บทที่ 10 หนีเสือปะจระเข้
“คุณหนู?” เมลวินสะดุดหูกับสรรพนามที่นีลใช้เรียกจนอดไม่ได้ที่ต้องเลิกคิ้วอย่างสงสัย “ดูนายจะเอ็นดูเด็กคนนี้นะ นีล”
“สงสารครับ หนีเสือปะจระเข้ชัด ๆ” ท้ายประโยคนีลลดระดับเสียงลง แต่อย่างไรเมลวินก็ยังคงได้ยิน ชายหนุ่มจึงหรี่ตามองลูกน้องคนสนิท
“นายว่าฉันเป็นครอกโคไดล์เหรอ?”
“เปล่าครับ”
“เอาใหญ่แล้วนะ”
เมลวินดุลูกน้องคนสนิท ที่ช่วงหลังมานี้ชักจะกำเริบ พอเขาใจดีหน่อย ก็กล้ามาแขวะใส่
แม้ว่าเขาจะอยากเป็นจระเข้เต็มทีก็ตาม ก็ดูคนที่นอนหลับสนิทอยู่บนตักเขานี่สิ ไม่แปลกใจเลยที่เสี่ยโจจะลงทุนขนาดนั้น และก็ไม่แปลกใจด้วยที่เด็กคนนี้จะออกฤทธิ์ออกเดช เพราะเขาเองก็โดนมาแล้วในห้องวีไอพีนั่น ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนช่วยชีวิตไว้แท้ ๆ
แต่ที่เมลวินแปลกใจก็คือ มีความจำเป็นอะไรที่แดนดินคุณหนูผู้เย่อหยิ่งและจองหอง ถึงได้ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อเงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ไปฟูลมูน”
เมลวินเก็บความสงสัยเอาไว้ ก่อนจะสั่งคนขับรถให้ไปยังจุดหมายปลายทางที่เขาต้องการ
ฟูลมูนเป็นคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการของเมลวินที่ประสบความสำเร็จเกินคาด ยอดจองห้องชุดหมดตั้งแต่เพิ่งเริ่มตอกเสาเข็มเมื่อสามปีก่อน จนตอนนี้ก่อสร้างเสร็จอย่างรวดเร็ว และเริ่มมีลูกบ้านย้ายเข้ามาพัก รวมทั้งตัวเขาที่จับจองพื้นที่บนชั้นสามสิบสามทั้งชั้น จุดประสงค์เพื่อเอาไว้ปรนเปรอความสุขยามที่เหนื่อยล้า และในยามที่บิดามารดาเดินทางมาจากฝรั่งเศสและยึดคฤหาสน์ของเขา พวกท่านไม่ค่อยชอบความอึกทึก และที่สำคัญ ไม่ชอบยามที่เขาพาหนุ่มสาวมาปรนเปรอด้วย
ปรนเปรอ
คำนั้นดังก้องกว่าความคิดอื่นในสมองของเขา เมลวินหลุบตามองคนที่นอนหลับสนิท บางทีเขาก็อยากเลี้ยงใครสักคนถาวร เพราะเบื่อกับการเปลี่ยนคู่นอนเป็นว่าเล่น แต่จะว่าไป ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีใครทำให้เขาติดใจจนอยากจะเลี้ยงดูจริง ๆ จัง ๆ ได้เลย
แต่จูบในห้องวีไอพีเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน กลับทำเขาโหยหา อยากได้อะไรที่มันลึกล้ำกว่านั้น
รอยช้ำที่มุมปากของแดนดิน ถูกก้านนิ้วยาวเกลี่ยคลึงแผ่วเบา เจ้าของนิ้วยกยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ ยามหวนนึกถึงความหวานที่เขาได้สัมผัส
บางที… หลังเด็กหนุ่มตื่นขึ้นมา เขาอาจจะยื่นข้อเสนอขอเลี้ยงดูแลกกับค่าตอบแทนที่มากกว่าเสี่ยโจเสนอให้ หนุ่มวัยสามสิบอย่างเขา คงไม่ถูกที่เขี่ยบุหรี่คริสตัลตีจนหัวแตกหรอก
“ปล่อย!”
แดนดินพยายามไขว่คว้าหาอิสรภาพ เขาใช้อวัยวะทุกอย่างในร่างกายต่อสู้กับคนบนร่างสุดแรง ในขณะที่แววตานั้นกำลังหวาดกลัวสุดขีด
เมลวินเห็นหยดน้ำผุดขึ้นมาบนดวงตาคู่เศร้า ก่อนที่มันจะรวมตัวกันไหลลงไปที่หางตา ชายหนุ่มจึงค่อย ๆ คลายมือออก และปล่อยให้ร่างเล็กได้เป็นอิสระ โดยที่ไม่ยอมอธิบายอะไร ไม่บอกแม้กระทั่งว่าเขาเป็นคนที่ช่วย ไม่ใช่คนที่ซ้ำเติมอย่างที่แดนดินเข้าใจ
เมื่อเด็กหนุ่มเป็นอิสระ ก็รีบผุดลุกขึ้นมาจากเตียง ก่อนจะต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่าร่างทั้งร่างเปลือยเปล่า เสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนที่เขาสวมใส่ มันอันตรธานหายไปไหนเสียแล้ว
“คุณ! เสื้อผ้าผม!”
แดนดินมองสภาพตัวเองสลับกับใบหน้าคมเรียบเฉย แล้วใบหน้าเล็กก็แดงก่ำเพราะโกรธจัด เมื่อสมองลำดับเหตุการณ์และคิดเดาไปต่าง ๆ นานา
“ไอ้คนชั่ว!”
แดนดินล้มตัวลงนอนหงายไปบนเตียงนอนในห้องกว้างที่ถูกพามาขังไว้ น้ำใส ๆ หยดลงตรงหางตายามนึกถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น
หลังจากรู้ว่าเสียตัวให้เมลวินเสียแล้ว เขาก็เหวี่ยงหมัดเล็ก ๆ เข้าใส่ใบหน้าหล่ออย่างรวดเร็ว แต่เมลวินก็ไวกว่า ชายหนุ่มคว้าร่างของเขาทุ่มลงบนโซฟา แล้วขู่ว่าให้สงบสติอารมณ์ แต่ตอนนั้นแดนดินสติแตกไปเสียแล้ว ร่างกายที่เขาเฝ้าดูแลทะนุถนอมเพื่อเก็บมันไว้ให้คนที่เขารักอย่างเหนือนที บัดนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว
เด็กหนุ่มรีบโกยเสื้อผ้าที่กองอยู่บนโซฟามาสวมใส่ ร้องไห้ และวิ่งหนีออกมาทันที เขาได้ยินเสียงเมลวินตะคอกตามหลัง สั่งลูกน้องว่าไม่ต้องตาม
แดนดินคิดว่าชาตินี้จะไม่ขอเจอหน้าเมลวินอีก แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะถูกต้อนให้เข้ามาอยู่ในการคุ้มครองปกป้องของผู้ชายคนนี้
เสี่ยโจกับเมลวิน ใครมันน่ากลัวกว่ากันแน่
หลังจมอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านนานกว่าชั่วโมง แววตาของเด็กหนุ่มก็ลุกโชนขึ้นมา เมื่อสมองขบคิดและสรุปแล้วว่า…
เราต้องเอาคืน!
