บทที่ 1 เจ้าสาวที่หายไป 1
เจ้าสาวที่หายไป
เสียงเคาะคีย์บอร์ดจังหวะถี่กระชั้นดังสะท้อนผ่านความเงียบสงัดยามดึกภายในห้องทำงานเล็กๆ ของบ้านตระกูลวงศ์วาริช
วาดดาว (ดาว) หญิงสาววัย 22 ปี รูปร่างเพรียวบาง ส่วนสูง 163 เซนติเมตร กำลังนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเร่งแก้ไขงานดีไซน์กราฟิกชิ้นสุดท้ายของคืนนี้ ใบหน้าเรียวไข่ไร้เครื่องสำอางซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ดวงตากลมโตที่เคยสดใสบัดนี้ฉายแววโรยแรงจากการอดนอนติดต่อกันมาหลายวัน เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีซีดกับกางเกงยีนส์ตัวเก่า ร่างกายสู้ชีวิตกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าใกล้จะรับไม่ไหวเต็มที
วาดดาวทำงานรับจ้างวาดภาพประกอบและออกแบบฟรีแลนซ์ทุกประเภทเพื่อนำเงินทุกบาททุกสตางค์มาช่วยจุนเจือค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ตระกูลวงศ์วาริชที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตตอนนี้เหลือเพียงเปลือกนอกอันกลวงเปล่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวขาดทุนย่อยยับจนติดหนี้สินธนาคารและหนี้นอกระบบมหาศาล แต่ดูเหมือนความพยายามทำงานหนักแลกเงินเพียงน้อยนิดของเธอจะไม่เคยเพียงพอต่อการพยุงฐานะของครอบครัวเลยสักครั้ง
“ดาว ยายดาว แกเห็นยายฝันบ้างไหม”
เสียงร้องโวยวายของ นงพะงา ผู้เป็นแม่ วัย 50 ปี ดังลั่นมาจากชั้นบนของบ้าน ทำให้วาดดาวต้องละมือจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และรีบวิ่งขึ้นบันไดไปดูด้วยความตกใจ
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าห้องนอนของพี่สาวคือความวุ่นวายระดับวินาศกรรม ตู้เสื้อผ้าบิลต์อินเปิดออกกว้าง ข้าวของแบรนด์เนมถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ไร้ร่องรอยของ วาดฝัน (ฝัน) พี่สาวคู่แฝดวัย 22 ปี ผู้มีส่วนสูง 165 เซนติเมตร แฝดไข่ใบเดียวกันที่มีใบหน้าเหมือนเธอราวกับพิมพ์เดียว
“เกิดอะไรขึ้นคะแม่ พี่ฝันไปไหน” วาดดาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก สายตามองคราบน้ำตาบนใบหน้าของแม่
“มันหนีไปแล้ว ยายฝันมันหอบเสื้อผ้าหนีไปแล้ว” นงพะงากรี้ดร้องออกมาอย่างสติแตก พลางชูกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา
“มันทิ้งจดหมายไว้ว่ามันยอมตายดีกว่าต้องแต่งงานกับคนเย็นชาไร้หัวใจอย่าง นาวา โชติพิสิฐมันหนีไปต่างประเทศกับแฟนเก่าของมันตั้งแต่หัวค่ำแล้ว”
คำพูดของแม่ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของวาดดาวลดต่ำลงจนเย็นเฉียบ
พรุ่งนี้เช้าคือวันแต่งงานใหญ่ระหว่างตระกูลวงศ์วาริชและตระกูลโชติพิสิฐ งานแต่งงานที่เป็นความหวังเดียวในการกอบกู้ชื่อเสียงและช่วยให้ตระกูลรอดพ้นจากการล้มละลาย
“แล้วเราจะทำยังไงดีคะแม่” ดาวเอ่ยเสียงแผ่ว
“พรุ่งนี้เช้างานแต่งงานก็จัดเตรียมไว้หมดแล้ว”
ยังไม่ทันที่นงพะงาจะได้ตอบ เสียงโทรศัพท์มือถือของดาวก็ดังขึ้น หน้าจอปรากฏชื่อ กานต์ชนิต (เกรซ) เพื่อนสนิทคนเดียวในวงการดีไซน์ที่รู้เรื่องราวชีวิตของเธอดีที่สุด วาดดาวรีบกดรับสายด้วยความตระหนก
“ดาวแกอยู่ไหนน่ะ” เสียงเกรซเอ่ยมาตามสายอย่างร้อนรน
“ฉันเพิ่งเห็นข่าวในวงการไฮโซ เขาเม้าท์กันให้แซ่ดว่าพี่ฝันแอบไปขึ้นเครื่องบินไฟลต์ดึกเมื่อคืนนี้ มันเรื่องจริงเหรอดาว”
“จริงเกรซ” วาดดาวตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พี่ฝันหนีไปแล้วจริงๆ”
“ตายแล้ว! แล้วงานแต่งพรุ่งนี้ล่ะ ฝั่งตระกูลโชติพิสิฐไม่ใช่ตระกูลธรรมดานะแก คุณนาวาอะไรนั่นขึ้นชื่อเรื่องความเคี่ยวและโหดเหี้ยมมาก ถ้าเขารู้ว่าโดนหักหน้า มีหวังตระกูลแกโดนฟ้องล้มละลายยึดทรัพย์หมดแน่”
คำเตือนของกานต์ชนิตตอกย้ำความจริงอันน่ากลัว แต่นงพะงาที่ยืนฟังอยู่กลับพุ่งเข้ามาคว้าโทรศัพท์ในมือของดาวไปตัดสายทิ้งทันที ก่อนจะคว้าท่อนแขนของดาวไว้แน่นด้วยแรงทั้งหมดที่มี บีบกระชับจนผิวกายของดาวขึ้นรอยแดง
“เงินสินสอดก้อนแรกหนึ่งร้อยล้านที่เขาโอนมา ฉันนำไปจ่ายดอกเบี้ยและหมุนใช้หนี้หมดแล้ว” นงพะงาเค้นเสียงสั่นเครือ ดวงตาเต็มไปด้วยความคุ้มคลั่ง
“ถ้าไม่มีเจ้าสาวไปส่งมอบให้ตระกูลโชติพิสิฐในวันพรุ่งนี้ นาวาต้องฟ้องอายัดทรัพย์ ยึดบ้านหลังนี้ และดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงกับฉันแน่ๆ ฉันจะต้องติดคุกตอนแก่”
“แม่คะ”
“แกต้องช่วยฉันดาว แกต้องแต่งงานแทนยายฝัน” นงพะงาทรุดตัวลงกอดขาของลูกสาวคนเล็กเอาไว้ เสียงร้องไห้อ้อนวอนดังระงมไปทั่วห้อง
“แฝดเหมือนกัน ไม่มีใครรู้หรอก แกแค่ปลอมตัวเป็นยายฝัน เข้าพิธีแต่งงาน ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านโชติพิสิฐ ขอแค่ผ่านพิธีไปก่อน พอเรื่องเงียบลงแล้วค่อยหาทาง แกจะไม่ยอมช่วยแม่เหรอดาว แกจะปล่อยให้แม่ติดคุกและบ้านเราถูกยึดงั้นเหรอ”
“ไม่นะคะแม่” ดาวปฏิเสธด้วยความพรั่นพรึง ร่างกายสั่นสะท้าน
“นี่มันคือการหลอกลวงนะคะ คุณนาวาไม่ใช่คนโง่ ถ้าเขารู้ว่าหนูปลอมตัวมา เขาไม่ปล่อยพวกเราไว้แน่ๆ”
“แล้วแกมีทางอื่นเหรอ” นงพะงาตวาดเสียงแข็ง ยันตัวลุกขึ้นชี้หน้าดาวอย่างเคืองแค้น
“ถ้าแกไม่ทำ ตระกูลเราก็ล้มละลาย บ้านถูกยึด ฉันต้องติดคุก แกมันลูกเนรคุณ ฉันเลี้ยงแกมาเพื่อให้แกมายืนมองครอบครัวพังทลายใช่มั้ย”
นงพะงาไม่รอให้ดาวได้ตั้งตัว เธอคว้าแฟ้มเอกสารประวัติและรูปถ่ายของ นาวา โชติพิสิฐ ที่เตรียมไว้สำหรับงานแต่งงาน ยัดใส่รังมือของวาดดาวทันที
“แกดูรูปเขาสิ ดูไว้” นงพะงาสั่งเสียงเข้ม
“ท่องจำประวัติเขาให้หมด นาวาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แกต้องจำให้ได้ทุกรายละเอียด”
วาดดาวจำใจก้มมองรูปถ่ายแนวหน้าตรงของชายหนุ่มในแฟ้มเอกสาร ชายหนุ่มวัย 30 ปี รูปร่างสูงใหญ่ทรงพลัง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับรูปสลัก แต่ดวงตาคู่คมสีดำสนิทดุจพญาเหยี่ยวกลับแผ่รังสีความเย็นชาและเฉียบขาดออกมาอย่างน่าประหลาด
ริมฝีปากหยักหนาเรียบตึงไม่ปรากฏรอยยิ้มแม้แต่น้อย ยิ่งจ้องมองใกล้ๆ ดาวก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกรังสีความกดดันคุกคามจนลมอึดอัดอยู่ในอก
“เขาเป็นอสูรกายในร่างมนุษย์” นงพะงากระซิบเสียงเย็น
“เยือกเย็น เนี้ยบทุกระเบียบนิ้ว ไม่ชอบคนโกหก และเกลียดความไม่เป็นระเบียบที่สุด ถ้าแกทำความจริงแตก ตัวแกเองนั่นแหละที่จะต้องรับโทษจากนาวาอย่างทรมานที่สุด”
บทลงโทษทางศีลธรรมและภาระครอบครัวตบลงกลางหัวใจของวาดดาวอย่างจัง หากเธอไม่ทำ ครอบครัวจะโดนยึดทรัพย์และแม่ต้องติดคุก แต่หากเธอทำเธอต้องก้าวเข้าสู่นรกที่ชื่อว่าการแต่งงานหลอกลวงกับชายผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดคนหนึ่งในเมืองหลวง
วาดดาวหลับตาลงช้าๆ น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มเนียน ก่อนจะเปิดตาขึ้นมองรูปถ่ายของนาวาอีกครั้ง ความกลัวมหาศาลปะทะเข้ากับความรู้สึกวูบวาบแปลกประหลาดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
“หนูจะทำค่ะ” ดาวเอ่ยเสียงสั่นเครือ
“หนูจะแต่งงานแทนพี่ฝัน”
ในเวลาเดียวกัน ณ เพนต์เฮาส์หรูชั้นสูงสุดใจกลางเมืองหลวง บรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวของนาวาเต็มไปด้วยความเงียบสงบและเย็นยะเยือก แสงไฟโทนสลัวสะท้อนกับกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานคร
นาวา ชายหนุ่มวัย 30 ปี เจ้าของส่วนสูง 187 เซนติเมตร ยืนตรงอยู่หน้ากระจก เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำเรียบหรูที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกสองเม็ด ขับเน้นให้เห็นโครงสร้างไหล่กว้างและบุคลิกอันทรงอำนาจ กำลังจ้องมองออกไปภายนอกอย่างไร้อารมณ์
เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นเบาๆ สองครั้ง ก่อนที่ ตรัยคุณ (ตรัย) เลขานุการคนสนิทวัย 35 ปี จะเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามาด้วยท่วงท่าสำรวม
“คุณนาวาครับ เอกสารสัญญาการเข้าซื้อหุ้นและการจัดสรรสินสอดสำหรับงานแต่งงานพรุ่งนี้เรียบร้อยหมดแล้วครับ” ตรัยคุณรายงานด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ
นาวาไม่เปลี่ยนท่าทาง เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ
“ทางฝั่งวงศ์วาริชมีความเคลื่อนไหวอะไรแปลกๆ ไหม”
ตรัยคุณชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบตามจริง
