บทที่ 9 บทที่ 2 (4)
แน่นอน ตอนนี้ทั้งเขาและเธอต่างก็กลัวการสูญเสีย
ใช่ เธอรู้ รู้ว่าเขามองอยู่ แต่เวลานี้สิ่งสำคัญที่สุดคืออาการของถิรายุ
วริษาไม่เคยกลัวอะไรอีกหลังผ่านเรื่องแย่ๆ มามากมาย แต่จะมียกเว้นเพียงเรื่องเดียวนั่นก็คือ การเสียถิรายุไป เด็กชายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ชีวิตของเธอเจอแสงสว่างที่ให้ความอบอุ่นอีกครั้ง เป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวเดียวที่ทำให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อได้
ถ้าหากเสียลูก วริษาไม่อยากนึก... ว่าจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร
เธอไม่อยากร้องไห้ ทว่า... ตอนนี้เธอก็ควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ อาการถิรายุไม่เคยกำเริบหนักขนาดนี้มาก่อนเลย
เมื่อน้ำตาหยดใสเริ่มไหลรินอาบแก้ม ดวงตาของชิษณุพงษ์ซึ่งเฝ้ามองวริษาอยู่แต่แรกจึงหม่นลงกว่าเดิม เขาวาดวงแขนออกไป และโอบร่างเล็กที่สั่นขึ้นมาน้อยๆ จากแรงสะอื้นไว้แนบอกตน ปลอบประโลมเธอด้วยความอบอุ่นจากตัวเขา และครั้งนี้เธอไม่ขัดขืน ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ เกยคางซึ่งครึ้มไปด้วยไรหนวดกับกลุ่มผมค่อนข้างยุ่งนั้น
“ลูกต้องไม่เป็นอะไร ฝนทำใจดีๆ ไว้”
มือใหญ่ลูบเบาๆ ที่หัวไหล่บอบบาง พลางกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น ชิษณุพงษ์ซบหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่ม แม้สีหน้าเรียบเฉยติดจะเย็นชา แต่ในแววตานั้นระทมทุกข์ไม่ต่างกัน
นิตามองชายแปลกหน้า ที่อาจจะเป็นพ่อของถิรายุ แล้วได้แต่ทอดถอนใจ เธอไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับอดีตของวริษามากนัก รู้แต่ว่า หล่อนท้องไม่มีพ่อ และย้ายมาตายเอาดาบหน้าที่เชียงใหม่เหมือนกันกับเธอ หญิงสาวขยับลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ ไถลไปยืนตรงหน้าประตูห้องฉุกเฉิน
ใจนึกกระหวัดไปถึงทวีรัฐ แล้วก็อดจะหนักใจขึ้นมาไม่ได้
“อ๊ะ!”
ความคิดของเธอหยุดลงแค่นั้น เมื่อเห็นคุณหมอกำลังเดินตรงมาที่ประตู นิตาขยับถอยห่างและรีบหันไปบอกวริษา
“พี่ฝนคะ คุณหมอออกมาแล้วค่ะ”
ทั้งวริษาและชิษณุพงษ์ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน ประตูที่เปิดออก และคุณหมอที่ก้าวออกมาราวกับฑูตจากสวรรค์นั้น ในความจริงแล้วดูน่ากลัวพอๆ กับยมทูตจากนรก วริษาก้าวเข้าไปหานายแพทย์วัยกลางคน เขาเปิดยิ้มที่คล้ายกับจะปลอบใจส่งมาให้เธอ
“คนไข้ปลอดภัยแล้วครับ อาการโดยทั่วไปปกติ แต่หมออยากให้อยู่ดูอาการสักสองสามวัน ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็กลับบ้านได้ แต่ถ้าให้หมอแนะนำ หมออยากให้พาคนไข้เข้าไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ที่นั่นเครื่องมือกับยาจะพร้อมกว่ามาก แต่ทั้งนี้ ก็ต้องแล้วคุณแม่กับคุณพ่อนะครับ เพราะเอ่อค่าใช้จ่ายก็ไม่น้อยเลย”
“ถ้าลูกอาการดีขึ้น เราค่อยย้ายแกกลับกรุงเทพฯ พี่จะติดต่อโรงพยาบาลที่ดีที่สุดไว้ พร้อมเมื่อไหร่เราก็ไปกันได้เลย”
ชิษณุพงษ์เอ่ยขึ้นเมื่อได้อยู่กันตามลำพังกับวริษา หลังถิรายุได้รับอนุญาตให้ย้ายออกจากห้องไอซียูแล้ว ตอนนี้เด็กชายยังหลับใหลอยู่บนเตียง วริษานั่งเคียงข้างตัวตรงแทบไม่กระดิก ส่วนนิตากลับไปบ้านพักเพื่อเตรียมข้าวของเครื่องใช้มาให้วริษา หลังรู้ว่าถิรายุจะต้องอยู่โรงพยาบาลไปอีกสักสองสามวัน
“ฝน”
ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมถอนใจเมื่อไม่ได้รับคำตอบ เพราะห้องพิเศษของโรงพยาบาลประจำจังหวัดก็ไม่ได้กว้างนัก แค่มีพื้นที่พอให้ตั้งเตียงและโต๊ะได้เท่านั้น แต่เธอกลับทำเป็นเหมือนว่าไม่ได้ยินที่เขาพูด แล้วเมื่อเธอไม่เอ่ยอะไรสักคำ ชิษณุพงษ์จึงขยับเข้าไปยืนเคียงข้าง เขาวางมือลงบนไหล่บอบบาง และทันทีเช่นกันที่วริษาดึงบ่าหนี เธอลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขา มือยังจับมือเด็กชายไว้มั่น
“คุณกลับไปเถอะ ขอบคุณมากที่พาตายุมาส่งโรงพยาบาล”
“ฝน” เสียงพูดอ่อนเหนื่อย
“ลูกไม่สบาย นี่ฝนยังจะตั้งแง่กับพี่อีกหรือ ฝนไม่เห็นแก่ลูกบ้างเหรอ”
“ตั้งแง่” วริษาแค่นยิ้ม “ฉันนี่นะตั้งแง่กับคุณ ฉันถามจริงๆ เถอะ คุณไปเอาความมั่นใจจากไหนว่าเด็กคนนี้เป็นลูกคุณ คุณคิดหรือไงว่าเจ็ดปีนี่นอกจากคุณแล้วฉันไม่มีใคร” เธอชี้มือเข้าหาตัวเอง “ฉันที่ได้ชื่อว่าใจแตก แถมยังเป็นนักศึกษาไซด์ไลน์เนี่ยนะ เป็นแม่ของลูกคุณ”
น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นเยาะหยัน
“คุณมั่นใจได้ยังไงกันคะคุณชิษณุพงษ์” วริษาถอนหายใจ กำมือน้อยแน่นขึ้น “ถิรายุน่ะเป็นลูกของฉัน... แกไม่มีพ่อ เพราะตัวฉันเองยังไม่รู้เลยว่าพ่อของแกเป็นใคร ทีนี้คุณคงเข้าใจชัดแล้ว” เธอมองไปที่ประตูห้อง “เชิญค่ะ ตอนนี้ธุระของคุณคงจบแล้ว เคลียร์แล้วนะ”
ชิษณุพงษ์เลิกคิ้วขึ้น “ฝนแน่ใจเหรอที่พูดออกมาน่ะ” เสียงทุ้มที่ย้อนถามฟังดูมีเลศนัย
นัยน์ตาเรียวยาวปรากฏแวววิบวับขึ้น จนหญิงสาวต้องก้มหน้าไม่กล้าสบตาด้วย... เธอรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร
“แน่ใจสิ... เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณ” เธอยืนกราน เพราะถิรายุคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่เธอจะไม่ยอมสูญเสียไปแน่นอน
“โอเค ถ้าฝนเข้าใจอย่างนั้น เมื่อกี้ฝนถามใช่ไหมว่าพี่ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน พี่ก็จะบอกให้” เขาหยิบซองสีขาวที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตยื่นส่งให้เธอ วริษารับมันมา แต่รีรอไม่กล้าเปิดจนเขาต้องสำทับ “เปิดดูสิ”
วริษาเม้มริมฝีปากแน่น แม้ไม่พอใจที่เขาสั่งแต่ด้วยความอยากรู้เธอจึงเปิดออกดู แต่แรกหญิงสาวค่อนข้างงุนงง แต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมาของเขานั่นแหละ เธอก็กำกระดาษแผ่นนั้นจนแทบขาด
“ผลตรวจดีเอ็นเอ”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาวาวโรจน์
