บทที่ 11 ใช้บารมีพ่อแม่บังคับให้เขาต้องยอมหมั้น

ช่วงพักกลางวัน ณ มหาวิทยาลัย

พราวฟ้านั่งรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนสนิทอยู่ที่โต๊ะในโรงอาหารคณะ แม้เธอจะพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด แต่เธอก็ยังสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ของนักศึกษารอบข้างที่คอยแอบมองมาและซุบซิบกันเป็นระยะ ๆ

“แกไม่ต้องไปสนใจพวกนั้นหรอก ยิ่งแกแสดงท่าทีว่าไม่สบายใจ หรือทำตัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ พวกนั้นก็ยิ่งสนุกและอยากรู้ว่าแกจะทำยังไงต่อ” เพื่อนสนิทเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นพราวฟ้าถอนหายใจและวางช้อนลง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและอยากปกป้องเพื่อน

“ฉันรู้… แต่บางครั้งมันก็อดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าทำไมทุกคนถึงพร้อมใจกันเชื่อคลิปตัดต่อแบบนั้นได้ง่ายขนาดนี้ โดยไม่คิดจะถามหาความจริงเลย” พราวฟ้าพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อและท้อแท้ ดวงตาคู่สวยคลอน้ำตาเบา ๆ

“เพราะคนส่วนใหญ่ชอบเสพข่าวไงล่ะ พวกเขาเห็นแค่ภาพที่ถูกเผยแพร่ออกมาก็พร้อมจะพิพากษาคนอื่นแล้ว แต่คนที่รู้จักตัวตนของแกจริง ๆ ย่อมไม่มีทางตัดสินแกจากคลิปสั้น ๆ แค่นั้นหรอก” เพื่อนสนิทพูดให้กำลังใจพร้อมกับจับมือเธอไว้แน่นเพื่อถ่ายทอดความอบอุ่น

พราวฟ้าฝืนยิ้มตอบเพื่อนสนิท ก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบเพื่อดับความอึดอัด แต่ในขณะนั้นเอง เสียงพูดคุยจากกลุ่มนักศึกษาโต๊ะข้าง ๆ ก็ดังลอยเข้าหูเธออย่างชัดเจน

“นี่ ๆ ฉันได้ข่าวมาว่าคุณเมฆาเขาไม่เคยรักคู่หมั้นตัวเองเลยนะ ได้ยินว่าเขามีแฟนตัวจริงที่รักมากอยู่แล้วด้วย” นักศึกษาหญิงคนหนึ่งเปิดประเด็นขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ราวกับได้กุมความลับระดับโลกเอาไว้

“จริงเหรอแก! แล้วถ้ามีแฟนอยู่แล้ว ทำไมถึงยอมหมั้นกับยัยคนนี้ล่ะ” เพื่อนในกลุ่มถามต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น สายตาแอบเหล่มาทางพราวฟ้า

“ก็เรื่องเงินและธุรกิจของครอบครัวน่ะสิ เขาเล่ากันว่าคุณพราวฟ้าอยากได้ผู้ชายคนนี้มาก จนยอมทำทุกวิถีทาง ใช้บารมีพ่อแม่บังคับให้เขาต้องยอมแต่งงานด้วย” นักศึกษาคนเดิมจี้จุดอย่างสนุกปาก โดยไม่สนว่าคนถูกพูดถึงจะยินหรือไม่

“โห… ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็น่าสมเพชอยู่นะ ต้องหมั้นกับผู้ชายที่ไม่เคยรักตัวเอง แถมยังโดนแฟนตัวจริงของเขาเล่นงานเอาอีก สมน้ำหน้า” อีกคนเบ้ปากพูดซ้ำเติมด้วยความสะใจ

พราวฟ้าชะงักนิ่งไปทันที มือเรียวที่ถือแก้วน้ำอยู่ค่อย ๆ วางมันลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ความเย็นชาและคำนินทารอบตัวทำให้หัวใจของเธอเจ็บปวดจนชาชิน เธอรู้ดีว่าคนเหล่านั้นกำลังพูดจาสนุกปากถึงเรื่องของเธอ แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่ออกมาตรง ๆ ก็ตาม

ความจริงแล้ว เธอไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งชีวิตของเธอจะต้องมานั่งฟังคนอื่นวิจารณ์และหัวเราะเยาะเรื่องความรักที่แสนน่าเศร้าของตัวเองในที่สาธารณะเช่นนี้ ต่อให้ก่อนหน้านี้เมฆาจะเย็นชาและใจร้ายกับเธอเพียงใด อย่างน้อยเรื่องระหว่างเธอกับเขาก็ควรเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะหยิบยกมาพูดนินทาสนุกปากราวกับเป็นเรื่องขบขันได้ทุกวัน

เพื่อนสนิทเห็นสีหน้าของพราวฟ้าหมองลงและขอบตาเริ่มแดงเรื่อ จึงทนไม่ไหว หันไปพูดใส่กลุ่มนักศึกษาโต๊ะข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจทันที

“ถ้าจะพูดถึงคนอื่นก็ช่วยมารยาทดี พูดให้มันเบากว่านี้หน่อยได้ไหมคะ! คนที่พวกคุณกำลังนินทาก็นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ได้พิการหูหนวกนะ!” เพื่อนสนิทตวาดกลับเสียงดังจนคนทั้งโรงอาหารเริ่มหันมามอง

“พวกเราก็แค่คุยกันตามข่าวที่เห็นในเน็ต ไม่ได้เอ่ยชื่อใครสักหน่อย เธอจะมาร้อนตัวทำไม” นักศึกษาคนหนึ่งเถียงกลับทันควัน ชักสีหน้าหน้าตาไม่พอใจใส่

“ถ้าไม่ได้เอ่ยชื่อ แล้วทำไมพอฉันพูดขึ้นมา พวกคุณถึงพร้อมใจกันหันหน้ามามองโต๊ะนี้ล่ะคะ กล้าทำก็ช่วยกล้ารับหน่อย!” เพื่อนสนิทเถียงกลับอย่างไม่ยอมคน ลุกขึ้นยืนกอดอกจ้องหน้าอีกฝ่าย

“นี่เธอจะหาเรื่องพวกเราหรือไง!” อีกฝ่ายเริ่มลุกขึ้นยืนทำท่าโต้เถียงด้วยความโกรธจัด

“พอเถอะแก… เราลุกไปกันดีกว่า” พราวฟ้ารีบเอื้อมมือไปจับแขนเพื่อนสนิทเอาไว้แน่น ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ เป็นเชิงห้ามปราม น้ำเสียงสั่นเครืออ้อนวอน

“แต่พวกนี้พูดจาแย่มาก ไม่ให้เกียรติแกเลยนะพราว!” เพื่อนสนิทท้วงด้วยความโกรธแทน หันมามองหน้าพราวฟ้าด้วยความหงุดหงิดใจ

“ฉันไม่อยากมีปัญหาหรือเป็นข่าวใหม่อีกแล้ว ถือว่าฉันขอนะ” พราวฟ้ามองเพื่อนด้วยสายตาขอร้อง น้ำตาคลอเบ้าจนน่าสงสาร

พราวฟ้าลุกขึ้นเก็บของบนโต๊ะ แล้วรีบเดินนำเพื่อนสนิทออกจากโรงอาหารไปทันที แม้ในหัวใจจะเจ็บปวดและรู้สึกอับอายมากเพียงใด แต่เธอก็พยายามอดทนและทำตามคำสั่งสอนของบิดา นั่นคือการไม่ตอบโต้หรือแสดงอารมณ์รุนแรงที่อาจถูกคนอื่นนำไปใช้อัดคลิปมาโจมตีเธอซ้ำสองได้อีก เธอไม่อยากให้ใครมีโอกาสใช้ความผิดพลาดหรืออารมณ์ชั่ววูบของเธอมาเป็นอาวุธทำร้ายเธอและครอบครัวได้อีกแล้ว

ระหว่างทางที่กำลังเดินไปยังอาคารเรียน เพื่อนสนิทหยุดเดินแล้วหันมามองพราวฟ้าด้วยสีหน้าเครียดและเป็นห่วงอย่างจริงจัง

“พราว… ฉันขอถามแกจริง ๆ นะ แกยังอยากจะแต่งงานและใช้ชีวิตกับคุณเมฆาอยู่จริง ๆ เหรอนานขนาดนี้” เพื่อนสนิทถามตรง ๆ ดวงตาจ้องลึกเข้ามาในตาของเธอเพื่อค้นหาความจริง

คำถามที่ตรงไปตรงมาของเพื่อนสนิททำให้พราวฟ้าชะงักเท้าและหยุดเดินไปชั่วขณะ

เธอไม่เคยคิดหรือถามตัวเองด้วยคำถามนี้อย่างจริงจังมาก่อนเลย เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ความคิดเดียวที่อยู่ในหัวของเธอคือจะทำอย่างไรให้เมฆาหันมารักเธอ จะทำอย่างไรให้เขาเห็นความดีของเธอ เธอไม่เคยเตรียมใจหรือคิดเลยว่า หากวันหนึ่งเธอต้องเลือกระหว่างการอดทนรักษาความรักที่ไม่สมหวัง กับการรักษาศักดิ์ศรีและหัวใจที่แหลกสลายของตัวเอง เธอควรจะเลือกทางไหน

“ฉัน… ฉันไม่รู้เหมือนกัน” พราวฟ้าตอบออกไปตามตรงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา สายตาก้มมองต่ำอย่างคนไร้จุดหมาย “ฉันรักเขามานานมาก รักมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนฉันไม่รู้เลยว่า… ถ้าต้องตัดใจจากเขาจริง ๆ ฉันจะต้องเริ่มทำมันยังไง”

“ฉันไม่ได้บอกให้แกต้องเลิกรักเขาได้ในทันทีหรอกนะพราว แต่แกอย่าลืมสิว่า ความรักที่ดีมันไม่ควรทำให้แกต้องเจ็บปวดและร้องไห้อยู่ฝ่ายเดียวตลอดไปแบบนี้นะ” เพื่อนสนิทถอนหายใจยาวด้วยความสงสาร ก่อนจะเอื้อมมือมาจับมือพราวฟ้าไว้แน่นเพื่อลูบเบา ๆ เตือนสติ

พราวฟ้าก้มหน้าลงต่ำ มองมือของเพื่อนที่จับมือเธอไว้ คำพูดเตือนสติของเพื่อนสนิทนั้นคล้ายคลึงกับสิ่งที่มารดาเคยเตือนเธอเอาไว้ไม่มีผิด แต่ถึงแม้สมองจะรับรู้และเข้าใจทุกอย่างดี เธอก็ยังไม่สามารถบังคับหัวใจที่ดื้อรั้นให้หยุดรักเมฆาได้อยู่ดี

เธอทำได้เพียงฝืนก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ทั้งที่ยังคงมืดแปดด้านและไม่รู้เลยว่า ปลายทางของความรักที่แสนพยายามครั้งนี้ จะหลงเหลือเศษเสี้ยวความสุขอะไรไว้ให้เธอได้เชยชมบ้าง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป