บทที่ 3 อยากได้ก็เอาไป

“จะเป็นใครก็ช่างเถอะแค่ไม่ชอบสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็พอ”

“เฮ้ยอย่ามาทำเป็นพระเอกแถวนี้นะเว้ย” คนถูกจับยังปากดีเขาพยายามจะดึงข้อมือตัวเองคืนเพื่อเป็นอิสระแต่ชายหนุ่มกลับออกแรงบิดเพียงนิดเดียวชายคนนั้นก็หลุดปากร้องเสียงหลงเพราะความเจ็บปวด

“เจ็บโว้ยอยากได้ก็เอาไปก็แค่อุ๊บ” ยังไม่ทันพูดจบมันก็ถูกต่อยเข้าที่ปลางคางจนสลบแน่นิ่งไร้เสียงพูดจาใดๆ อีก

หญิงสาวมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเลิกคิ้วข้างหนึ่งไม่ได้มีอาการกรี๊ดกราดแบบเพื่อนสาวอีกสองสามคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

“จะไม่ขอบคุณสักคำเลยหรือครับ” ฟรานเชสโก้เอ่ยถามพลางโปรยยิ้มทรงเสน่ห์แบบที่ทำให้สาวๆ สยบมาแล้ว

“ดิฉันจำไม่ได้ว่าขอให้คุณมาช่วยนี่” เธอยักไหล่แล้วหมุนตัวกลับมาเก็บของที่บูธของตนเอง

ฟรานเชสโก้ถึงกับอึ้งแต่พยายามเก็บอาการด้วยการเก็กมาดขรึม เพื่อนสาวคนหนึ่งกระตุกแขนหญิงสาวคนนั้นแล้วหันมายิ้มหวานให้เขา

“ยัยไป๋ พูดจาดีๆ หน่อยซิ คุณเขาช่วยเรานะยะ”

หญิงสาวถอนหายใจเบื่อๆ ก่อนหันกลับมามองชายหนุ่มร่างสูงหุ่นนายแบบอินเตอร์ “ฉันพูดว่าขอบคุณก็ได้ แต่บอกไว้ก่อนที่พูดเนี้ยเพราะฉันไม่ชอบเป็นหนี้บุญใคร”

ฟรานเชสโก้หัวเราะในลำคอแล้วก้าวเข้ามาใกล้ เมื่อยื่นห่างกันเพียงแค่ฟุตเดียวเขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าตัวของเธอนั้นสูงเพียงแค่ไหล่ของเขา ผมบอบสั้นแค่ปลายคางทำไฮไลน์แบบสาวเปรี้ยวแต่ดวงตาเธอที่จ้องมองเขากลับยิ่งบ่งบอกว่าเธอมั่นใจเกินร้อย แต่ในวินาทีต่อมาเขากลับรู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาคู่นี้

“จ้องอะไร อยากให้พูดว่าขอบคุณก็พูดแล้วไงหรือหูไม่ดีไม่ได้ยิน”

“เปล่า ผมแค่คิดว่าเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า”

หญิงสาวหัวเราะร่วน “มุขเชยมากเลยอะฉัน ไม่ว่างคุยด้วยหรอกนะ จะรีบเก็บบูธแล้วกลับไปกินข้าวแฟนหนะ”

หญิงสาวกระตุกยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากแล้วสะบัดหน้าหนีอย่างไม่สนใจชายหนุ่มที่ยืนมองเธออยู่ ฟรานเชสโก้กลั้นหัวเราะแล้วก้มศีรษะให้เล็กน้อยก่อนหมุนตัวจากมา แต่ในนาทีหนึ่งเขากลับชะงักและหันหลังกลับไปแต่ก็เห็นเพียงแผ่นหลังของหญิงสาวคนนั้น เขาพยายามนึกแต่ก็ยังนึกไม่ออกจึงได้แต่ก้าวเท้าเดินมาที่จอดรถของตัวเอง

ในขณะที่กำลังก้าวเข้าไปนั่งในรถเสียงมือถือก็ร้องดังเรียกอย่างกวนใจทำให้เขาต้องรีบกรอกเสียงตอบรับไปทันที

“รู้สึกจะสนุกกับการอยู่เมืองไทยจังนะ”

“ก็ใครทำให้ผมต้องเที่ยวมาเที่ยวไปแบบนี้เล่า” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเนื่องๆ กับผู้เป็นพ่อ

“ฉันไม่ได้โทรทางใกล้มาชวนทะเลาะกับแกนะ”

“แล้วพ่อโทรมาทำอะไร ข่าวดีรึ เรียกผมกลับบ้านไม่ต้องกลับมาที่ๆ มันร้อนระเบิดแบบนี้ใช่ไหม”

“ข่าวดีหรือเปล่าไม่รู้แกต้องไปถามลุงโทนี่ของแกเอง”

“พ่อย่ามาพูดตลก ลุงโทนี่ตายไปครบร้อยวันแล้วนี่”

“เรื่องนั้นฉันรู้ แต่ที่ไม่รู้คือแกไปทำเสน่ห์อะไรไว้กับลุงโทนี่เอาเป็นว่าพินัยกรรมของลุงโทนี่มีชื่อแกอยู่ แกต้องมารับผิดชอบเรื่องนี้”

“รับผิดชอบ” ฟรานเชสโก้ครางในลำคอ ฟังดูมันไม่ใช่ความหมายที่ดีนักหรอก

“รีบกลับก็แล้วกัน คนที่นี่เขาอยากขย้ำคอแกเต็มที่แล้ว”

“ครับ” ฟรานเชสโก้ปิดมือถือใจจริงเขายังมีคำถามอีกมากมายแต่เลือกที่จะเก็บไว้ก่อนเพราะมั่นใจว่าพ่อของเขาก็คงไม่รู้คำตอบของคำถามที่เขาต้องการ

“กลับหนะกลับอยู่แล้ว แต่ไม่อยากกลับไปมีเรื่องนะซิ”

ชายหนุ่มโครงศีรษะแล้วขับรถมุ่งกลับมาที่บ้านพักของตนเอง สำหรับเขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเก็บเสื้อผ้าอะไรหรอกแค่หยิบวีซ่ากับพาสปอร์ตก็เรียบร้อยแล้ว

แต่เรื่องราวของลุงโทนี่นั้นเล่า ยังรบกวนจิตใจเขาอยู่ ลุงโทนี่ที่เขารักและเคารพเหมือนพ่อคนที่สองก็ว่าได้.

“ว่าไงไป๋กินข้าวเที่ยงหรือยัง”  

นริศเพื่อนชายของหญิงสาวที่นั่งสัปหกอยู่กับกองหนังสือตรงหน้า เขาเอ่ยถามเสียงดังก่อนที่ตัวเองจะเดินมานั่งที่โต๊ะม้าหินเดียวกับเธอ

“ยังเลย รอต๊ะนั้นแหละลงมาช้าจัง” ไปรยาต่อว่าแบบไม่เอาจริงจัง เก็บหนังสือเล่มเล็กที่เอามาอ่านฆ่าเวลาลงในกระเป๋าผ้าใบนารักของเธอ 

“แอบหลับในห้องก็เป็นแบบนี้แหละฮะไป๋” เสียงทุ้มๆ ของเจฟฟ์ทำให้นริศหรือต๊ะหันหลังกลับไปมองทางต้นเสียงผู้ชายร่างสูงโปร่ง ผมบ๊อบสีน้ำตาลอ่อนดูรับกับดวงตาสีฟ้าสด เว้นแต่สำเนียงที่ชัดเจนจนไม่คิดว่าจะเป็นลูกครึ่งเสียอีก

“นี่เจฟฟ์ เงียบได้เงียบเลยหรือไม่ก็หาอะไรอุดปากไว้ซะ”   คนถูกว่าโวยบ้างแต่ต้องหยุดกึกด้วยสายตาของเพื่อนสาวตรงหน้า  

“ก็ได้ งั้นไปหาอะไรกินกันเหอะ ไป๋ก็คอยนานแล้วไม่ใช่เหรอฮะ” หนุ่มลูกครึ่งไม่สนใจ แต่กลับยิ้มละไมให้ไปรยาแล้วพยักหน้ารับแล้วสบตากับเพื่อนที่นั่งตรงหน้าให้ลุกขึ้นไปหาอะไรกินได้แล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป