บทที่ 9 สงครามใต้โต๊ะประชุม และร่องรอยที่จงใจทิ้งไว้
การนำเสนอโครงการอภิมหาโปรเจกต์คอมเพล็กซ์ริมน้ำเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศเงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงพลิกเอกสารเป็นระยะ
ดุจดาวในฐานะที่ปรึกษาโครงการรีบขยับตัวยืดอกขึ้นอย่างมั่นใจ ก่อนฉายสไลด์แผนงานการตลาดที่เตรียมมาอย่างดี หล่อนจงใจเลือกใช้ถ้อยคำหรูหรา ตัวเลขสวยหรู และงบประมาณก้อนใหญ่ เพื่อเรียกคะแนนจากคณะกรรมการบริหาร พร้อมทั้งกู้หน้าคืนจากเหตุการณ์ที่ถูกมนัสวีตอกกลับหน้าห้องทำงานเมื่อช่วงเช้า
"จากแผนงานทั้งหมด ดาวมั่นใจว่าหากเราอัดฉีดงบสนับสนุนและงบการตลาดในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีกสิบเปอร์เซ็นต์ตามที่แจ้งไว้ในรายงาน จะทำให้ยอดจองพื้นที่ทะลุเป้าหมายภายในไตรมาสแรกแน่นอนค่ะคุณหญิงป้า"
ดุจดาวหันไปยิ้มประจบคุณหญิงดารินทร์ที่นั่งฟังอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะประชุม
กรรมการบริหารหลายคนพยักหน้าตามอย่างครุ่นคิด ทว่าก่อนที่ธิปกจะทันเอ่ยอะไร น้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดเจนของมนัสวีก็ดังขึ้นกลางห้อง
"ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวของคุณธิปกหน่อยนะคะ พรีมได้ตรวจเช็กงบสนับสนุนบางรายการที่ระบุไว้ในแฟ้มฉบับจริงย้อนหลังแล้ว พบว่าตัวเลขงบการตลาดที่คุณดุจดาวเสนอมานั้นสูงเกินความจำเป็นไปถึงสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ แถมรายการสนับสนุนบางชิ้นยังมีข้อมูลคลุมเครือ ไม่สอดคล้องกับงบดุลของบริษัทร่วมทุนอย่าง พี. วาย. ดีเวลลอปเมนท์ เลยสักนิด"
คำพูดตรงประเด็นและเฉียบคมของมนัสวีทำให้ดุจดาวหน้าถอดสีทันที
บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มมีเสียงซุบซิบเบา ๆ จากเหล่าบอร์ดบริหาร หลายคนก้มลงตรวจเช็กเอกสารตามจุดที่หญิงสาวชี้ให้เห็น
"แก... เธอรู้เรื่องอะไร อย่ามาปรักปรำมั่ว ๆ นะมนัสวี" ดุจดาวแหวขึ้น เสียงสั่นอย่างคนเริ่มเสียการควบคุม
มนัสวีเพียงยิ้มบาง ดวงตาคู่สวยยังนิ่งและเฉียบคม
"ไม่ได้ปรักปรำค่ะ ฉันพูดตามเอกสาร หลักฐาน และหลักบัญชีพื้นฐาน ถ้าอัดงบส่วนนี้ลงไปโดยไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของอัศวเมธินทร์ กรุ๊ป อาจเสียหายเอาได้นะคะ คุณบอสเห็นด้วยไหมคะ" ท้ายประโยคเธอหันไปถามผู้เป็นสามีและเจ้านาย เพราะคนตัดสินใจก็คือเขา
ธิปกปรายตามองดุจดาวด้วยแววตาเย็นชา ก่อนเอ่ยเสียงเฉียบขาด
"จริงอย่างที่พรีมพูด ดุจดาวกลับไปแก้แผนงานและแจกแจงงบประมาณทั้งหมดมาใหม่ให้ละเอียด ถ้ายังมีจุดคลุมเครือแม้แต่จุดเดียว ผมจะตัดงบในส่วนของคุณทิ้งทั้งหมด"
เพียงประโยคเดียวจากประธานบริหาร ดุจดาวก็อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี หล่อนกำหมัดแน่น ส่งสายตาอาฆาตไปทางมนัสวีอย่างเก็บความแค้นไว้ไม่มิด
เมื่อธิปกสั่งพักการประชุมสิบนาที บอร์ดบริหารจึงทยอยลุกออกไปพักผ่อน บ้างเดินออกไปคุยโทรศัพท์ บ้างจับกลุ่มพูดคุยเรื่องตัวเลขที่เพิ่งถูกชี้ประเด็น
มนัสวียังคงนั่งตรวจเอกสารอยู่กับที่อย่างไม่รีบร้อน
ทว่า พีรวัสกลับไม่ได้เดินออกจากห้องไปไหน
นักธุรกิจหนุ่มร่างสูงโปร่งยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจกับไหวพริบของหญิงสาว ก่อนเดินมาหยุดข้างเก้าอี้ของเธอ แล้ววางนามบัตรสีทองหรูลงบนโต๊ะตรงหน้าอย่างจงใจ
"คุณมนัสวีวิเคราะห์ตัวเลขได้เฉียบคมมากครับ สมแล้วที่เป็นสะใภ้ใหญ่ ถ้ารู้สึกอึดอัดหรือเหนื่อยกับการทำงานในถ้ำเสือที่มีแต่คนคอยจับผิดแบบนี้ นามบัตรของผมมีเบอร์ส่วนตัวอยู่ครับ บริษัท พี. วาย. ของผมยินดีต้อนรับคนมีความสามารถอย่างคุณเสมอ โดยไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น"
น้ำเสียงของพีรวัสนุ่มนวล สุภาพ และแฝงเสน่ห์แบบผู้ชายที่รู้ดีว่าควรพูดอย่างไรให้คนฟังรู้สึกพิเศษ
แต่สำหรับมนัสวี ความหวังดีนั้นดูจงใจเกินไป
เธอยังไม่ทันตอบอะไร มือหนาของธิปกก็เอื้อมมากระชากนามบัตรใบนั้นออกจากโต๊ะอย่างรวดเร็ว
แกรก!
นามบัตรสีทองถูกขยำจนยับยู่ยี่ในมือเดียว ก่อนที่ธิปกจะโยนมันลงถังขยะข้างโต๊ะประชุมต่อหน้าต่อตาพีรวัสอย่างไม่คิดไว้หน้า
"ขอบคุณในความหวังดีแทนภรรยาของผมด้วยครับคุณพีรวัส แต่ผู้ช่วยของผมมีงานล้นมือ คงไม่มีเวลาไปรับไมตรีจากใคร และที่สำคัญ หล่อนอยู่ในความดูแลของผม คนนอกไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาสอด"
ธิปกเน้นคำว่า ภรรยาของผม และ คนนอก ชัดถ้อยชัดคำ
ร่างสูงก้าวเข้ามายืนขวางระหว่างมนัสวีกับคู่แข่งทางธุรกิจ รังสีความหงุดหงิดปนหวงก้างแผ่ออกมาจนบรรยากาศรอบตัวเย็นเยียบลงอย่างเห็นได้ชัด
พีรวัสไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง ตรงกันข้าม ชายหนุ่มกลับเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนหัวเราะในลำคอด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ ราวกับพึงพอใจที่สามารถกระตุกหนวดเสือและปั่นประสาทธิปกได้สำเร็จ
"ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องขอตัวก่อน หวังว่าเราจะได้คุยกันในโอกาสหน้าอีกนะครับคุณพรีม" เขาจึงใจเรียกเธอด้วยชื่อเล่น ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มสุภาพ ก่อนหมุนตัวเดินจากไปอย่างสุขุม
มนัสวีมองตามแผ่นหลังของพีรวัส พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
สัญชาตญาณของเธอบอกชัด ผู้ชายคนนี้อันตราย รอยยิ้มอบอุ่นนั้นซ่อนบางอย่างไว้ลึกกว่าที่คิด
แต่พอหันกลับมามองสามีกำมะลอที่ยืนหน้าตึงอยู่ข้างตัว อารมณ์ครุ่นคิดของเธอก็ถูกแทนที่ด้วยความขบขัน
"ทำลายข้าวของคนอื่นแบบนี้ ไม่น่ารักเลยนะคะคุณสามี หึงพรีมจริง ๆ สินะคะ"
ธิปกตวัดสายตามองเธอทันที
"เลิกเพ้อเจ้อหลงตัวเองได้แล้ว ทำหน้าที่ของเธอให้ดีเถอะมนัสวี ฉันแค่รำคาญขี้หน้ามันต่างหาก"
พูดจบ ชายหนุ่มก็สะบัดหน้าหนีอย่างหงุดหงิด แต่ใบหูที่แดงขึ้นเล็กน้อยกลับทำให้มนัสวียิ้มกว้างกว่าเดิม
หลังการประชุมช่วงบ่ายอันยาวนานสิ้นสุดลง มนัสวีไม่ได้กลับไปยังห้องทำงานทันที เธออาศัยจังหวะที่ธิปกต้องแยกไปคุยงานด่วนกับบอร์ดบริหารผู้ใหญ่ แสร้งบอกชานนท์ว่าต้องการตรวจเช็กแฟ้มเอกสารและบัญชีย้อนหลังเพิ่มเติมในฐานะผู้ช่วยส่วนตัว เพื่อเรียนรู้งานให้เร็วที่สุด
ชานนท์รับคำอย่างนอบน้อม ก่อนประคองแฟ้มบางส่วนเดินนำเธอลงไปยังห้องเก็บเอกสารเก่าชั้นใต้ดินของตึกบริหาร
ภายในห้องนั้นเงียบสงัด อากาศเย็นชื้นเล็กน้อย ตู้เหล็กเก็บเอกสารเรียงรายเป็นแถวยาว แสงไฟนีออนส่องลงมาจาง ๆ ทำให้บรรยากาศยิ่งดูลึกลับ
"คุณพรีมรอตรงนี้สักครู่นะครับ เดี๋ยวผมไปหยิบแฟ้มงบดุลอีกฝั่งมาให้"
ชานนท์เอ่ยเสียงเรียบ ก่อนเดินหายเข้าไปในซอกตู้เอกสารอีกด้าน
ทันทีที่สบโอกาส มนัสวีก็ไม่รอช้า หญิงสาวรีบก้าวไปยังตู้เหล็กฝั่งในสุด ซึ่งจัดเก็บแฟ้มโครงการสำคัญในอดีต นิ้วเรียวไล่ไปตามป้ายชื่อแฟ้มทีละหมวด กระทั่งหยุดลงตรงชื่อโครงการของอานนท์ อาแท้ ๆ ของธิปก ผู้เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ
มนัสวีดึงแฟ้มหนาออกมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว จำได้ว่าพี่สาวเคยทำงานกับอาของธิปก เธออาจจะได้ข้อมูลอะไรบ้าง
แต่ในจังหวะที่เธอกำลังก้มอ่านรายละเอียด สายตากลับเหลือบไปเห็นวัตถุชิ้นเล็ก ๆ บางอย่างตกอยู่ในซอกมืดใต้ฐานตู้เหล็ก
หญิงสาวชะงัก ก่อนค่อย ๆ ย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วเอื้อมไปหยิบสิ่งนั้นขึ้นมา แล้วปัดฝุ่นออกเบา ๆ
ทันทีที่แสงไฟนีออนตกกระทบวัตถุในมือ ดวงตาของมนัสวีก็เบิกกว้าง
หัวใจพลันกระตุกวูบด้วยความตกใจและใจหาย
มันคือ... พวงกุญแจตุ๊กตาไหมพรมถักสีหวานตัวเล็ก ๆ บนตุ๊กตามีรอยเปื้อนจาง ๆ คล้ายถูกทิ้งไว้ในที่มืดมานาน มือของมนัสวีสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เธอจำได้แม่นยำ นี่คือของรักของหวงที่มลทิราเป็นคนถักเองกับมือ และพกติดกระเป๋าทำงานไว้ตลอด ไม่เคยห่างกาย
ร่องรอยชิ้นนี้ตอกย้ำความจริงอันน่ากลัวว่า พี่ไหมเคยมาที่ตึกบริหารแห่งนี้ และน่าจะเคยเข้ามาในห้องเก็บเอกสารลับนี้ ก่อนจะหายตัวไปอย่างแน่นอน
ที่สำคัญ คนที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่สำคัญเช่นนี้ได้ง่ายที่สุด ก็คือประธานบริหารอย่างธิปก อัศวเมธินทร์
"พี่ไหม..." มนัสวีพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาที่เคยแฝงความยียวนและนึกสนุก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเฉียบคม เจ็บปวด และเต็มไปด้วยแรงแค้น
เธอบรรจงเก็บพวงกุญแจนั้นลงในกระเป๋าสูทของตัวเองอย่างมิดชิด เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของชานนท์กำลังเดินกลับมา
เกมแมวจับหนูคงจบลงแค่นี้
จากนี้ไป... มันคือการกระชากหน้ากากของสามีกำมะลอ เพื่อเค้นความจริงว่าเขาเอาพี่สาวของเธอไปซ่อนไว้ที่ไหนกันแน่
