประมาณสามถึงสี่เมตรกับสายน้ำที่ไหลตกกระทบลงมาในแอ่งน้ำเบื้องล่างซึ่งเลี้ยงปลาคาร์ฟไว้หลายตัวนั้นทำให้เขาอดเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ไม่ได้
ปกเกล้าขึ้นบันไดไม้สามขั้นแล้วเดินไปตามทางที่สร้างจากไม้จนกระทั่งไปหยุดยืนใกล้กับน้ำตกซึ่งเป็นสุดทางเดิน จากนั้นก็ทรุดตัวนั่งกับพื้นมองละอองน้ำที่สาดกระเซ็นอย่างบางเบาจนเกิดเป็นสายรุ้งจาง ๆ เวลากระทบกับแสงแดดด้วยความผ่อนคลาย
"เข้าใจทำแฮะ"
เขาชอบที่นี่ แม้จะเป็นเกสต์เฮ้าส์ที่ไม่ใหญ่นัก และห้องพักไม่ได้หรูหราเหมือนโรงแรมของนรเชษฐ์เพราะเป็นแค่บ้านพักขนาดย่อมไม่ต่างจากบังกะโล แต่บ้านพักนั้นก็ทำจากไม้เสียส่วนใหญ่ อีกทั้งยังมีต้นไม้ และไม้ดอกไม้ประดับปลูกเอาไว้มากมาย ความเป็นธรรมชาติและความสงบของที่นี่เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ปลีกวิเวก หรือหลบหนีความวุ่นวายจากภายนอก
ทางเดินไม้ตรงนี้สร้างเป็นรูปตัวยูโดยมีน้ำตกจำลองอยู่ตรงกลาง โซนที่ใช้สำหรับรับประทานอาหารก็อยู่ใกล้น้ำตก และมีห้องพักเพียงห้าห้องเท่านั้นที่สามารถมองเห็นน้ำตกแห่งนี้ได้จากหน้าห้องของตัวเอง ส่วนห้องพักที่เหลือจะอยู่ถัดไป หากต้องการมานั่งเล่นตรงนี้จะต้องเดินจากที่พักเข้ามา
จู่ ๆ พื้นไม้ที่ปกเกล้านั่งอยู่ก็สะเทือนขึ้นเล็กน้อยทำให้ชายหนุ่มรู้ว่ามีคนกำลังเดินขึ้นมาบนทางเดินนี้ เขาหันไปมองทันทีตามสัญชาตญาณ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าผู้ที่เดินขึ้นมานั้นคือหญิงสาวที่เขากำลังอยากเจอ
ปกเกล้ารีบหลบด้วยการลดศีรษะลงโดยอาศัยใบจากต้นสาวน้อยประแป้งเป็นที่กำบังเพื่อแอบมองเธอ หญิงสาวเดินไปทางห้องพักที่อยู่สุดทางของตัวยูอีกฝั่งซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่เขานั่งอยู่ เขาเห็นเธอใช้กุญแจไขเข้าที่พัก ครั้นพอประตูปิดลงชายหนุ่มก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจที่ห้องพักห้องนั้นไม่มีหมายเลขห้องกำกับไว้เหมือนห้องพักอื่น ๆ
"ซูเปอร์วีไอพีรึไงวะถึงไม่มีเลขห้อง" ตอนแรกเขาคิดจะจำหมายเลขห้องแล้วไปแอบถามกับพนักงานสักหน่อยว่าหญิงสาวที่เข้าพักชื่อเสียงเรียงนามอะไร แต่ในเมื่อไม่มีก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะถ้าอยากรู้จักผู้หญิงคนนั้นเขาก็ต้องลุย
อย่างไม่รอช้า ปกเกล้าลุกขึ้นแล้วเดินออกไปที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าทันที ชายหนุ่มทำทีเป็นเดินไปที่รถเพื่อหยิบของ แล้วค่อยเดินกลับมาถาม แต่สายตาของเขาก็มองเห็นรถดูคาติสีดำคันเดิมจอดอยู่อีกฝั่ง เขาก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
"ขอโทษนะครับ คือผมสงสัยว่าทำไมห้องพักริมสุดที่ใกล้กับน้ำตกถึงไม่มีหมายเลขห้องละครับ" เขาถามเหมือนคนขี้สงสัยทั่วไป จงใจไม่เอ่ยถึงสาวสวยที่เข้าพักอยู่ในห้องนั้น
"ห้องนั้นเป็นห้องพักของเจ้าของที่นี่ค่ะ" พนักงานตอบทั้งรอยยิ้ม
"หา! เจ้าของหรือ" เขาพยักหน้าขึ้นลงช้า ๆ แต่ความจริงแล้วตกใจไม่น้อยที่หญิงสาวคนนั้นเป็นถึงเจ้าของเกสต์เฮ้าส์แห่งนี้ ทั้งที่ดูแล้วอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบห้าปีด้วยซ้ำ
"ท่าทางจะเป็นผู้ชายที่มีอารมณ์สุนทรีย์มากเลยนะครับ เพราะผมคิดว่าที่นี่บรรยากาศร่มรื่นดีมาก" เขาแกล้งถามต่อไป แต่เห็นพนักงานยิ้มกว้างกว่าเดิมแล้วตอบว่า
"ไม่ใช่หรอกค่ะคุณลูกค้า เจ้าของเป็นผู้หญิงน่ะ แถมยังโสดและอายุน้อยกันทั้งนั้นเลย อุ๊ย...ไม่ใช่สิ ความจริงแล้วเจ้าของที่นี่เป็นผู้หญิงสองคนและผู้ชายหนึ่งคนค่ะ"
"อ้อ...อย่างนั้นหรือครับ ประมาณว่าเพื่อนกันมาลงหุ้นทำธุรกิจด้วยกันอะไรแบบนี้น่ะหรือ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ตอนแรกผมนั่งเล่นตรงน้ำตกแล้วเห็นว่าห้องพักอีกฝั่งมีคนเข้าไปพัก ดูไปแล้วน่าอยู่กว่าห้องผมอีกก็เลยคิดว่ามาคราวหน้าจะโทร. มาจองห้องนั้นไว้ แต่พอมองไปไม่เห็นมีหมายเลขห้องผมก็เลยลองถามดู ไม่คิดว่าจะเป็นห้องพักของเจ้าของที่นี่"
"ผู้หญิงที่สวย ๆ ใช่ไหมคะ นั่นคุณลินดาค่ะ ห้องนั้นเป็นห้องของเขาโดยเฉพาะไม่ได้เปิดให้ลูกค้าเข้าพักค่ะ ต้องขออภัยด้วยนะคะคุณลูกค้า" พนักงานสาวค้อมศีรษะให้เขาเป็นเชิงขอโทษ
