บทที่ 8 บทที่ 2 (3)
ลูกค้า?
นิตากำลังจะลุกขึ้นยืน แต่เพียงแค่วางมือลงบนโต๊ะและกำลังจะดันตัวขึ้น เสียงเก้าอี้ล้มก็ทำให้เธอชะงัก
วริษาลุกขึ้นยืนพรวดพราดอยู่หลังเคาน์เตอร์ ตาเบิกโต
“ฝน...”
ลูกค้าที่นิตาเข้าใจว่าใช่เอ่ยขึ้น ผู้ชายหล่อเหลาปานนายแบบคนนั้นสวมเชิ้ตแขนยาวแต่พับแขนขึ้น ข้อมือข้างหนึ่งของเขาพันผ้าสีขาว นิตาดึงสายตากลับมามองวริษา และก็พบว่าสีหน้าหล่อนไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อนายสาวเอ่ยออกไป
“คุณมาทำไม กรุณากลับไปซะตอนนี้ร้านปิดแล้ว!”
ชิษณุพงษ์ไม่ตอบ เขาถอนหายใจเบี่ยงสายตาเหลียวไปมองยังเด็กชายที่เงยหน้าขึ้นมองสบตาด้วย ไม่กี่วินาทีถิรายุก็เปิดยิ้มกว้าง
“คุณลุงฮีโร่!”
สี่คำ เป็นสี่คำที่ทำให้วริษาได้สติก้าวออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ เธอก้าวยาวๆ ตรงดิ่งมาหานิตาและลูกชาย
“นิดพาตายุกลับห้อง”
นิตาพยักหน้ารับและรีบทำตาม เธอเก็บเครื่องเขียนของเด็กชายและ
จูงมือป้อมไว้ “มาจ้ะยุ กลับห้องไปดูแอ๊นแมนกันดีกว่านะ”
แต่แรกเด็กชายมีท่าว่าจะดื้อ แต่พอนิตาเอาการ์ตูนเรื่องโปรดมาล่อก็ยิ้มและทำตามในทันที กระนั้นก็ยังหันมาส่งยิ้มแฉ่งให้กับคุณลุงฮีโร่
แล้วพอลับสายตา บรรยากาศภายในชั้นล่างก็ยิ่งกว่าอึมครึม วริษาก้าวถอยไปหยุดที่บันไดทางขึ้น ตามองชิษณุพงษ์อย่างระแวดระวังเต็มที่ เหมือนกับว่าถ้าเขาคลาดสายตาไป จะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกระนั้นก็ไม่ปาน
ชายหนุ่มถอนหายใจ ตามองคนตัวเล็กแน่วแน่
“พอออกจากโรงพยาบาลพี่ก็ตรงมานี่...”
“คุณมีธุระอะไร” วริษาตัดบทไม่รอให้เขาได้พูดจบ
ชิษณุพงษ์โคลงศีรษะ “รู้ไหมพี่ตาม...”
“คุณ-มี-ธุระ-อะไร!”
“ได้” ชิษณุพงษ์ยอมแพ้ “ฝนนี่ไม่...” เคยเปลี่ยน คำนี้ยังค้างในลำคอเพราะวริษายังย้ำถาม
“คุณมีธุ--”
ชิษณุพงษ์ถอนหายใจ “นั่นลูกของเราใช่ไหม”
เขาขยับก้าวเข้าไปหาเธอ และวริษาก็ก้าวถอยหลังขึ้นบันไดไปหนึ่งขั้น เธอส่ายหน้าบอกเสียงแข็ง
“เปล่า... เขาเป็นลูกของฉันกับผู้ชายคนอื่น”
เธอตอบพร้อมจ้องตา แต่ชิษณุพงษ์หรี่ตามอง ใบหน้าติดจะเฉยชาในทีแรกของเขาเปลี่ยนเป็นบึ้ง
“อย่าโกหก!”
เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิด และวริษาก็ขยับถอยหลังร่นขึ้นบันไดไปอีกขั้น
“ฉันไม่ได้โกหก! ยุเป็นลูกของฉันไม่ใช่ลูกคุณ!!” ตอบไปแล้วก็แทบสะดุดหงายหลัง เมื่อชิษณุพงษ์พุ่งปราดเดียวก็มาถึงตัวเธอ เขายึดต้นแขนเธอ
ไว้ ดวงตาวาววับ แม้จะตกใจแต่วริษาก็เชิดหน้าขึ้นมองจ้องตากับเขา
“ปล่อย!!”
ไร้ประโยชน์ คำพูดของเธอไร้ค่า เพราะจากเพียงแค่กุมต้นแขน คราวนี้ชิษณุพงษ์ถึงกับรวบร่างเล็กเข้ามากอดไว้เสียแน่น วริษาดิ้นหนี เธอโวยวายบอกให้เขาปล่อย แต่ชายหนุ่มไม่ได้สนใจ เขากอดเธอไว้อย่างนั้น ปล่อยให้เธอออกฤทธิ์ได้ตามใจชอบ... ไม่นาน แรงหยิกทึ้งก็ลดน้อยถอยลง เหลือเพียงแรงทุบแผ่วผิว
“อย่ามายุ่งกับฉัน ไปซะ ขอร้องล่ะ ไปให้พ้น”
เสียงหวานสั่นสะท้าน คล้ายเจ้าตัวกลั่นสะอื้นไว้เสียงจึงได้เครือขาดเป็นห้วงๆ ชิษณุพงษ์หน้าขรึม กระชับอ้อมแขนกอดแน่นเข้า บังคับกลายๆ ให้เธอซบหน้าลงกับอกเขา แต่วริษาก็ยังแข็งขืน
เธอเจ็บ เขารู้ เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้เจ็บน้อยไปกว่าเธอ
“คุณมาทำไมตอนนี้ มาเอาทำไมตอนนี้”
ชิษณุพงษ์ชะงัก อ้อมแขนคลายลงโดยไม่รู้ตัว วริษาดันแผงอกกว้างนั้นออกห่าง เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งดวงตาแดงก่ำ
“เจ็ดปี”
หญิงสาวพึมพำและส่ายหน้าช้าๆ ชิษณุพงษ์ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปสักนิด เขายังเย็นชาและ... มองไม่ออกเลยว่าเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ ไม่ว่าจะสุข ทุกข์ หรือเศร้า สีหน้าของเขาก็ยังเรียบเฉยไม่เปลี่ยน
“ที่ชีวิตฉันพังมาเจ็ดปี คุณยังไม่พอใจอีกเหรอ”
ชิษณุพงษ์พูดไม่ออก แววตัดพ้อในดวงตาของเธอประณามเขาได้ดีกว่าคำพูดเป็นไหนๆ ก่อนนั้นเธอเคยมองเขาอย่างชื่นชม ใช่แค่หลงใหลแต่มีความนับถือและเชื่อมั่นอยู่ในนั้น
หากบัดนี้... ความรู้สึกมันได้เลือนหายไปหมดแล้ว
วริษายกมือขึ้นปาดหยดน้ำตาที่ซึมตรงหางตา เธอกะพริบตาถี่ๆ และ
เบือนหน้าหนี
“คุณกลับ--”
“พี่ฝนคะ พี่ฝน!” นิตาร้องเรียกลงมาจากชั้นบน น้ำเสียงเร่งร้อนนั้นทำให้วริษารีบหันไปมอง ชิษณุพงษ์เบือนสายตามองตามไปยังเจ้าของเสียง ที่วิ่งออกมาตรงบันไดขั้นบนสุด
“พี่ฝน! น้องยุหอบอีกแล้วค่ะ!”
ใบหน้าซีดจนเกือบเขียว ท่าทางทุรนทุรายทรมานของถิรายุยังติดตาของชิษณุพงษ์อยู่ แม้เวลาจะผ่านมาเป็นชั่วโมงๆ แล้ว
‘เด็กแข็งแรงดีครับ ถ้าไม่นับโรคประจำตัวของแก เท่าที่ผมสืบได้แกป่วยเป็นโรคหอบหืด’
จากคำรายงาน ชิษณุพงษ์ไม่เคยนึกว่าถิรายุจะเป็นหนักขนาดนี้
ตอนนี้ถิรายุยังอยู่ในห้องไอซียู โรคประจำตัวของเจ้าตัวน้อยกำเริบและยาที่เคยใช้ก็ไม่ได้ผล ตอนนิตาวิ่งมาบอกวริษานั้น เราทั้งคู่หยุดทุกเรื่องไว้ตรงนั้น เขาวิ่งตามเธอขึ้นไปยังห้องนอนของเด็กชาย เด็กน้อยนอนเกร็งอยู่บนเตียงแล้ว นิตาวิ่งกลับลงมาโทรศัพท์หาโรงพยาบาล วริษาเข้าประคองเด็กชาย แต่เขากลัวจะไม่ทันการณ์ จึงอุ้มถิรายุไปขึ้นรถพามาหาหมอโดยมีวริษาตามมาไม่ห่าง และจากโรงพยาบาลในตัวอำเภอ ถิรายุก็ถูกส่งตัวเข้ามารักษาในโรงพยาบาลประจำจังหวัดต่อ
ชิษณุพงษ์ถอนใจยาว ละสายตาจากประตูห้องฉุกเฉิน เพื่อเหลียวมองวริษาที่นั่งกุมมืออยู่กับนิตาใกล้ๆ กัน ใจที่เคยแข็งอ่อนยวบ เมื่อเห็นหยดน้ำตาที่ยังเหลือค้างที่หางตาของเธอ ดวงตาคู่สวยที่สุดที่เขาไม่เคยลืมหม่น และเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ความกลัว
