บทที่ 7 บทที่ 2 (2)
“อย่ามายุ่งกับฉัน!”
เสียงสั่งลอดไรฟัน เธอสะบัดตัวออกพร้อมกับผลักให้เขาถอยห่าง แต่แล้วตัวเองกลับเป็นฝ่ายเสียหลัก วริษาผงะหงายจะล้มลงไปบนถนน มันเป็นจังหวะเดียวกับที่มีรถยนต์แล่นมา เสียงบีบแตรดังลั่น แต่ตอนนี้ทำอะไรไม่ทันเสียแล้ว หญิงสาวจึงได้แต่หลับตาลง
วินาทีต่อมาเสียงเบรกดัง กลิ่นล้อรถยนต์บดกับถนนเหม็นไหม้ เสียงคนกรีดร้อง เธอล้ม กระแทก... แต่ไม่เจ็บ หัวใจเต้นแรงแทบทะลุออกจากอกด้วยความตื่นกลัว
เสียงพรูลมหายใจเฮือกใหญ่ดังใกล้ วริษาที่ข่มความกลัวได้แล้วจึงกล้าลืมตาขึ้นมอง
เธอไม่ได้ถูกชน รถยนต์คันนั้นแฉลบไปข้างทางอีกฝั่ง และเธอก็กำลังอยู่ในอ้อมแขนกว้างใหญ่ ของคนที่อุทิศตัวเป็นเบาะกันกระแทกให้ วริษาดึงตัวเองให้พ้นจากอ้อมกอดนั่น แต่แล้วชิษณุพงษ์กลับครางออกมาเบาๆ ใบหน้าหล่อเหลาเหยเก ริมฝีปากหยักเม้มแน่นดั่งพยายามสะกดกลั้นเสียงครางไม่ให้มันหลุดลอดออกมา
“อย่าเพิ่งดิ้น”
เสียงสั่งบอกเบาๆ เมื่อผู้คนเริ่มเข้ามามุง
“แม่ฝน!”
วริษาเหลียวมอง พอเห็นถิรายุน้ำตาคลอยืนเก้กังอยู่ด้านหลัง เธอจึงรีบลุกออกจากตัวของชิษณุพงษ์ มือหนึ่งโอบลูกชายไว้ ก่อนเหลียวมองเขาที่กำลังประคองแขนตัวเองอยู่
ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง หัวใจที่เย็นชาไหวสั่นไปกับอาการไม่ปกติของเขา จนต้องละล่ำละลักถาม
“คุณ... คุณเจ็บตรงไหน”
เขาเจ็บเพราะช่วยเธอ และถ้าเมื่อครู่เขาช่วยไม่ทัน เธอก็คงจะกลายเป็นกองเศษผ้าขี้ริ้วข้างทางไปแล้ว ที่สำคัญถิรายุก็ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าที่หาอนาคตไม่เจอ ไร้พ่อ... ขาดแม่โดยแท้จริง
“ไม่... ไม่ได้เป็นอะไรมากนักหรอก”
คำตอบสวนทางกับอาการที่เห็น วริษาละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก แม้จะโกรธเกลียดเขา แต่...
“คุณเจ็บ... ไหนขอฉันดูหน่อย”
ครั้นได้ยินมารดาเอ่ยเช่นนั้น ถิรายุที่มองก่อนแล้วจึงได้บอก
“แม่ฝนคับ คุณลุงเจ็บที่แขน”
วริษาก้มมองตาม กำลังจะเอื้อมมือไปแตะแขนข้างที่เจ็บของเขา ทว่าพอเห็นว่าสายตาของชิษณุพงษ์กำลังจับที่ถิรายุ เธอก็ชะงักเหมือนจะได้สติกลับมา
“ลูกเรา...”
หัวใจวริษาเต้นแรง เธอเงยหน้ามองเขาเต็มตาและส่ายหน้า
“ไม่... ไม่ใช่ยุ... ยุไม่ใช่ลูกของคุณ”
เธอผละลุกขึ้นยืน ดันถิรายุไปยืนข้างหลังและใช้ตัวเองบังไว้
“ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้... แต่อีกเดี๋ยวรถพยาบาลก็คงจะมา คุณทนหน่อยแล้วกัน”
“ฝน” ชิษณุพงษ์ขมวดคิ้วเมื่อเธออุ้มลูกน้อยไว้ในวงแขน และตอนที่หญิงสาวกำลังจะผละไป ถิรายุที่กอดคอแม่แน่น ตาฉ่ำน้ำก็เอ่ย
“ขอบคุณคับที่ช่วยแม่ฝน”
วริษานิ่งไป เช่นเดียวกับชิษณุพงษ์ที่ได้สบตากับเด็กชาย แต่ไม่ทันจะให้ใครได้พูดอะไรต่อ หญิงสาวก็อุ้มเด็กชายก้าวจากมาไวๆ
เธอยอมเป็นคนใจร้าย เป็นคนไม่มีน้ำใจ
แต่ตอนนี้ ต่อหน้าเขา เธอไม่อยากให้ถิรายุอยู่ตรงนี้ต่อไป
นิตาสงสัยแต่เธอก็ไม่กล้าถามว่าทำไม เมื่อวริษากลับมาถึงบ้านแล้วจึงได้ดูลุกลี้ลุกลน และอย่างเมื่อครู่ก็เอ่ยชวนเธอแปลกๆ
‘นิด พี่ว่าเราไปอยู่ที่อื่นกันไหม เราย้ายไปอยู่แถวๆ ทะเลกันดีหรือเปล่า’
‘ทำไมคะพี่ฝน ถ้าย้ายเราจะมีค่าใช้จ่ายเยอะมาก อีกอย่าง... กว่าเราจะไปเริ่มต้นใหม่ กว่าจะอยู่ตัว ใช้เงินมากเลยนะคะ’
เท่านั้นวริษาก็เหมือนจะนึกได้ เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะอยู่สุขสบายขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะมีเงินเก็บมากนัก นิตามีเงินในบัญชีอยู่ประมาณห้าหมื่น ส่วนวริษานั้นมีแค่หนึ่งแสน ส่วนเงินสดในร้านก็แค่ใช้จ่ายหมุนไปวันๆ เท่านั้น
“เป็นอะไรนะพี่ฝน”
หญิงสาวพึมพำ มองวริษาที่นั่งอยู่หลังโต๊ะแคชเชียร์ตาจ้องมองไปยังประตูรั้วหน้าบ้าน ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม นัยน์ตากลมโตหม่นมัวจนแทบไร้แวว ส่วนริมฝีปากสีเนื้ออ่อนในตอนนี้ เม้มตรงแน่นอย่างกำลังครุ่นคิดถึงอะไรสักอย่างที่ยุ่งยาก
“พี่นิด กุหลาบสีเขียวได้ไหมคับ ทำไมต้องมีแค่ใบไม้ที่เป็นสีเขียว” เสียงของถิรายุดึงเธอให้ละสายตาจากวริษา นิตามองเด็กชายพลางอมยิ้ม หลังกลับจากโรงเรียนถิรายุอาบน้ำ รับประทานของว่างแล้วก็นั่งทำการบ้านอยู่กับเธอ
“ได้ซีครับ แต่ต้องไม่ใช่เขียวเข้มๆ เหมือนใบไม้นะ ไม่งั้นแยกไม่ออกแน่ๆ เลยว่าไหนดอกไม้ ไหนใบไม้”
ถิรายุยิ้มยิงฟันและก้มหน้าระบายสีต่อ นิตาเท้าคางกับโต๊ะญี่ปุ่น ตามองจับเด็กชาย ตอนกลับมาเธอตกใจเมื่อถิรายุเล่าให้ฟังว่า
‘แม่ฝนเกือบถูกรถชนแน่ะคับ พอดีมีคุณลุงมาช่วยไว้ซะก่อน แม่ฝนเลยไม่เป็นอาไล แต่ว่าคุณลุงเจ็บน่าดูเลยนะพี่นิด ร้องเสียงดังจนยุตกใจไปด้วยแน่ะคับ’
แต่พอเธอเอ่ยปากถามวริษา หล่อนก็ตอบมาสั้นๆ แค่ว่า
‘เจ้าแก่เสียน่ะ พอดีพี่สะดุดจะล้ม รถวิ่งมา ได้คนช่วยไว้’
ทว่า เธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันมีแค่นั้นจริงหรือ เพราะถ้ามีแค่นั้นแล้วทำไมเวลาถิรายุเล่าถึง ‘คุณลุง’ คนนั้น วริษาจึงได้มีท่าทีอึดอัด
นิตาผ่อนลมหายใจเมื่อเริ่มคิดเลอะเทอะ
หญิงสาวเหลือบมองไปยังวริษาอีกครั้ง คราวนี้นายสาวสะดุ้ง ตาเบิกกว้าง นิตาจึงมองตามสายตาของอีกฝ่ายไปหยุดยังประตูกระจกด้านหน้าที่ตอนนี้กำลังเปิดออก โมบายที่ติดไว้ส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง
ลูกค้า?
