บทที่ 10 บทที่ 2 (5)
เวลาในช่วงนั้นผ่านไปอย่างช้าๆ และกว่าจะออกเดินทางกลับกันก็เกือบห้าโมงเย็น สาเหตุก็เนื่องจากอาคิราซึ่งสนทนาติดพันกับคุณป้าเจ้าของสวน เขาแย่งตำแหน่งตัวโปรดของคุณป้าและเจ้าโอเลี้ยงไปจากเธอได้อย่างสิ้นเชิง หากถามว่าทำไมน่ะหรือ นั่นก็เพราะโมรีแอบเห็นว่าอาคิราถูกลักหอมแก้มจากเจ้าหมาแก่ ตอนก้มลงปัดรอยเปื้อนที่กางเกง แถมเจ้าพันทางจอมแสบยังวิ่งตามรถออกมาส่งถึงหน้าสวน พลางส่ายหางดิกๆ มองตามจนลับตา
กระทั่งเกือบหกโมงเย็นทั้งเธอและเขาจึงกลับมาถึงร้าน บริเวณของบ้านไม้สองชั้นเงียบกริบเพราะวันใหม่โทร.หาโมรีก่อนหน้านี้แล้ว ว่าจะปิดร้านไวหนึ่งวันเพื่อจะออกไปหาพ่อแม่กับน้องชายที่ตลาด
“วันนี้ขอบคุณมากเลยค่ะ เกรงใจคุณอัคจะแย่ ต้องมาขับรถให้”
โมรีเอ่ยบอกคนที่นั่งพักเหนื่อย หลังจากช่วยเธอขนดาหลาเข้าไปไว้ในร้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ผมเสนอเองนี่ นิ่มอย่าคิดมากเลย” อาคิราเอ่ย และเขาก็รอจนคนที่ยกกาแฟพร้อมกับน้ำดื่มเย็นๆ แล้วก็เค้กช็อคโกแลตมาให้นั่งลงจึงได้เอ่ยต่อ “มีอะไรให้ช่วยมั้ย” โมรีมองเขาด้วยท่าทางงงๆ จนชายหนุ่มต้องรีบให้เหตุผล “วันนี้ผม เอ่อจะค้างที่รีสอร์ตน่ะ กลับไปตอนนี้ก็ไม่มีอะไรทำ”
อาคิรายิ้มเสไปยกกาแฟขึ้นดื่ม นิ่งไปนิดจึงได้พูดต่อ
“ผมขอฝากท้องได้มั้ย คิดว่า...ค่าเหนื่อยผมวันนี้ อยากกินยำดอกดาหลา ข้าวยำไว้วันพรุ่งนี้ดีกว่า”
“แหมแค่นี้เอง” โมรียิ้มกว้าง “ได้สิคะ ทีนิ่มรบกวนคุณอัคตั้งมาก งั้นเดี๋ยวรอแป๊บหนึ่งนะคะ นิ่มจะรีบไปตรียมเครื่องยำ” ระหว่างที่เอ่ยก็ลุกขึ้นยืน แต่โมรีก็ไม่ทันได้ออกเดินเพราะอาคิราลุกขึ้นยืน แล้วเดินอ้อมมาหยุดลงตรงหน้าเธอ เขาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ในขณะที่สองมือยังซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง
“ขอบคุณ” เขายิ้ม ดวงตาพราวระยับ “วันนี้ผมมีความสุขมาก ดีใจนะที่ได้อยู่กับนิ่ม แล้วนิ่มล่ะ มีความสุขไหม”
โมรีนิ่งไปทันควัน และจากที่สบตากับเขาเมื่อครู่ ก็กลายเป็นก้มหน้างุดมองแต่มือตัวเองที่กุมกันไว้อีกครั้ง แก้มนวลซึ่งเป็นมันน้อยๆ เริ่มเป็นสีจัด โมรีทำตัวไม่ถูกและระหว่างที่ก้มหน้างุดนั้นเอง เขาก็เอื้อมมือข้างหนึ่งออกมากุมมือเรียวทั้งสองข้างของโมรีไว้ แต่แรกชายหนุ่มยังคงลังเล ทว่าพอเธอไม่ได้ชักมือหนีเขาก็กระชับกุมไว้แน่นขึ้น
“นิ่ม” เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยชื่อของเธอช่างอ่อนหวาน จนหัวใจโมรีพลอยสะท้าน
ชั่วครู่ที่เหมือนหัวใจหยุดเต้น อาคิราเอื้อมมืออีกข้างมาเชยคางหญิงสาวให้แหงนเงย สัมผัสแผ่วเบาอ่อนโยนบ่งถึงการทะนุถนอมจากปลายนิ้ว ส่งผ่านมาพร้อมกับความร้อนที่วิ่งตรงไปยังหัวใจดวงน้อย แล้วเขาก็ก้มหน้าลงมามองมอบรอยยิ้มที่ทำให้ใจโมรีชื่นบาน อาคิรายังคงอยากได้คำตอบที่ถามเธอ ชายหนุ่มจึงเอ่ยย้ำ
“แล้วคำตอบล่ะครับ นิ่มรู้สึกเหมือนกันกับผมหรือเปล่า”
คำตอบของเธอคือความเงียบและใบหน้าที่ร้อนผ่าว ดวงตาของเธอคงตอบเขาไปแล้วละ เพราะหลังจากสบตาอยู่ชั่วอึดใจโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา หลังจากนั้นอาคิราก็ยิ้มกว้าง
“ขอบคุณ ดีใจนะที่รู้ว่าอย่างน้อยผมก็ไม่ได้คิดไปเองคนเดียว
เสียงพูดแผ่วเบาที่ดังอยู่ใกล้ๆ และดวงตาของเขาที่มองมาสบกับเธอซึ่งคราวนี้โมรีไม่ได้เบือนหลบ ดูเหมือนสองสิ่งนี้มันมากเกินพอ และคล้ายว่าจะมากเกินไปด้วยซ้ำ จนโมรีกลัวว่าหัวใจของเธอที่เต้นแรงมันจะรับไม่ไหวเข้าสักวัน
“คราวนี้จะไปหลายวันหน่อย คุณหนูไม่ต้องห่วงนะคะ” สาวิตรีเอ่ยขึ้นยามแนบมือลงกับข้างแก้มของโมรี “งานนี้จะไม่ไปก็ไม่ได้ ปฏิเสธเขาไปหลายทีแล้ว”
วันนี้เป็นวันศุกร์ สาวิตรีกับดัมรงค์จะต้องเดินทางไปทำธุระที่จังหวัดทางภาคเหนือ และไม่สามารถจะพาโมรีกับวันใหม่และอาทิตย์ไปด้วยได้ เนื่องจากหนุ่มน้อยของบ้านติดสอบ
แววห่วงใยในดวงตาของสาวิตรีนั้นท่วมท้น และโมรีก็ยิ้มรับ เธอยกมือขึ้นกุมมือของหญิงที่เป็นเหมือนแม่ไว้แนบแก้ม สายตาของโมรีมองเลยไปยังดัมรงค์ที่ส่งยิ้มมาให้ สายตาของเขาแทบไม่แผกกับสาวิตรี ก่อนที่ทุกคนในร้านจะเงียบกันไปหมด...เพราะเสียงโทรทัศน์ที่เปิดไว้ มันเป็นรายการข่าวที่กำลังนำเสนอคดีดังในอดีตที่ยังปิดไม่ลง ภาพในจอฉายภาพที่ดินรกร้างว่างเปล่า พื้นที่ว่างตรงกลางยังคงมีซากปรักหักพังของตัวบ้านเหลือให้เห็น
‘สิบเจ็ดปีแล้ว กับปมปริศนาไฟไหม้บ้านพักตากอากาศตระกูลพรหมพิริยะ ที่ยังหาความกระจ่างในเรื่องนี้ไม่ได้ พร้อมกับทายาทคนสุดท้ายที่ยังคงหายสาบสูญ’
การรายงานข่าวยังดำเนินต่อไป และไม่ต้องมีคนพูด วันใหม่เดินไปปิดโทรทัศน์ โมรีเบือนหน้าหนี เมื่อภาพในจอปรากฏชื่อของนักธุรกิจคนหนึ่ง
‘หนึ่งในผู้ใกล้ชิดที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย คือนายกฤษณะ ตั้งเกียรติวัฒนา อดีตหุ้นส่วนคนสำคัญ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นู้ถือหุ้นใหญ่ของพรหมพิริยะกรุ๊ป...’
ใช่...ที่โมรีทนฟังข่าวต่อไปไม่ไหว นั่นก็เพราะทายาทคนสุดท้ายของตระกูลพรหมพิริยะที่หายสาบสูญคือเธอ เด็กน้อยในอดีตซึ่งสูญเสียบิดามารดาไปในกองไฟ
ความเงียบอันน่าอึดอัดก่อตัวขึ้น และดัมรงค์ก็เป็นคนทำลายมันลงด้วยการสั่งความลูกสาว
“ถ้ามีอะไรผิดแผกแปลกตาไป ก็ปิดร้านไปเลยนะวัน” พอวันใหม่รับคำ เขาก็หันมาบอกกับโมรี “คุณหนูก็ต้องระวังตัวนะครับ คุณอ้นบอกว่าหมู่นี้พวกนั้นเริ่มป้วนเปี้ยนมาแถวนี้”
