บทที่ 3 บทที่ 1 (2)

‘ค่าตัว’

มีเพียงแค่นั้น... แค่นั้นจริงๆ สำหรับคนที่สัญญาว่าจะมีอนาคตร่วมกัน คนที่พร่ำบอกว่ารัก และมันก็ทำให้เธอเข้าใจดีกับคำพูดของผู้ชาย ที่หวังแค่เพียงทำลายและย่ำยีศักดิ์ศรีของผู้หญิงคนหนึ่ง เพียงเพราะความเจ็บใจ จากการถูกผู้หญิงอีกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่สาวของเธอ เลือกที่จะมีอนาคตร่วมกับคนอื่นเท่านั้นแต่เรื่องเลวร้ายมันมีมากกว่านั้น

เช้าวันที่พบว่าถูกทิ้งไว้บนเตียง เธอซึ่งไม่ประสายังคงงุนงงกับเงินและข้อความนั้นมาก เธอต้องการพบเขาแต่ไม่รู้ว่าจะตามหาเขาได้ที่ไหน นอกไปเสียจากน้องสาวของเขา เปรมยุดา เพื่อนที่เธอคิดว่าสนิทที่สุด ได้ทำร้ายเธออย่างเจ็บแสบที่สุด ทั้งสายตาเหยียดหยาม คำประณามซ้ำเติม

‘อะไรกันฝน นี่เธอไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งโง่ ขอโทษเถอะถ้าเธอต้องการจะจับพี่ชายยุดาน่ะนะก็ต้องบอกว่าเสียใจ คนอย่างพี่ณุ... ถ้าจะมีเมียต้องไม่ใช่คนอย่างเธอแน่ๆ  แต่ถ้าชั่วครั้งชั่วคราวตามประสาคนโสดก็ว่าไปน่ะ

นะ อีกอย่างเธอก็เห็นแล้วนี่ว่าพี่ณุตี ‘ค่าตัว’ เธอไว้ยังไง’

ยามนั้นเธออ่อนแอ เธอพ่ายแพ้ และไร้ค่า

วริษากลายเป็นตัวประหลาด เธอถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จากผู้หญิงด้วยกัน สายตาโลมเลียอย่างไม่ปิดบังจากเพศตรงข้ามที่แสดงความต้องการออกมาอย่างชัดแจ้ง

‘ไซด์ไลน์น่ะสิ ก็ว่าแล้วแบบนี้ไม่รอด’

‘แรดเงียบ!’

‘แบบนี้ลูกเขาผัวใครก็ไม่สนสินะ โถ พวกใจแตกขอแค่มีเงินจะให้แบท่าไหนยังไงก็ได้!’

‘เท่าไหร่นะ ถ้าสามพันฉันสู้ว่ะ!’

ทั้งในโลกโซเซียล ทั้งในความเป็นจริง เธอถูกประณามว่าขายบริการ วริษาแทบบ้า เธอถูกส่งข้อความถามถึงค่าตอบแทนในการที่จะได้เธอไปไว้บนเตียงอย่างโจ่งแจ้ง จะหันหน้าไปพึ่งใครก็ไม่มี

‘ตายแล้ว! งามหน้าจริงๆ ฉันว่าแล้วไหมล่ะ แกน่ะยัยฝนมันไม่รักดีเหมือนยัยน้ำ นี่พี่สาวตายไม่ทันไร แกก็มีผัวแล้ว!’

‘แล้วไงแกจะทำยังไง เกิดป่องขึ้นมาจะรับผิดชอบยังไงไหว นี่แค่เลี้ยงตัวของตัวแกเองก็ยังจะไม่รอด อย่างนี้ไม่ไหว ฉันให้อยู่ด้วยไม่ได้หรอก เด็กๆ มันจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง พอดีฉันได้อกแตกตาย!’

วริษาเคยคิดจะฆ่าตัวตาย เธอรู้มันบาปแต่สิ่งที่เจอก็เกินรับไหว หาก... เธอทำไม่ได้ เมื่อวันนั้น เครื่องทดสอบการตั้งครรภ์บ่งบอกว่าเธอมีใครอีกคนในชีวิต

วริษากัดฟันทน เธอตัดสินใจประกาศขายบ้านของป้า ยอมถูกนายหน้ากดราคาและจากกรุงเทพฯ มาพร้อมกับเงินก้อนสุดท้าย หลบลี้หนีหน้าคนรู้จัก ระหกระเหินทั้งๆ ที่ยังท้องอ่อนๆ มาเรื่อยๆ จนถึงที่เชียงใหม่นี่ และนับจากวันนั้นเธอก็ไม่ได้เจอกับเขาอีกเลย เขา... พ่อของถิรายุ

วริษาพรูลมหายใจ

แต่ถึงอย่างไรช่วงเวลาลำบากเหล่านั้นมันก็ได้ผ่านไปแล้ว วันนี้เธอมีบ้านมีร้านเป็นของตัวเอง มีรายได้พอที่จะเลี้ยงดูลูกน้อยคนสำคัญให้อยู่อย่างสุขสบายโดยไม่ต้องลำบาก วันนี้เธอเข้มแข็งและรู้จักปกป้องตนเองมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะลบเงาของผู้ชายคนนั้นออกไปจากชีวิตเธอ วริษาบอกตัวเอง... เธอต้องการเวลา

หญิงสาวหลับตาลงทอดถอนใจเฮือกใหญ่ ตัดสินใจจะตามลูกน้อยกลับเข้าไปในบ้าน เธอลุกขึ้นยืนเผยให้เห็นร่างสมส่วนน่ามองใต้เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์

ภาพนั้นน่าชม และสวยงามน่าจับตายิ่ง

ใต้ซุ้มการะเวกที่เลื้อยคลุมเป็นหลังคาเยื้องมาด้านหน้าของตัวบ้านไม้ สาวสวยในวัยยี่สิบปลายๆ ที่ยืนอยู่ เมื่อถูกแสงแดดยามบ่ายแก่ส่องลอดช่องว่างระหว่างกิ่งก้านใบลงมากระทบเช่นนี้ ดูคล้ายภาพวาด

ละม้ายนางไม้ปรากฏตัว

“เอ้า! จะทิ้งกันทั้งแม่ทั้งลูก”

นายตำรวจหนุ่มผู้ก้าวเข้าไปใกล้เอ่ยทัก และทำให้เจ้าของบ้านสะดุ้งจนสุดตัว เธอหันมามองเขา ดวงตาที่ยังเบิกโตแสดงว่ายังตกใจไม่หาย และทวีรัฐก็โคลงศีรษะหัวเราะออกมา

“เป็นอะไร ทำไมดูตกใจแบบนั้นล่ะ”

“โถ ก็พี่ทวีน่ะ” วริษาเปิดยิ้มท้ายที่สุด “แล้วไงคะ ฝนก็นึกว่าตายุกลับมาพร้อมกับรถโรงเรียนเสียอีก แล้วทำไมถึงกลายเป็นพี่ทวีได้”

“วันนี้ไม่ต้องเข้าเวร เลยไปรับเจ้าตัวแสบมาส่งคุณแม่ไง”

รอยยิ้มกว้าง ดวงตาเรียวรีหยีลงทำให้ใบหน้าคมเข้มที่ควรจะดูดุนั้นละมุนได้อย่างน่าประหลาด วริษายิ้มตอบเขา

“ว่าไงจ๊ะ ทำไมเรียกแค่นี้ถึงกับสะดุ้ง”

“โถก็พี่ทวีน่ะเสียงดัง แล้วยังตัวใหญ่ยักษ์แบบนี้ใครจะไม่ตกใจ”

ชายหนุ่มยักไหล่ แถมยังเออออ “นั่นสิ แถมยังตัวดำอีกใช่ไหม”

วริษาหัวเราะและส่ายหน้า “ดูพูดเข้า ใครว่าคะแค่คล้ำเฉยๆ”

ทวีรัฐกลอกตา

“ขอบใจที่ช่วยพูดให้รู้สึกดีขึ้นนะ แต่ทำไมพี่รู้สึกไม่ต่างกันเลยล่ะ ไอ้ดำกับคล้ำเนี่ย”

ทั้งคู่หัวเราะขึ้นพร้อมกัน ก่อนออกเดินตรงไปยังตัวบ้านที่อยู่ไม่ไกล เสียงพูดคุยระหว่างทั้งคู่ลอยเลยตามสายลมเย็นเยียบของช่วงเปลี่ยนฤดู ซึ่งพัดกระหน่ำมาอย่างไม่ขาดสาย

มันเป็นสัญญาณอย่างจะบอกว่าอีกไม่นานฤดูหนาวกำลังจะมา แต่สำหรับวริษา... เธอเหมือนติดอยู่ในฤดูหนาวมาตลอดเจ็ดแปดปีที่ผ่าน

แสงไฟค่อยๆ สว่างเรื่อเรืองขึ้นทีละดวงสองดวง เมื่อแสงสีส้มสุดท้าย ทาบจับที่กลุ่มเมฆหนาสีดำคล้ำซึ่งปรากฏตัวขึ้น และเมื่อความมืดกลืนกินทุกสิ่ง บ้านไม้สีขาวก็กระจ่างไปด้วยแสงไฟ มองดูคล้ายบ้านในเทพนิยาย ได้ยินเสียงหัวเราะดังแผ่วแว่วมาเป็นระยะ ยามเมื่อลมโบกโบย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป