บทที่ 4 บทที่ 1 (3)
แต่ที่แย่ คือขวากหนามบนกำแพงนั่นต่างหาก เธอรู้สึกอย่างไรกับเขา เขาไม่อาจรู้ได้เลย โมรีเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง เธอเก็บตัวซ่อนไว้ ภายใต้รอยยิ้มเป็นมิตรนั่น หากถามว่าทำไมเขารู้ นั่นก็เพราะเขาเฝ้ามองเธอมาตลอดหลายปีนี้ โมรีมีคนมาจีบมากมาย ทั้งหนุ่มหล่อ พ่อบุญทุ่ม แต่กลับไม่เคยมีใครได้หัวใจเธอไปแม้แต่คนเดียว
เธอต้อนรับผู้ชายที่หมายหัวใจเธอด้วยรอยยิ้ม และปฏิเสธด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจ เขามองเธอทำงานต่ออีกหน่อยก่อนเบือนสายตากลับมา ดูท่าทางของโมรีแล้ว เธอไม่ได้สนใจหรือใส่ใจในตัวเขาด้วยซ้ำ สำหรับเธอ เขาก็คงเป็นแค่ลูกค้าคนหนึ่งจริงๆ แต่กับเขาแล้วไม่ใช่ เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่แม่ค้าตัวเล็กๆ สถานะในใจของเขาสำหรับมันใหญ่กว่านั้น
เขาชอบเธอ
อาคิรารู้ตั้งแต่ที่ได้เจอ เขาสนใจเธอตั้งแต่วันแรกที่เผลอมาที่ร้านนี้ อาคิรามาดูที่ที่จะซื้อ ขากลับเพราะเลี้ยวผิดซอยทำให้หลงมาที่นี่ ด้วยความชอบกาแฟเป็นทุนอยู่แล้ว กับเห็นว่าร้านร่มรื่นน่านั่งดี เขาจึงแวะเข้ามาลองใช้บริการ
และนั่นก็ทำให้เขาได้พบโมรี
‘เอ๋...พี่แก้วพูดจริงๆ น่ะหรือคะ’
โมรีไม่รู้หรอกว่า เสียงสนทนาของเธอ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านกาแฟ
และเบเกอรี่ที่ดังค่อยๆ นั้นจะดึงความสนใจของเขาได้ ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งสวมเชิ้ตสีดำกางเกงยีนเก่าๆ ที่กำลังยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ต้องหยุดและนิ่งฟัง แก้วเสียงกังวานคล้ายระฆังที่หัวเราะขึ้นต่อจากนั้นมันตรึงเขาไว้ และทำให้เขาที่ลอบมองอยู่อดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้
มือคล้ำแดดยกแก้วกาแฟค้าง นัยน์ตาคมกล้าจ้องจับอย่างสนใจ ริมฝีปากขยับยิ้มนิดๆ อย่างลืมตัว เพราะกิริยาของเธอที่แลเห็นคล้ายเด็กๆ ทำให้รู้สึกเอ็นดูขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เป็นนานกว่าที่โมรีจะวางสาย และเขาก็จ้องมองราวกับถูกมนตร์สะกดตรึงไว้ไม่ให้ขยับ
อาคิราเผลอมองเพลินกระทั่งเธอรู้สึกตัว แล้วรอยยิ้มอ่อนหวานนิดๆ ก็เลือนหายไป เธอก้มหน้าหลุบตาเขาในทันทีไม่ยอมประสานสายตาด้วย ร่างเล็กบอบบางอรชร ยืนอยู่ภายในเคาน์เตอร์ไม้สูงครึ่งวงกลม แต่งเข้ากับมุมห้อง มีตู้แช่ขนาดใหญ่ตั้งไว้ด้านหลังชิดกับผนัง บนเคาน์เตอร์ไม้มีกระเช้าหลายขนาด รูปทรงแตกต่างกัน วางใกล้กับแจกันใบยาวสีขาวสูงปักกุหลาบดอกโต
บรรยากาศคล้ายตกอยู่ในภวังค์ที่มีแค่เราสองมลาย เมื่อมีคนเข้ามาแทรก
‘เป็นอะไรน่ะนิ่ม พี่แก้วโทร.มาเรื่องงานเหรอ ได้ยินเสียงดังเข้าไปถึงในครัว’
คนขัดจังหวะความเงียบอันน่าอภิรมย์นั้นเป็นวันใหม่ ผู้หญิงตาโต หน้าหวานแต่ไม่เท่ากับคนถูกทัก หล่อนสวมเสื้อยืดง่ายๆ กับกางเกงยีนขายาว ผมรวบไว้ใต้หมวกเก็บผม สวมผ้ากันเปื้อนสีเข้ม ในมือถือถาดใส่เค้กที่แต่งหน้าเสร็จแล้วออกมาจากห้องครัว และสองสาวก็คุยกันต่อ โมรีดูลืมเขาไปอย่างสิ้นเชิง เหมือนไม่รู้ว่าเขากำลังมองเธออยู่
อาคิรานั่งฟังเพลินกับเสียงใสๆ ที่ได้ยิน เขามองภาพโมรียิ้มและ
หัวเราะอย่างเป็นสุข ซึ่งเขาคงจ้องนานไป เธอถึงได้หันมามองอีกครั้ง คราวนี้เราประสานสายตากันอย่างจัง วินาทีนั้นเหมือนทุกอย่างหยุดชะงัก ดวงตาโตสีเม็ดลำไยมองตอบเขาก่อนที่เธอจะหลบสายตา อาคิรายิ้มเมื่อเห็นว่าพวงแก้มนวลดูเป็นสีระเรื่อขึ้น
แต่เวลาแห่งความสุขมักสั้นเสมอ
‘เก็บตังค์ด้วยครับ’
อาคิราเอ่ยเมื่อลุกขึ้นเดินไปหยุดลงที่หน้าเคาน์เตอร์ ในขณะวันใหม่ส่งยิ้มให้ พร้อมกับเสนอของแถมหลังจากเขาสั่งซื้อเค้กที่วางโชว์อีกอย่างละปอนด์
โมรีมองตามพี่สาวของเธอซึ่งเดินกลับเข้าครัวไปเพื่อจัดของแถม แต่พอหันมาและพบว่าเขามองเธออยู่ก่อนแล้ว เธอก็หลบตา บอกอ้อมแอ้มถึงราคาสินค้าที่เขาต้องจ่าย
อาคิราหยิบธนบัตรส่งให้ สายตายังจับจ้องยังดวงหน้าคนยื่นมือมารับ มือเรียวนั้นสะอาดสะอ้าน เล็บตัดสั้นอย่างคนรักษาความสะอาด เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้งเมื่อยื่นเงินทอนคืนกลับมา ก่อนหันหลังไปล้างมือที่อ่างล้างมือซึ่งติดกับตู้แช่ เช็ดจนแห้งแล้วหันมาจัดการกับขนมเค้กที่เขาเลือกไว้ลงกล่อง
ไม่นานเลย ภารกิจของเธอก็เสร็จเรียบร้อย อาคิรานึกเสียดาย เขาอยากให้เวลายืดยาวออกไปเขาจะได้มองเธอนานกว่านี้อีกหน่อย
‘เค้กได้แล้วค่ะ เดี๋ยวรอโดนัทสักแป๊บนะคะ เอ่อ นายหัว’
แม้ที่นี่ไม่ใช่ใต้ แต่คนพื้นที่ส่วนใหญ่ที่รู้จักอาคิรามักจะเรียกเขาว่านายหัวมากกว่าเสี่ย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคนงานเก่าแก่ของพ่อเขาซึ่งติดตามมาด้วยเรียกเป็นประจำ พอได้ยินบ่อยๆ เข้า ชาวบ้านจึงพลอยเรียกพ่อกับเขาเช่นนั้นไปด้วย ซึ่งอาคิราเองก็พอใจ เพราะคำว่าเสี่ย มันทำให้เขานึกถึงภาพชายวัยกลางคนลงพุง หัวล้านและสวมเครื่องประดับทำด้วยทองจนเต็มตัว พอเขาไม่ได้ตอบเธอจึงย้ำ
‘นายหัวคะ เอ่อ รอสักครู่นะคะ’
เสียงของเธอทำให้เขาหลุดจากภวังค์ อาคิราเลิกคิ้วขึ้น มองคนซึ่งยื่นกล่องของไว้บนเคาน์เตอร์ โมรีแก้มแดงขึ้นกว่าเดิม เพียงแค่เขาสบตากับเธอและยิ้มให้อีกครั้ง
‘ขอบคุณครับ ว่าแต่คุณรู้จักผมด้วยหรือ เพราะแถวนี้ไม่น่าจะมีคนเรียกนายหัวนะ’
‘อ๋อ’ ยิ้มเธอใสเหมือนน้ำค้าง ‘เอ่อ น้องชายทำงานอยู่ที่รีสอร์ต ของนายหัวค่ะ เขาชอบมาเล่าให้ฟัง...อุ๊ย!’ เหมือนจะนึกขึ้นได้ โมรียิ้มแหยรีบบอกเขาว่า ‘นายอาทิตย์บอกว่าคุณเป็นเจ้านายที่ดีค่ะ...ตายแล้ว โธ่!!’ คราวนี้สีหน้าเธอซีดลง เมื่อละล่ำละลั่กบอก ‘ฉันรู้ว่าถึงจะพูดในด้านดี แต่การเอาเจ้านายมานินทา เอ๊ย...พูดถึง มันก็ดูไม่ดีอยู่ดี ขอโทษด้วยนะคะ นายอาทิตย์ยังเด็ก เขาแค่ชื่นชมคุณให้พวกเราฟังเท่านั้น’
อาคิราหยุดคิด แล้วเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ
