บทที่ 1 เจ้าสาวตัวแทน

ก่อนเริ่มพิธีวิวาห์เพียงไม่กี่นาที...

เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนภายในห้องแต่งตัวสุดหรูของโรงแรมระดับห้าดาวดังถี่รัว สะท้อนความวุ่นวายและแรงกดดันที่อบอวลอยู่ทั่วทั้งห้อง

มนัสวียืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ มือทั้งสองกำแน่นจนปลายเล็บจิกฝ่ามือ ใบหน้าหวานที่ควรเปล่งประกายด้วยรอยยิ้มกลับซีดเซียวราวกับคนไร้เรี่ยวแรง ดวงตาคู่สวยสั่นไหวไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น

บนโต๊ะเครื่องแป้งมีซองจดหมายสีขาววางอยู่เพียงฉบับเดียว

ลายมือที่เขียนอยู่บนกระดาษเหมือนของมลทิรา พี่สาวแท้ ๆ ของเธอทุกตัวอักษร

'พี่ขอโทษนะพรีม พี่แต่งงานกับคุณปกไม่ได้จริง ๆ พี่ต้องไปแล้ว ฝากดูแลแม่ด้วย'

"พี่ไหม ทำไมทำแบบนี้"

หญิงสาวพึมพำเบา ๆ พลางมองข้อความตรงหน้าราวกับไม่อยากเชื่อสายตา ทั้งผิดหวัง ทั้งสับสน

ปัง!

ประตูห้องแต่งตัวถูกผลักเปิดออกเต็มแรง

จินดารีบเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แต่ทันทีที่เห็นลูกสาวคนเล็ก และเห็นข้อความของจดหมายในมือลูกสาวทั้ง่หมด ร่างของหญิงวัยกลางคนก็เหมือนหมดเรี่ยวแรง ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที

"แม่! แม่คะ" มนัสวีร้องเสียงหลง รีบถลาเข้าไปประคองมารดาไว้ในอ้อมแขน

"แม่... ใจเย็น ๆ นะคะ"

จินดาหอบหายใจถี่ น้ำตาไหลอาบแก้ม มือที่สั่นเทาคว้าข้อมือลูกสาวเอาไว้แน่น

"พี่สาวของลูกไปไหน งานกำลังจะเริ่มแล้วนะ คุณหญิงดารินทร์เพิ่งมาตามเมื่อกี้"

"พรีมก็ไม่รู้ค่ะ พี่ไหมเหลือไว้แค่จดหมายฉบับนี้"

จินดาสะอื้นหนักกว่าเดิม

"ถ้าไม่มีงานแต่งวันนี้ เงินสินสอดที่คุณปกสัญญาจะจ่ายล่วงหน้าเพื่อเอาไปผ่าตัดหัวใจคุณยาย จะทำยังไง"

คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักฟาดลงกลางอกของมนัสวี เสียงหอบหายใจของมารดาดังถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

ภาพคำพูดของแพทย์ในวันนั้นย้อนกลับมาในความทรงจำ

'หัวใจของคุณกานดาวิกฤตมากนะครับ ต้องรีบผ่าตัดให้เร็วที่สุด หากปล่อยไว้อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ทุกเมื่อ'

เงินสินสอดห้าสิบล้านบาท คือโอกาสเดียวที่จะยื้อชีวิตผู้เป็นยายเอาไว้ และเธอจะไม่มีวันยอมปล่อยให้มันหลุดมือ

มนัสวีหลับตาลง สูดลมหายใจลึกเพื่อรวบรวมสติ ก่อนประคองจินดาให้นั่งบนโซฟาอย่างแผ่วเบา

มันไม่ใช่แค่เรื่องคุณยายอันเป็นที่รัก แต่หนี้สินที่บิดาผู้ล่วงลับก่อเอาไว้ก็มหาศาลพอกัน ทุกอย่างดูกดดันและรุมเร้าไปหมด

หญิงสาวหันกลับไปมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกอีกครั้ง

“พรีมจะแต่งงานแทนพี่ไหมเองค่ะ”

“แต่ว่า”

“ถ้าไม่ทำแบบนี้ คุณยายก็จะไม่รอด ไหนจะหนี้สินของคุณพ่ออีก” มนัสวีเอ่ยอย่างตัดสินใจ ก่อนจะเร่งแต่งเนื้อแต่งตัว การจะยกเลิกงานแต่งงานวันนี้ ครอบครัวของเธอต้องจ่ายค่าเสียหายมากมาย หนี้เก่านังไม่มีปัญญาจะใช้คืน หนี้ใหม่ก็ถาโถมเข้ามาอีก จะไปเอาปัญญาที่ไหน

เจ้าสาวในกระจกไม่ใช่ผู้หญิงที่กำลังจะแต่งงานเพราะความรัก แต่คือผู้หญิงที่กำลังจะเดินเข้าสู่สนามรบ

เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนหันกลับมาหามารดา

"แม่คะ... ฟังพรีมนะ"

จินดาเงยหน้ามองลูกสาวทั้งน้ำตา

"พรีมจะเข้าพิธีนี้เอง"

"ลูกคิดดีแล้วเหรอ" จินดาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ ไม่อยากบังคับลูกสาว แต่หมดหนทางแล้วจริง ๆ

“คิดดีแล้วค่ะ เพื่อคุณยายและเพื่อครอบครัวของเรา”

"คุณปกเขาหมั้นกับยัยไหมนะ เขาจะยอมได้ยังไง"

"ถึงเขาจะไม่ยอม แต่งานแต่งระดับประเทศแบบนี้ ตระกูลอัศวเมธินทร์ไม่มีวันยอมให้พิธีล่มหรอกค่ะ"

"แต่..."

"เวลคลุมหน้าเจ้าสาวหนาขนาดนี้ ไม่มีใครสังเกตเห็นหรอกค่ะ" มนัสวีจับมือมารดาแน่นกว่าเดิม ก่อนยิ้มบาง ๆ ทั้งที่หัวใจสั่นระรัว

"พรีมจะทำเพื่อทุกคนเอง ส่วนเรื่องพี่ไหม เราคงต้องสืบกันต่อไป"

จินดาน้ำตาไหลพราก

"แม่ไม่อยากให้ลูกเสียสละแบบนี้"

"ถ้าต้องเลือกระหว่างอนาคตของพรีมกับชีวิตของยายและครอบครัวของเรา"

หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตา

"พรีมเลือกอย่างหลังค่ะ อีกอย่างพี่ไหมไม่ใช่คนที่จะไม่รับผิดชอบอะไรแบบนี้ ทำไมจู่ ๆ ถึงหายไปตัวไปกะทันหัน พรีมจะต้องสืบให้รู้ความจริงค่ะแม่"

เสียงเพลงมาร์ชแต่งงานดังกังวานไปทั่วห้องบอลรูมหรูหรา

แขกผู้มีเกียรติทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง และบุคคลชั้นนำของประเทศต่างลุกขึ้นยืน ปรบมือต้อนรับเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่กำลังเดินเข้าสู่พิธีอย่างพร้อมเพรียง

บนเวทีหลัก...

ธิปกในชุดสูทสีดำตัดเย็บอย่างประณีตยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟ ร่างสูงสง่าของเขาโดดเด่นราวกับนายแบบระดับโลก

แต่ใบหน้าหล่อเหลานั้นกลับไร้อารมณ์

ดวงตาคมเย็นเฉียบราวพญาเหยี่ยวจับจ้องไปยังเจ้าสาวที่กำลังเดินตรงเข้ามา

ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยนั้น กลับซ่อนเพลิงแค้นที่ลุกโชนอยู่เต็มอก

ไม่นานก่อนพิธีเริ่ม เขาเพิ่งได้รับรายงานจากชานนท์ว่า มลทิราคือคนขโมยข้อมูลโครงการสำคัญของอานนท์ อาแท้ ๆ ของเขา ก่อนหลบหนีหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

หญิงสาวเดินมาหยุดตรงหน้า ก่อนยื่นมือเล็กออกมา

ทันทีที่ฝ่ามือของเธอแตะลงบนมือของเขา

ธิปกรับรู้ได้ทันที มือคู่นี้ เล็กกว่า บอบบางกว่า และกำลังสั่นอย่างเห็นได้ชัด

มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเพียงนิด สายตาคมกวาดมองร่างตรงหน้าผ่านผ้าคลุมเจ้าสาวอย่างเงียบงัน

พิธีดำเนินมาจนถึงช่วงแลกแหวน ธิปกหยิบแหวนเพชรเม็ดงามขึ้นมา ก่อนค่อย ๆ สวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของหญิงสาวอย่างอ่อนโยนต่อหน้าสายตาแขกหลายพันคน แต่ในจังหวะที่ทุกคนกำลังยิ้มให้กับภาพแสนงดงามนั้น ชายหนุ่มกลับโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างใบหูของเธอ

น้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นเฉียบเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง

"มือบางกว่ามลทิรา กลิ่นน้ำหอมก็ไม่ใช่"

มนัสวีชะงักทั้งร่าง หัวใจเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ

เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาผ่านม่านลูกไม้บางเบา

ธิปกจ้องเธอไม่กะพริบ

"คิดจะเล่นตลกอะไรมนัสวี" เพียงประโยคเดียว เลือดในกายของมนัสวีก็เหมือนเย็นเฉียบ

เขารู้... เขาจับได้ตั้งแต่ยังไม่เปิดผ้าคลุมหน้าเสียอีก

"คุณปก..." หญิงสาวครางเรียกชื่อเขาแผ่วเบา เสียงนั้นสั่นจนแทบไม่มีใครได้ยิน นอกจากคนทั้งสอง

"เงียบ" ธิปกยังคงยิ้มให้ช่างภาพที่กำลังกดชัตเตอร์รัว ๆ ราวกับเป็นเจ้าบ่าวผู้แสนอบอุ่น แต่คำพูดที่ส่งออกมามีเพียงเธอคนเดียวที่ได้ยิน

"แล้วทำหน้าที่ 'ตัวแทน' ของเธอไปให้จบพิธี"

พรีมเม้มริมฝีปากแน่น

"หลังจากนี้..." ชายหนุ่มหยุดไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

"เธอต้องชดใช้ให้ฉันอย่างสาสม" สิ้นคำ ธิปกก็ปล่อยมือจากเธอทันที ราวกับรังเกียจการสัมผัสนั้น

มนัสวียืนนิ่งไม่ไหวติง หัวใจที่เคยหวาดกลัวเมื่อครู่ ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยเปลวไฟแห่งความดื้อรั้นและศักดิ์ศรี

หญิงสาวเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ

ในเมื่อเธอเลือกก้าวเข้ามาแล้ว ต่อให้ข้างหน้าจะเป็นนรก เธอก็ไม่มีวันถอย เป็นไงเป็นกัน!

ทันทีที่พิธีตัดริบบิ้นและการบันทึกภาพประวัติศาสตร์ของงานวิวาห์ระดับประเทศบนเวทีสิ้นสุดลง

ธิปกก็ไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ชายหนุ่มคว้าข้อมือเล็กของมนัสวีเอาไว้แน่น ก่อนออกแรงกระชากให้เธอเดินตามลงจากเวที มุ่งตรงไปยังห้องรับรองส่วนตัวด้านหลังฮอลล์จัดเลี้ยง โดยไม่สนใจสายตาของแขกผู้มีเกียรติที่พากันมองตามด้วยความสงสัย

บทถัดไป