บทที่ 10 ไม่ได้ต้องการหมั้นตั้งแต่แรก
เช้าวันถัดมา แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้องอาหารของบ้าน พราวฟ้าค่อย ๆ เดินลงมารับประทานอาหารเช้าพร้อมกับบิดาและมารดา ใบหน้าเรียวสวยของเธอยังคงดูหมองคล้ำและอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเธอจะพยายามทารองพื้นและแต่งหน้าให้ดูสดใสมีชีวิตชีวาเหมือนเช่นทุกวันก็ตาม หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาร้องไห้จนดวงตาบวมช้ำและแทบไม่มีแรง สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวใจของเธอตอนนี้มีเพียงความเหนื่อยล้าทางกาย และความรู้สึกเจ็บปวดลึก ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไรดี
คุณประวิทย์ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะสังเกตเห็นว่าลูกสาวเอาแต่ใช้ช้อนเขี่ยเมล็ดข้าวในจานและแทบไม่ได้แตะอาหารตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ วางช้อนลงกับจาน
“พราว วันนี้มีเรียนกี่โมงลูก” บิดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น สายตาเต็มไปด้วยความอาทรและห่วงใยในตัวลูกสาวอย่างเห็นได้ชัด
“เก้าโมงค่ะคุณพ่อ” พราวฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยจากความคิดของตัวเอง เธอเงยหน้าขึ้นมองบิดา พยายามฝืนยิ้มบาง ๆ ออกมาเพื่อไม่ให้บรรยากาศเครียดจนเกินไป
“กินข้าวให้หมดก่อนค่อยไปนะ ช่วงนี้ลูกต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่าปล่อยให้เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เสียสุขภาพ” คุณประวิทย์พูดเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความกังวลใจ
“ค่ะคุณพ่อ” พราวฟ้าตอบรับคำสั่งของบิดาเบา ๆ สายตาก้มมองจานข้าวตรงหน้าด้วยความอึดอัดใจ
หญิงสาวค่อย ๆ ตักข้าวเข้าปากตามคำบอก แม้ว่าในลำคอจะรู้สึกขมเกร็งและไม่ได้รู้สึกอยากอาหารเลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็พยายามกลืนมันลงไป เพราะไม่อยากให้บิดามารดาต้องพลอยเป็นห่วงและเครียดไปมากกว่านี้ เธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าทั้งสองคนคอยเป็นห่วงและปกป้องเธอมาโดยตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องคลิปหลุดนั่นขึ้นมา
คุณหญิงพรรณีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองลูกสาวอยู่ครู่หนึ่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและความรัก ก่อนจะเอื้อมมืออันอบอุ่นไปแตะที่ท่อนแขนของพราวฟ้าเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ
“ถ้าวันนี้รู้สึกไม่ไหวก็กลับบ้านได้นะลูก ไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองทุกอย่าง” มารดาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แววตาสั่นระริกด้วยความเอ็นดู
“พราวไหวค่ะคุณแม่ พราวไม่อยากให้เรื่องนี้กระทบกับการเรียนด้วย” พราวฟ้าสบตามารดาแล้วพยายามรวบรวมความเข้มแข็งตอบกลับไป น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตั้งใจแม้หัวใจจะแหลกสลาย
คุณประวิทย์พยักหน้ารับรู้และเห็นด้วยกับความคิดของลูกสาว ก่อนจะประสานมือไว้บนโต๊ะแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย
“พ่อให้คนช่วยตรวจสอบเรื่องคลิปแล้วนะ แต่คงต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะรู้ว่าใครเป็นคนถ่าย ใครเป็นคนเผยแพร่ และมีการตัดต่ออะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า” บิดาชี้แจงถึงความคืบหน้าด้วยท่าทีสุขุมรอบคอบ
“คุณพ่อคิดว่าจะหาหลักฐานได้ไหมคะ” พราวฟ้าเงยหน้าขึ้นมองบิดาทันที ดวงตาที่เคยหมองคล้ำฉายประกายความหวังขึ้นมาเล็กน้อย น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
“พ่อยังตอบไม่ได้ แต่เราจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่ตรวจสอบ อย่างน้อยเราต้องรู้ให้ได้ว่าเหตุการณ์วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง” คุณประวิทย์ยืนยันคำเดิมอย่างมั่นคง แววตามุ่งมั่นที่จะปกป้องลูกสาวอย่างถึงที่สุด
หญิงสาวพยักหน้ารับคำของบิดา แม้ภายในใจจะเริ่มรู้สึกมีความหวังขึ้นมาบ้างที่บิดาออกหน้าช่วยหาความจริง แต่เมื่อนึกไปถึงใบหน้าอันเย็นชาของเมฆา ความหวังที่เพิ่งจุดติดขึ้นมาก็กลับลิบหลี่และลดลงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ต่อให้ครอบครัวจะช่วยพิสูจน์ความจริงได้สำเร็จ ต่อให้ทุกคนจะรู้ว่ารินลดาเป็นฝ่ายพูดจายั่วยุและกลั่นแกล้งเธอก่อน แล้วคนที่เธอรักสุดหัวใจอย่างเมฆาจะยอมเปิดใจรับฟังคำอธิบายจากเธอหรือเปล่า
พราวฟ้าถอนหายใจออกมาเบา ๆ เธอไม่กล้าคิดหาคำตอบให้กับคำถามนี้เลยจริง ๆ
หลังรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย พราวฟ้าก็ยกมือไหว้ลาบิดามารดาด้วยความเคารพ ก่อนจะเดินถือกระเป๋าออกไปขึ้นรถยนต์ส่วนตัวที่มีคนขับรถจอดรออยู่หน้าบ้าน ระหว่างทางที่รถกำลังเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนเพื่อมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัย หญิงสาวพยายามบังคับตัวเองไม่ให้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดู เพราะเธอรู้ดีอยู่แล้วว่าข้างในนั้นคงไม่มีข้อความหรือการติดต่อใด ๆ จากเมฆา และที่สำคัญคือเธอถูกเขาบล็อกจนไม่สามารถติดต่อเขาได้อีกต่อไปแล้ว
ถึงอย่างนั้น ทุก ๆ ครั้งที่ความคิดหมุนวนกลับมานึกถึงเรื่องการหมั้นหมายและการแต่งงานในอนาคต เธอก็ยังอดสงสัยและตัดพ้อในใจไม่ได้ว่า เขาจะตั้งอคติและเกลียดชังเธอไปอีกนานแค่ไหน
ทั้งที่ต่อหน้าผู้ใหญ่และสื่อสังคมภายนอก เขายังคงได้รับการยอมรับว่าเป็นคู่หมั้นของเธอ แต่ในชีวิตจริง เขากลับปฏิบัติต่อเธออย่างเย็นชา สลัดทิ้งเธอราวกับเป็นเพียงคนแปลกหน้า หรือคนน่ารำคาญที่เขาไม่อยากเข้าใกล้
ยิ่งปล่อยให้ความคิดกัดกิน หัวใจของเธอก็ยิ่งเจ็บปวดรวดร้าวมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในเวลาเดียวกัน ณ อาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทอัศวเมธินท์
ภายในห้องทำงานประธานบริหารอันกว้างขวาง เมฆากำลังก้มหน้าก้มตาตรวจเช็กเอกสารโครงการร่วมทุนมูลค่ามหาศาลที่วางกองอยู่บนโต๊ะทำงานด้วยความเครียด เลขาส่วนตัวเดินถือสมุดบันทึกเข้ามาในห้องอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเริ่มรายงานตารางการนัดหมายประจำวัน และกล่าวถึง agenda การประชุมกับเหล่าผู้บริหารระดับสูงที่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่าย
ชายหนุ่มนิ่งฟังรายงานเหล่านั้นโดยไม่แสดงความเห็นหรืออารมณ์ใด ๆ ออกมาทางสีหน้า จนกระทั่งเลขาเลื่อนหน้ากระดาษไปอีกหน้าแล้วเอ่ยถึงชื่อของคู่หมั้นสาวขึ้นมา
“อีกเรื่องหนึ่งค่ะท่านประธาน คุณพงษ์สิทธิ์ฝากแจ้งว่าเย็นวันศุกร์นี้จะมีงานเลี้ยงรับรองผู้ร่วมลงทุนจากต่างประเทศ ท่านต้องการให้คุณเมฆาเข้าร่วมงานพร้อมกับคุณพราวฟ้าค่ะ” เลขารายงานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม เกร็งไหล่เล็กน้อยด้วยความระมัดระวัง
“ทำไมต้องพาเธอไปด้วย” เมฆาชะงักมือที่กำลังพลิกหน้าเอกสารทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเลขาด้วยสายตาเรียบตึง น้ำเสียงหงุดหงิดและไม่เข้าใจอย่างชัดเจน
“คุณพงษ์สิทธิ์บอกว่าเป็นงานสำคัญของทั้งสองครอบครัวค่ะ อีกทั้งตอนนี้มีข่าวเกี่ยวกับการหมั้นหมายของท่านกับคุณพราวฟ้า ผู้ใหญ่จึงต้องการให้ทั้งสองท่านปรากฏตัวร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวค่ะ” เลขาส่วนตัวนิ่งไปเล็กน้อยกับท่าทีเกรี้ยวกราดของประธานหนุ่ม ก่อนจะรวบรวมความกล้าตอบไปตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมาจากผู้เป็นบิดาของเขา
“ผมไม่เห็นว่าจำเป็นต้องทำแบบนั้น” เมฆาวางเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดังปั้ง สีหน้าแสดงความไม่พอใจและต่อต้านอย่างเปิดเผย
“แต่คุณพงษ์สิทธิ์กำชับว่าต้องการให้ท่านเข้าร่วมงานพร้อมกับคุณพราวฟ้าค่ะ” เลขายังคงยืนยันคำสั่งเดิมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาด้วยความลำบากใจ
“ผมจะคุยกับคุณพ่อเอง คุณออกไปได้แล้ว” เมฆาโบกมือไล่ด้วยความรำคาญใจ สายตาจ้องมองไปที่หน้าต่างอย่างหงุดหงิด
“ค่ะท่านประธาน” เลขาสาวรีบโค้งเคารพแล้วรีบเดินออกจากห้องไปทันทีด้วยความผ่อนคลาย
เมื่อประตูห้องทำงานปิดลง เมฆาก็ถอนหายใจออกมาอย่างหัวเสีย เขาหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมาแล้วกดสายโทรหาพงษ์สิทธิ์ ผู้เป็นบิดาในทันที
“คุณพ่อครับ ผมได้ยินเรื่องงานเลี้ยงวันศุกร์แล้ว” เมฆาเปิดประเด็นทันทีที่ปลายสายรับ สายตาฉายแววไม่ยินยอม
“ดี งั้นแกก็เตรียมตัวไว้ ฉันให้คนจัดการเรื่องกำหนดการและจัดชุดให้แกกับหนูพราวแล้ว” พงษ์สิทธิ์ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ความยี่หระต่ออารมณ์ของลูกชาย
“ผมจะไปคนเดียวครับ” เมฆายืนยันเจตนาของตัวเองอย่างหนักแน่น น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ทำไม” ปลายสายเงียบเสียงไปชั่วครู่ ราวกับกำลังระงับอารมณ์โกรธ ก่อนที่คุณพงษ์สิทธิ์จะถามกลับมาด้วยน้ำเสียงกดต่ำและเข้มงวดดุดัน
“ผมไม่เห็นว่าต้องพาพราวฟ้าไปด้วย ในเมื่อช่วงนี้เธอกำลังเป็นข่าวเสียหาย ถ้าพาไปด้วยก็มีแต่จะทำให้คนในงานพูดถึงเรื่องคลิปนั่นไม่จบไม่สิ้น” เมฆาอธิบายเหตุผลที่เขาคิดว่าถูกต้องที่สุด ด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยอคติ
“แล้วถ้าแกไม่พาไป คนอื่นจะไม่ยิ่งพูดถึงหรือไง ยิ่งแกแสดงท่าทีห่างเหินและไม่สนใจคู่หมั้นมากเท่าไร คนนอกเขาก็ยิ่งสงสัยและตอกไข่ใส่ไข่มากขึ้นเท่านั้น” บิดาย้อนถามกลับมาทันควัน น้ำเสียงเข้มงวดเพื่อตักเตือนสติลูกชาย
“ผมไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะคิดหรือพูดถึงผมยังไงครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่แยแส สะบัดหน้าไปอีกทางด้วยความรำคาญ
“แต่ฉันสนใจ! เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของแก แต่มันเกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์และความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างสองครอบครัวด้วย” บิดาตักเตือนด้วยเสียงดังขึ้นผ่านสาย จนเมฆาต้องขยับโทรศัพท์ออกห่างหูเล็กน้อย
“คุณพ่อก็รู้ว่าผมไม่ได้ต้องการหมั้นกับเธอตั้งแต่แรก” เมฆากำโทรศัพท์ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกอัดอั้น ก่อนจะเถียงกลับไปด้วยความขมขื่น
“ฉันรู้ แต่แกก็ตกลงรับเงื่อนไขนี้เพื่อแลกกับตำแหน่งประธานไปแล้ว และตราบใดที่ข้อตกลงยังไม่สิ้นสุด แกก็ควรให้เกียรติครอบครัวของฝ่ายหญิงบ้าง” คุณพงษ์สิทธิ์ย้ำเตือนถึงข้อตกลงในอดีตด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง
“ผมก็ไม่ได้ทำอะไรให้ครอบครัวเธอเสียหายสักหน่อย” เมฆายังคงเถียงข้าง ๆ คู ๆ น้ำเสียงประชดประชันอยู่ในที
“แล้วสิ่งที่แกทำกับหนูพราวฟ้าระหว่างนี้ล่ะ! แกคิดว่าการดูถูกคู่หมั้นของตัวเองต่อหน้าคนอื่น การทำให้เธอต้องอับอาย และการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าแกไม่ต้องการเธอ มันเป็นเรื่องที่สุภาพบุรุษเขาทำกัน และเหมาะสมแล้วหรือไง” น้ำเสียงของคุณพงษ์สิทธิ์เคร่งขรึมและเต็มไปด้วยความตักเตือนอย่างจริงจัง
“ผมไม่ได้ขอให้เธอมารักผมเองนี่ครับ” เมฆานิ่งอึ้งไปชั่วขณะกับคำต่อว่าของบิดา แต่ความอคติที่บังตาทำให้เขากลบความรู้สึกผิดนั้นไว้ แล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชาและราบเรียบ
“ไม่มีใครบังคับให้แกต้องรักเธอ! แต่ฉันกำลังบอกให้แกรู้จักรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองตกลงไว้แล้ว ทำหน้าที่คู่หมั้นให้มันสมบูรณ์แบบ” บิดาตวาดกลับมาอย่างหมดความอดทน
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปร่วมงาน แต่ผมไม่รับปากว่าจะต้องทำตัวสนิทสนมหรือเอาอกเอาใจเธอ” ชายหนุ่มยื่นคำขาดในจุดที่เขายอมถอยได้มากที่สุด ด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ฉันไม่ได้ขอให้แกแสดงละครว่ารักกันหวานชื่น แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี วางตัวให้เหมาะสม อย่าสร้างปัญหาเพิ่มให้ครอบครัวเราก็พอ” คุณพงษ์สิทธิ์ถอนหายใจยาวออกทางโทรศัพท์อย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะตัดบท
“ครับ” เมฆารับคำสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงห้วนจัด ก่อนจะกดวางสายลงทันทีโดยไม่รอให้ผู้เป็นบิดาพูดอะไรต่อ
เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าบึ้งตึงและเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เขาเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครเข้ามาบงการชีวิต โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ที่เขาไม่ได้เป็นคนเลือกตั้งแต่ต้น สำหรับเขาแล้ว พราวฟ้าเป็นเพียงผู้หญิงที่เข้ามาวุ่นวายและอยู่ในตำแหน่งคู่หมั้นเพราะข้อตกลงทางธุรกิจของผู้ใหญ่ เธอไม่ใช่คนที่เขาเลือกด้วยหัวใจ และไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เขาจะต้องฝืนทำเป็นรักหรือแสนดีกับเธอเพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์บังหน้า
ในระหว่างที่เขากำลังอารมณ์เสีย โทรศัพท์บนโต๊ะก็สั่นแจ้งเตือนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความไลน์ที่ส่งมาจากรินลดา
‘วันนี้เมฆายุ่งมากไหมคะ รินอยากชวนคุณไปทานข้าวเย็นด้วยกันค่ะ’ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏบนหน้าจอ พร้อมอิโมจิออดอ้อน
เมฆามองข้อความบนหน้าจอ อารมณ์ที่เคยตึงเครียดค่อย ๆ ผ่อนคลายลง เขาพิมพ์ตอบกลับไปว่าเย็นนี้เขายังมีงานด่วนต้องจัดการ แต่จะหาเวลาพาเธอไปทานข้าวในวันอื่นอย่างแน่นอน
เพียงไม่กี่วินาที รินลดาก็ส่งข้อความตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
‘ไม่เป็นไรค่ะเมฆา รินเข้าใจว่าคุณมีงานสำคัญ รินรอได้เสมอค่ะ อย่าลืมทานข้าวเย็นด้วยนะคะ’ ข้อความแสดงความใส่ใจทำให้ริมฝีปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นมาได้
ชายหนุ่มอ่านข้อความน่ารัก ๆ นั้นแล้วระบายยิ้มออกมาบาง ๆ รู้สึกสบายใจและผ่อนคลายขึ้นมาก อย่างน้อยรินลดาก็เป็นคนที่เข้าใจเหตุผล ไม่เคยเรียกร้อง เอาแต่ใจ หรือทำให้เขารู้สึกอึดอัดรำคาญเหมือนอย่างที่พราวฟ้าชอบทำ
โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า ความเข้าใจและความอ่อนโยนแสนดีที่รินลดาแสดงออกมาทั้งหมดนั้น เป็นเพียงเปลือกนอกที่เธอตั้งใจเสแสร้งสร้างขึ้นมาเพื่อปั่นหัวและทำให้เขาเชื่อใจเธออย่างสนิทใจเท่านั้นเอง
