บทที่ 7 บทที่ 2 (2)

“ได้งานใหญ่แบบนี้ก็ดีคุณหนูจะได้ไม่เบื่อที่ต้องอยู่แต่ที่ร้าน”

คู่สามีภรรยามองสบตากัน แล้วสาวิตรีก็บอกแก่โมรีเป็นการตัดบทสนทนาในค่ำนั้นว่า

“เอาละ ถ้าอย่างนั้นคุณหนูไปอาบน้ำดีกว่านะคะ ดึกแล้วด้วยจะได้พักผ่อน”

พอได้ยินผู้เป็นมารดาพูดเช่นนั้น อาทิตย์ที่เงียบมาแต่แรกก็เข้าไปโอบเอวแม่พึมพำออดอ้อน

“แม่รักพี่นิ่มมากกว่านี่นา ทำไมไม่บอกให้ทิตย์ไปอาบน้ำนอนมั่ง”

แล้วพอหนุ่มน้อยปรายตามองไปยังพี่สาวก็ได้เรื่องทันทีเพราะวันใหม่บอกว่า “เสียใจด้วย พ่อทิด!”

ลูกคนโตของสาวิตรีและดัมรงค์รีบลุกขึ้นไปโอบเอวบิดาไว้ พลางซบบ่าออดอ้อนแล้วเย้ยน้องชาย

“เผอิญลูกรักของพ่อก็เป็นพี่ซะแล้ว ว้า! ส่วนเกินนะพ่อทิดนะ”

ผู้เป็นพ่อแม่ และโมรีมองพลางหัวเราะในขณะที่น้องชายบอกพี่สาวด้วยท่าทางงอนๆ ว่า

“งั้นผมเป็นคนโปรดของพี่นิ่มก็ได้”

โมรียิ้มขำเมื่ออาทิตย์เข้ามาโอบเธอจากทางด้านหลัง และพอเห็นดังนั้นสาวิตรีก็ถลึงตาใส่เป็นเชิงปรามลูกชายตัวดี ที่ชอบถึงเนื้อถึงตัวคุณหนู ในขณะที่ดัมรงค์กระแอมกระไอบอกเสียงเรียบ

“ไม่ใช่เด็กแล้วทิตย์ อย่ากอดคุณหนูแบบนั้นไม่เหมาะ”

“โห!” คราวนี้วันใหม่ละที่ทำตาโต รับเอาน้องชายมากอด ทำท่าพึมพำน้อยอกน้อยใจกันสองคน

“พ่อไม่เห็นหวงวัน เหมือนกับคุณหนูเลย โธ่ ทิตย์เอ๊ย! นี่ละเขาเรียกสองมาตรฐาน!”

สิ้นเสียงตัดพ้อ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นประสานภายในบ้านไม้หลังน้อยสองชั้น ห้าคนพ่อแม่ลูกดูเป็นสุขกับชีวิตในเวลานี้ ลมเย็นโชยผ่านตัวบ้านลอยเลย เงาไม้ต้องแสงไฟทาบเงาทอทับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดประจำมาเกือบสิบปี

และโมรีได้แต่หวัง ความสุขนี้จะยืนนานตลอดไป

หญิงสาววาดหวังดังเช่นที่คิด คืนนั้นเธอหลับไปพร้อมหัวใจที่ร้องขอให้วันเวลาอันแสนสุขคงอยู่ตลอดไปดังเช่นทุกวัน ทว่าเธอกลับฝัน ฝันถึงคืนวันอันน่าสยดสยอง ครั้งหนึ่งในอดีตที่เธอเคยได้เจอมา

โมรีสะดุ้งตื่น เหงื่อผุดเต็มตัวและเธอพบว่าตัวเองร้องไห้

หญิงสาวกอดตัวเอง และซุกหน้าลงกับเข่า ปล่อยให้น้ำตาร้อนผ่าวไหลริน ในห้องนอนมืดไม่เห็นสิ่งใด โมรีรู้สึกเหมือนตกอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งในฝัน

บ้าน... บ้านของเธอที่มีเปลวไฟลุกโชนท่วมท้น

เธออยากลืมมัน ไม่อยากจะต้องคิดถึงมันอีก แต่แล้วโมรีก็ทำไม่ได้ เพราะบ้านหลังนั้นมันมอดไหม้ไปพร้อมกับชีวิตของคนที่เธอรัก ครอบครัวที่แท้จริงของเธอ

ในคืนนั้นโมรีนอนไม่หลับ เธอได้แต่เศร้าสร้อยกับความฝันอันทรมาน หญิงสาวพร่ำบอกตัวเองให้วอนขอ ขอให้เธอได้เจอกับสิ่งดีๆ บ้าง เธอขอแต่ไม่เคยหวัง

แต่แล้วเมื่ออรุณรุ่งย่างกรายมาถึงเธอก็พบว่า คำวอนของเธอคล้ายจะเป็นจริง ความเศร้าในใจเธอถูกพัดปลิวหายคล้ายจะไม่เหลืออยู่ เมื่อเธอรู้สึกมีความสุขกับงานเสริมในรีสอร์ต หัวใจดวงน้อยอิ่มเอมที่ได้พบหน้าคนที่ตนแอบรักมานานได้บ่อยกว่าเดิม โมรีไม่อยากยอมรับเลยว่ามันคือความแปลกใหม่ในชีวิต ชีวิตของเธอที่ช่างหงอยเหงา และในส่วนลึกแฝงไว้ด้วยความเศร้าเดียวดายซึ่งประสบตลอดมา ก็คล้ายจะเปลี่ยนไป

มันเป็นช่วงเวลาสองสามเดือนที่โมรีมีความสุขเหลือเกิน เธอได้เจออาคิรา ได้คุยกับเขา ระยะห่างระหว่างเราเหมือนจะหดลงอีกนิด

“ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ยจ๊ะน้องสาว”

วันใหม่เอ่ยถามโมรีขึ้นในช่วงบ่ายของวัน พลางทำท่าหลิ่วตาเลียนแบบบรรดาหนุ่มเจ้าชู้ทั้งหลาย ส่วนคนฟังหัวเราะร่วนเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนเท้าแขนอยู่นอกเคาน์เตอร์ วันนี้ภายในร้ายเงียบเชียบ เพราะเป็นเวลาบ่ายที่พนักงานทั้งหลายซึ่งเป็นแขกประจำกลับเข้าไปทำงานช่วงบ่ายแล้ว

“ก็ยี่สิบหกเท่ากันละ เท่าที่นิ่มจำได้น่ะจ้ะ”

คนถูกโมรีย้อนเรื่องอายุซึ่งตอนนี้อายุยี่สิบหกทำตาเขียวใส่

คนที่ถูกแหย่ก่อนหน้าจึงหัวเราะพอใจ เพราะแม้ว่าจะผ่านมากี่ปีก็ตาม วันใหม่ก็ยังเหมือนเดิม โดยเฉพาะนิสัยคล้ายๆ เด็กนี่ที่น้อยคนนักจะได้เห็น

ปีนี้เวลาผ่านไปไวจนน่าตกใจ เพราะอีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันครบรอบวันเกิดของโมรีแล้ว และ...เป็นปีที่ห้าแล้ว ที่เธอแอบรักผู้ชายคนหนึ่งโดยที่เจ้าตัวเขาไม่เคยรู้

ความคิดของโมรีสะดุดเมื่อเสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้น เธอเหลียวไปมองก่อนแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มอายๆ พลางรีบก้มหน้าหลบสายตาอาคิราที่มองมาเช่นเคย วันใหม่นั้นยิ้มกว้าง แล้วเอ่ยทักทายลูกค้าขาประจำที่เริ่มจะคุ้นเคยกันมากขึ้น เพราะหลังๆ นับแต่รับงานที่รีสอร์ตมานี้ พวกเธอก็รู้อาคิราไม่ใช่คนถือตัว

“อ้าว สวัสดีค่ะนายหัว วันนี้รับอะไรดีคะ”

อาคิรายิ้มรับและเอ่ยทักทายเมื่อเดินตรงมาที่เคาน์เตอร์ โมรีได้ยินเสียงทั้งสองคนพูดคุยกันอีกสองสามประโยค ก่อนที่เขาจะสั่งเอสเพรสโซ่แก้วโปรด พร้อมกับเค้กช็อคโกแลตหนึ่งชิ้น

วันใหม่ซึ่งเป็นคนรับออเดอร์เดินเข้ามาทำหน้าที่ ส่วนโมรีลุกขึ้นยืนและเห็นว่าขณะนั้นอาคิราได้เข้าไปนั่งยังโต๊ะตัวประจำของเขาแล้ว หญิงสาวถอนสายตากลับมาจากเขาเพื่อหยิบเอากระเป๋าสะพาย ส่วนคนซึ่งกำลังรอให้น้ำสีดำจากเครื่องชงกาแฟไหลลงในแก้วใสใบเล็ก หันมาหาบอกกับโมรีที่ยืนหันหลังอยู่ในเคาน์เตอร์ว่า

“ระวังๆ หน่อยนะนิ่ม เฮ้อ! นี่ทำไมต้องไปเองด้วยก็ไม่รู้นะ”

“ไม่มีอะไรหรอก นิ่มจะระวังนะ นิ่มสัญญา”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป