บทที่ 5 ทำอาหาร
ทำอาหาร
ภายในห้องนอนขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนสบาย แต่สำหรับวาดดาวแล้วนั้นเธอไม่ได้รู้สึกสบายเลยสักนิด ในใจของเธอร้อนรุ่มเพราะทุกวินาทีที่เธออยู่ใกล้นาวานั่นเหมือนความตายอยู่ใกล้เธอทุกเมื่อ วาดดาวลุกจากเตียงขนาดใหญ่ด้วยความรู้สึกอ่อนล้า
วาดดาวตื่นขึ้นมาตั้งแต่หกโมงเช้าด้วยความเคยชิน นาฬิกาชีวิตของอาชีพอิสระสู้ชีวิตที่ต้องตื่นมาเร่งแก้ งานดีไซน์ และทำความสะอาดบ้านทำให้เธอไม่สามารถนอนตื่นสายเหมือนกับวาดฝันพี่สาวคู่แฝดที่ใช้ชีวิตสุขสบายบนกองเงินกองทอง ไม่ได้สนใจว่าครอบครัวกำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
เธอนั่งลงบนขอบเตียงกว้าง ถอดชุดซาตินออก แล้วจัดการสวมชุดเดรสแขนยาวผ้าไหมสีครีมเรียบหรูที่แม่บ้านจัดเตรียมไว้ให้ เรือนร่างซ่อนรูปถูกขับเน้นให้ดูสง่างาม วาดดาวรวบผมขึ้นเป็นมวยต่ำๆ เผยให้เห็นลำคอระหงขาวเนียน
ใบหน้าเรียวถูกแต่งแต้มเพียงลิปสติกสีอ่อนและแป้งบางๆ ผ้วหน้าของเธอดูละมุน สะอาดตาน่ามอง แม้ว่าเธอจะเป็นวาดดาวในคราบวาดฝันแต่เธอก็ไม่อาจจะแต่งหน้าจัดเพียงเพื่อแค่อยู่ที่บ้าน
เธอนั่งส่องกระจก เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้กับตัวเอง เมื่อนึกถึงสัญญาสามข้อที่นาวาให้เธอเซ็นเมื่อคืน โดยเฉพาะข้อสามที่ระบุชัดว่า หากพบว่ามีการทุจริตหรือปิดบังข้อมูลสำคัญ สัญญานี้ถือเป็นโมฆะและต้องชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด
“ท่องไว้ดาว แกคือวาดฝัน อย่าหลุดเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแกได้นอนคุกแน่นอน” วาดดาวเตือนตัวเองเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องนอน มุ่งหน้าไปที่โต๊ะอาหารขนาดใหญ่
โต๊ะอาหารที่หรูหราใหญ่โต เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นมีแต่ความหรูหรา เป็นระเบียบ เธอเดินผ่านโต๊ะรับประทานอาหารไป ก่อนจะเดินตรงไปที่ครัว ภายในครัวป้าสมรแม่บ้านวัยกลางคนพร้อมด้วยแม่บ้านสาวอีกสองคนกำลังวุ่นวายกับการเตรียมวัตถุดิบทำอาหารเช้า
“สวัสดีค่ะ ป้าสมร มีอะไรให้ฝันช่วยไหมคะ” น้ำเสียงหวานนุ่มของวาดดาวเอ่ยขึ้นทักทายอย่างเป็นกันเอง รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ
ป้าสมรและแม่บ้านอีกสองคนชะงักมือทันที ทั้งสามคนหันกลับมามองคุณหนูไฮโซคนใหม่ด้วยความประหลาดใจเพราะตามข่าวลือที่ได้ยินมา วาดฝันขึ้นชื่อเรื่องความเย่อหยิ่ง วางตัวถือดี และที่สำคัญไม่เคยตื่นก่อนเที่ยงวัน แต่คนตรงหน้านี้กลับตื่นตั้งแต่รุ่งเช้า ทำตัวเรียบง่ายและยังเป็นกันเองอีกด้วย
“คุณวาดฝันตื่นเช้าจังเลยนะคะ” ป้าสมรเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสำรวม
“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ดิฉันกับเด็กๆ จัดการกันเองได้ค่ะ คุณหนูไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารดีกว่านะคะ” “ไม่ลำบากเลยค่ะ ป้าสมรอย่าเกรงใจฝันเลยนะคะ ฝันอยากหาอะไรทำแก้เบื่อค่ะ อีกอย่างฝันแต่งงานแล้วก็ไม่อยากทำตัวไร้ประโยชน์ที่บ้านสามีค่ะ”
“จะดีเหรอคะคุณวาดฝัน”
แต่ไม่ทันที่ป้าสมรจะได้ปฏิเสธ วาดดาวส่งรอยยิ้มผูกมิตรแล้วเดินตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์ครัว หยิบมีดคมกริบและผักสดขึ้นมาหั่นด้วยความคล่องแคล่วชำนาญ มือเรียวเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะหนักเบา การหั่นผัก การหั่นเตรียมวัตถุดิบต่างๆ การจับอุปกรณ์ต่างๆ ดูรวดเร็ว คล่องแคล่วเหมือนทำอยู่เป็นประจำ
แม่บ้านทั้งสองคนถึงกับมองตาค้าง ผิดวิสัยของคุณหนูวาดฝันเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อที่ทำอาหารไม่เป็นแม้กระทั่งทำไข่ต้ม
ขณะที่วาดดาวกำลังตั้งใจกับการหั่นมะเขือเทศ ตั้งหม้อซุปกุ้งร้อนๆ และเคี่ยวน้ำสต๊อกอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น
“ทำครัวชำนาญดีนี่” เสียงทุ้มต่ำเรียบเย็นดังขึ้นจากทางด้านหลัง
วาดดาวสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ มีดในมือเกือบแฉลบไปบาดนิ้วตัวเอง หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอรีบวางมีดลงอย่างรวดเร็ว แล้วหันไปหานาวาทันที
ร่างสูงใหญ่ของนาวายืนกอดอกมองเธออย่างพินิจพิจารณา เขาสวมชุดทำงานสีเทาเข้ม ยืนจ้องมองมาที่เธออย่างไม่วางตา
“คุณเหนือตื่นแล้วเหรอคะ” วาดดาวพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น และพยายามส่งรอยยิ้มแบบสาวมั่นให้กับเขา
นาววาก้าวเข้ามาในครัวทีละก้าว แม่บ้านทั้งสามคนต่างก้มหน้า ก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป
นาวาก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเคาน์เตอร์หินอ่อน เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมประจำตัวผสมกลิ่นกาแฟดำลอยเข้ามาแตะจมูกของเธอ วาดดาวเผลอกั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เขาชะโงกมองดุหม้อซุปกุ้งและผลไม้ที่ถูกปอกเปลือกและจัดแต่งอย่างสวยงาม
“ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า” นาวาเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ความเย็นชาในน้ำเสียงนั้นทำให้หัวใจของวาดดาวเต้นแรงด้วยความประหม่าเพราะกลัวว่าเขาจะจับได้
“คุณหนูวาดฝันที่วันๆ เอาแต่เข้าสปา ช้อปปิ้งของแบรนด์เนม และไม่เคยหยิบจับงานบ้านงานเรือน จะมีความสามารถในการจับมีดทำครัวได้คล่องแคล่วชำนาญขนาดนี้”
คำพูดของนาวาทำให้วาดดาวแทบอยากหายไปจากตรงนั้น เธอรู้สึกตัวชาไปทั้งร่าง หัวใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นตระหนก แต่เธอมีทางเดียวให้สู้คือเธอต้องหาทางเอาตัวรอดจากมัจจุราชอย่างนาวาให้ได้
“ฝันแอบไปเรียนคอร์สทำอาหารมาค่ะ”
