บทที่ 6 บทที่ 2 (1)
“ฝน” เสียงเรียกนั้นอ่อนหวาน เว้าวอน ร้องขอ
วริษายิ้มมุมปาก ตาจ้องเขาไม่กะพริบ “ใช่ค่ะ ฉันชื่อฝน แต่คงไม่ใช่ฝนที่คุณรู้จักเพราะฉันไม่เคยพบคุณมาก่อน แต่ถ้ามีอะไรต้องการให้ช่วย ฉันก็คงให้คำแนะนำในการตามหาคนของคุณได้แค่ว่า ลองหาไปเรื่อยๆ นะคะ คิดว่าสักวันคุณคงได้เจอเธอ”
แทนคำตอบรับหรือการกระทำที่เธอต้องการ เขาถอนหายใจและถอดแว่นตาที่สวมอยู่ออก
“พี่อยากคุยด้วย”
วริษาเม้มปากแน่น ก่อนก้มลงมองถิรายุที่งุนงงกับกิริยาของเธอ วริษายิ้มและส่ายหน้าบอกลูกน้อย
“แม่ไม่รู้จักจ้ะ คุณเขาจำคนผิดน่ะ” พูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือที่เกาะกุมต้นแขนเธอไว้ วริษาสะบัดตัวออกห่างเมื่อเขายอมปล่อยมือในที่สุด เธอย่อตัววางถิรายุลงยืน มือกุมมือเล็กไว้มั่น
“ขอโทษด้วยนะคะ แต่ฉันไม่รู้จักคุณ”
ว่าแล้วเธอก็พาเด็กชายออกเดิน ปล่อยให้ ‘คุณลุง’ ที่ลูกชายเรียกเมื่อครู่ มองตามมาอย่างเดียวดายอยู่แบบนั้นเพียงลำพัง
๒
เขาเจอตัวเธอแล้ว ในที่สุด... เขาก็ได้เจอ
ชิษณุพงษ์มองตามแผ่นหลังบอบบาง ที่เดินแกมวิ่งห่างออกไป สายตาเขาค่อยเลื่อนลงจับยังเด็กชาย ริมฝีปากหยักได้รูปแย้มออกเพียงนิด
เด็กคนนั้น... เลือดเนื้อเชื้อไขของเขา
ชายหนุ่มละสายตาจากสองแม่ลูกที่กำลังกลับขึ้นรถยนต์ นัยน์ตาคมกล้ากวาดมองเหล่าผู้คนที่มองจ้องมาอย่างไม่แยแส ราวกับว่าคนเหล่านั้นเป็นอากาศธาตุ เรือนร่างสูงใหญ่เดินกลับไปที่รถสปอรต์ของตัวเอง สายตาคมกริบกวาดมองเหล่าไทยมุงอีกครั้ง และคราวนี้ทุกคนต่างหลบตาเบือนหน้าหนี
ชิษณุพงษ์ดึงสายตากลับมา ปิดประตูรถ และขับตามรถกะบะคันเก่าของวริษาออกไป
เธอยังตกใจไม่หาย
ทั้งตัวเธอสั่น มือก็สั่นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อขับรถออกมาจากหน้าโรงเรียนของบุตรชายได้ไกลพอดู หญิงสาวต้องบังคับตัวเองอย่างยิ่ง ที่จะทำหน้าที่สารถีให้ลูกนั่งอย่างเต็มกำลัง จนเมื่อเห็นว่าห่างออกมาแล้วนั่นแหละ รถกระบะสีขาวถึงได้จอดลงตรงริมฟุตบาทนั่นเอง วริษาซบหน้าลงตรงพวงมาลัยหลับตานิ่งเหมือนจะรวบรวมกำลังใจ จนถิรายุที่นั่งมาด้วยเอี้ยวตัวหันมามอง เด็กชายปลดเซฟตี้เบลล์ออก แล้วคุกเข่าขึ้นลูบหลังผู้เป็นมารดาเอ่ยถามว่า
“แม่ฝนคับ ไม่สบายหรือเปล่า เราไปหาคุณหมอกันดีมั้ยคับ”
วริษาเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายด้วยดวงตาแดงก่ำ เธอโอบอุ้มลูกน้อยกลับเข้ามาไว้ในวงแขน กลัวเหลือเกิน กลัวที่จะต้องสูญเสียผู้เป็นแก้วตาดวงใจไป เพียงเพราะว่าได้ประสบพบกับผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง
วริษาอยากให้นี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ ขออย่าให้ชิษณุพงษ์สงสัย หรือถ้าจะให้ดีก็คืออย่าให้เขาได้รู้ว่าก่อนจากมาเธอท้อง
“แม่ฝนกอดแน้นแน่น ยุหายใจไม่ออก”
ถิรายุบอกมารดา กระนั้นมือป้อมก็ยังลูบแผ่นหลังมารดาไปมา กิริยาดังคล้ายเมื่อผู้เป็นแม่ปลอบ วริษาถอนอ้อมกอดและมองใบหน้าเท่างบน้ำอ้อยอย่างแสนรัก
“แม่ฝนไม่ฉะบาย”
“เปล่าจ้ะ แม่ฝนไม่เป็นอะไร”
เหมือนจะไม่เชื่อ มือน้อยป้อมสั้นจึงเอื้อมมาแตะตรงหางตาของเธอ ถิรายุขมวดคิ้วมุ่น
“แม่ฝนร้องไห้ ใครทำอะไลบอกยุมายุจะไปจัดการให้”
ท่าทางขึงขังของเจ้าตัวเล็กเรียกรอยยิ้มให้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนเป็นแม่ มือเรียวที่ใหญ่กว่า ที่ทำหน้าที่โอบอุ้มเลี้ยงดูมา ทาบลงบนมือเล็กนั่นอย่างรักใคร่ เสียงหวานค่อนข้างเครือเอ่ยตอบเบาๆ
“ฝุ่นเข้าตาจ้ะ ตอนนี้ออกแล้ว เรากลับบ้านกันเลยดีมั้ย”
“อ๋อ ฝุ่น ฝุ่นไม่ดีทำแม่ฝนล้องไห้ ต้องตีๆ”
วริษายิ้มรับเมื่อเห็นถิรายุตีมือไปมาในอากาศ เธอจัดแจงให้เด็กชายนั่งให้เรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจัดการคาดเข็มขัดนิรภัยให้ แต่พอกลับมาสตาร์ตเครื่องรถยนต์ที่ไม่รู้ว่าดับลงเมื่อไหร่ วริษาก็พบปัญหาอีกครั้ง เมื่อรถคันเดียว
ของเธอเกิดงอแงขึ้นมา
“รออยู่นี่นะ แม่ฝนจะลงไปดูหน่อย ทำไมเจ้าแก่ไม่พาเรากลับบ้าน” เด็กชายยิ้มรับพยักหน้าคอแทบหัก
วริษาเปิดประตูรถและก้าวลงไป กระโปรงรถเมื่อถูกเปิดมีไอน้ำพวยพุ่ง เธอถอนหายใจ ก่อนกลับเข้ามาหยิบโทรศัพท์มือถือติดต่ออู่เจ้าประจำให้มาลากเจ้าแก่ไปซ่อม และเพราะมัวแต่คุยกับปลายสาย เธอจึงไม่ทันได้เห็นว่าชิษณุพงษ์ขับรถเข้ามาจอดต่อท้ายรถของเธอ
“รถเสีย”
วริษาชะงักงันตัวแข็งทื่อ
“ฝนเรียกช่างหรือยัง”
สำหรับวริษา ไออุ่นที่แผ่ลามมาจากทางด้านหลัง มันร้อน ร้อนยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ที่ตกต้อง และเงาจากร่างสูงก็ผงาดง้ำ ราวกับเงาของซาตานร้ายจากขุมนรก ช่างน่ากลัวและน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
“ขอพี่...”
วริษาหมุนตัวกลับมา และตกใจจนเซถอยหลังเมื่อพบว่าเขาอยู่ใกล้มากกว่าที่คิด นี่เป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปี ที่เธอได้สบตากับเขาอีกครั้งอย่างจังๆ ชิษณุพงษ์ยังเหมือนเดิม เขาไม่เคยเปลี่ยน ไม่เปลี่ยนไปเลย
กระทั่งจิตใจดำมืดนั่นของเขาด้วย!
“ฝน”
ใบหน้าหวานบิดเบี้ยวเมื่อได้ยินเสียงนุ่มทุ้มเรียกชื่อของเธอ
และเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นก็อยู่ในความสนใจของถิรายุ
เด็กชายมองมารดากับคุณลุงแปลกหน้าอย่างสงสัย มือป้อมปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว แต่ยังรีๆ รอๆ ว่าจะเปิดประตูรถลงไปหรือไม่ และจากสายตาของเด็กชายทำให้วริษารู้สึกตัว เธอมองสบตากับลูกน้อย และหันหลังให้กับชิษณุพงษ์ ก่อนออกเดินอ้อมด้านหน้าของรถไปยังประตูอีกฝั่ง แต่แล้ว
ก็ยังถูกยึดต้นแขนไว้
“อย่ามายุ่งกับฉัน!”
