บทที่ 5 บทที่ 1 (5)
‘นายอาทิตย์ที่ช่วยลุงก้อนขับเรือไป-กลับระหว่างเกาะกับรีสอร์ตหรือเปล่าครับ’
‘ค่ะ เอ่อ...ขอโทษนะคะ ขอโทษ’ ท่าทางโมรีตกใจจริงๆ อาคิราจึงอดหัวเราะไม่ได้ ที่แม่สาวน้อยตรงหน้าเรียกคนขับเรือของเขาว่าเด็ก ทั้งๆ ที่ใบหน้าอ่อนใสนี่ไม่ได้บ่งว่าอายุต่างกันกับคนที่ถูกพูดถึงสักเท่าใดเลย
‘ไม่เป็นไรหรอกครับ เวลานายอาทิตย์ทำงานให้ผมก็เป็นอย่างนี้แหละ หมอนั่นชอบพูดตรงๆ แต่ขอโทษ อย่าหาว่าผมเสียมารยาทเลย เห็นคุณเรียกหมอนั่นว่าแก เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณอายุมากกว่า...’
ดวงหน้าอ่อนหวานเผยยิ้มแสนซื่อบริสุทธิ์มาให้ แววตาเธอสดใส
จนน่าอิจฉากระนั้นก็ยังพอมองเห็นความเศร้าจางๆ ที่ครอบอยู่ มันเป็นความแตกต่างที่รวมกันได้อย่างลงตัว และนั่นก็ทำให้อาคิราเผลอจ้องอย่างติดใจ แต่ว่าบรรยากาศดีๆ นั่นก็หมดลง เมื่อวันใหม่ก้าวออกมาพร้อมกับของแถมที่พวกเธอมอบให้เขา อาคิราจึงต้องจำใจกล่าวลาโมรี และตลอดเวลาที่เขาหิ้วถุงเค้กเดินออกจากร้านมา รอยยิ้มสุขใจก็ยังประดับอยู่บนใบหน้าไม่คลาย
จากการเป็นลูกค้าขาจร อาคิราบอกตัวเองว่าเขาคงต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นลูกค้าขาประจำเสียแล้ว
และกระทั่งวางของไว้ในรถแล้วเข้าประจำที่คนขับ อาคิราก็ยังอดมองเข้าไปภายในร้านอีกไม่ได้ รอบร้านเป็นกระจกใส ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน... ดูเหมือนโมรีกำลังอธิบายอะไรให้กับวันใหม่ฟัง
ใบหน้าสวยหวานเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส เธอเหมือนเด็กในคราบผู้ใหญ่ที่มองโลกนี้อย่างสวยสดงดงาม
อาคิราโคลงศีรษะอย่างนึกขันตัวเอง หัวใจเขามันเต้นแรงเป็นครั้งแรก มันสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็น ก็เพราะ...เธอ ‘โมรี’ ผู้หญิงโลกสวย ที่ทำให้โลกหม่นๆ ของเขาสว่างขึ้น ด้วยรอยยิ้มของเธอ
อาคิราผ่อนลมหายใจ ยามถอนตัวเองออกมาจากภวังค์ นั่นคือครั้งแรกที่เขาได้เจอกับเธอ
เท่าที่เขารู้ โมรีไม่ใช่คนที่นี่ ชีวิตของเธอเท่าที่เขารู้ช่างน่าสงสารนัก โมรีไม่มีพ่อแม่ เธอเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง และถูกขอมาเลี้ยงจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง ครอบครัวในตอนนี้ของหญิงสาวเป็นแค่ครอบครัวอุปถัมภ์ ย้ายมาอยู่ที่ระยองนี่ได้เจ็ดแปดปีแล้ว พวกเธอเป็นคนต่างถิ่นที่ไม่มีใครรู้จัก และมาลงหลักปักฐานเช่าพื้นที่เปิด
ร้านขายส่งมะพร้าวในตลาดสด
อาคิราหลุบตามองกาแฟในแก้วที่ยังเหลือค้าง เขาเสียดายอยู่ในอกลึกๆ เมื่อนึกได้ว่า
ระหว่างโมรีกับเขาคงเป็นได้แค่นี้ เพราะเธอช่างเก็บตัวเหลือเกิน ไม่มีช่องว่างใดให้เขาได้พาตัวไปใกล้เธอได้เลย และเขาคงทำได้แค่มองไปอย่างนี้ มองไปจนกว่าเธอจะมีใครจับจอง
เขาดึงตัวเองให้ลูกขึ้นยืนหลังจากนั้น เดินตรงเข้าไปหาโมรี และไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าที่เคย นั่นก็คือการสั่งเค้กเล็กๆ น้อยๆ ส่งยิ้มให้เธอ และจ่ายเงิน ก่อนเดินออกจากร้านไป
และทุกอย่างระหว่างโมรีกับอาคิราก็ดำเนินมาเช่นนั้น...ทุกวัน ทุกคืน
แต่แล้วในวันหนึ่ง มันคงเป็นพรหมลิขิตที่ถูกขีดเขียนไว้มาแต่แรก หรือไม่ก็ถึงเวลาที่หัวใจสองดวงจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผูกพันกัน จึงทำให้ในวันหนึ่งความสัมพันธ์ที่ห่างไกลของทั้งคู่ ถูกขยับให้เข้ามาใกล้ชิดกันทีละนิด
จากแม่ค้าลูกค้า สถานะระหว่างเราก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป
“หิวแล้วค้าบ-บ-บ มีไรกินมั่งมั้ยฮะพี่นิ่ม” เสียงพูดที่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระดิ่งหน้าประตูกระจกใสที่ดังกรุ๊งกริ๊งเมื่อถูกผลักเข้ามา เป็นของหนุ่มน้อยในชุดนักศึกษาซึ่งดูจะเก้อๆ ยามลูกค้าหลายคนในร้านหันมามอง เจ้าตัวเลยได้แต่ยิ้มเขินยกมือขึ้นเกาศีรษะแล้วรีบเดินเข้าไปหาโมรีที่นั่งอยู่ภายในเคาน์เตอร์
‘อาทิตย์’ ซึ่งเขินแล้วหูจะแดง เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดี เขาไว้ผมสั้นดูเข้ากันดีกับดวงหน้าเรียว ดวงตายาวใหญ่เต็มไปด้วยประ-
กายสดใสใต้คิ้วเข้ม กับจมูกโด่งและริมฝีปากหยักบางน่ามอง
“พี่วันล่ะฮะพี่นิ่ม ว่าแต่ปกติทุกวันตอนช่วงนี้จะไม่ค่อยมีลูกค้านี่นา ทำไมวันนี้คนเยอะจัง”
ชายหนุ่มเอ่ยถามโมรีด้วยความสงสัยหลังเห็นลูกค้าสาวๆ ซึ่งส่วนมากก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกันกับเขาอยู่เกือบเต็มร้าน ในขณะที่คนถูกถามหัวเราะเบาๆ เอียงหน้าขึ้นมองเล็กน้อยแล้วตอบว่า
“เขามาเพราะทิตย์ไปประกวดอะไรที่มหาวิทยาลัยนั่นแหละ แล้วที่ทิตย์เพิ่งเห็นก็เพราะทิตย์ไปขับเรือให้นายหัวที่รีสอร์ต กลับมืดๆ กับที่ติดสอบนี่ไง แล้วเป็นไงจ๊ะ สอบปีสุดท้ายนี่ โอมั้ย”
อาทิตย์ยิ้มเจื่อนเมื่อรู้ถึงสาเหตุ เรือนร่างเพรียวสูงดูสะโอดสะอง ยิ่งก้มลงให้ตัวต่ำลงกว่าเคาน์เตอร์จนกลายเป็นนั่งยองๆ เพื่อหลบสายตาสาวๆ ที่มองมา
“สบายครับ จบแน่ๆ สามปีครึ่ง อ๊ะ! ว่าแต่มีอะไรกินมั้ยฮะ หิวมาก”
โมรีมองคนที่ยกมือลูบท้องไปมาบอกพร้อมโบกมือไล่
“วันอยู่ในครัวจ้ะ วันนี้ได้หมี่โคราชมา บอกว่าจะผัดรอน้องชายสุดหล่อ ไปสิคงเตรียมไว้แล้วแหละ”
“แจ่มเลย! งั้นผมไปก่อนนะ” น้องชายสุดหล่อยิ้มหวานพลางบอกเสียงเบาลงไปอีกว่า “น่าอายชะมัดเลยพี่นิ่ม ให้ตายผมหลบก่อนนะ นี่ถ้าไม่โดนพวกเพื่อนมัดมือชก ผมคงไม่ขึ้นประกวดหรอก”
ว่าแล้วคนพูดก็ลุกขึ้นยืนก่อนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ รีบเผ่นเข้าไปในครัวพร้อมกับปิดประตูตามอย่างไว โมรีที่นั่งตอนแรกลุกขึ้นยืนเท้าแขนกับเคาน์เตอร์ชะเง้อมองตามพลางอมยิ้ม เมื่อได้ยินเสียงล้งเล้งของสองพี่น้องดังมาจากในครัว แต่พอจะนั่งลงเช่นเดิมก็มีอันให้ต้องตกใจ เมื่อพบ
ว่าอาคิรายืนอยู่ต่อหน้าพร้อมกับส่งยิ้มมาให้
“เอ่อ สวัสดีค่ะ นายหัวจะรับอะไรดีคะวันนี้”
