บทที่ 12 ความร้ายของรินลดา

ช่วงเย็น หลังเลิกงาน

เมฆาขับรถยนต์คันหรูของเขาไปยังร้านอาหารบรรยากาศดีแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านที่เขาและรินลดาเคยมาทานด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ทันทีที่ชายหนุ่มเดินเข้ามาภายในร้าน รินลดาที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วก็ลุกขึ้นยืนต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มที่หวานหยดย้อย เธอสวมชุดเดรสสีพาสเทลดูนุ่มนวล แต่งหน้าโทนธรรมชาติอย่างพอดี และจัดการสั่งเครื่องดื่มรวมถึงเตรียมโต๊ะอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว

“เมฆามาแล้วเหรอคะ รินนึกว่าคุณจะติดงานด่วนจนมาหาไม่ได้เสียอีก” รินลดาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานประจบประแจง ดวงตาเป็นประกายสดใส

“ผมเคลียร์งานสำคัญเสร็จพอดีครับ เลยแวะมาหาคุณได้” เมฆาตอบพร้อมกับระบายยิ้มบาง ๆ ถอดเสื้อสูทแขนยาวออกพาดไว้กับเก้าอี้

“งั้นเราสั่งอาหารกันเลยนะคะ รินจำได้ว่าคุณชอบทานเมนูไหนเป็นพิเศษ เลยถือวิสาสะให้ทางร้านเขาเตรียมวัตถุดิบไว้ให้บางส่วนแล้วค่ะ” รินลดายิ้มกว้างอย่างมีความสุข ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเพื่อให้เขานั่งลง ผงกศีรษะให้บริกรนำเมนูมาส่ง

“ขอบคุณมากครับริน คุณใส่ใจผมเสมอเลย” เมฆามองดูการจัดเตรียมและความใส่ใจของหญิงสาวตรงหน้า แล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างมาก

“แหม ไม่เห็นจะต้องขอบคุณเลยค่ะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง รินเต็มใจทำให้อยู่แล้ว” รินลดาตอบพลางส่งสายตาหวานเชื่อม เอียงคอมองชายหนุ่มด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู

ทั้งสองคนนั่งรับประทานอาหารและพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องงานรวมถึงเรื่องทั่วไปกันอย่างสนุกสนานอยู่พักใหญ่ บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งรินลดาค่อย ๆ แกล้งทำสีหน้าหมองลงและเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาเข้าสู่เรื่องที่เธอตั้งใจไว้

“เมฆาคะ… คือเรื่องของคุณพราวฟ้า…” รินลดาชะงักคำพูดไว้ครึ่งหนึ่ง ทำสีหน้าลำบากใจ ดวงตาสั่นระริกแกล้งทำเป็นกังวลใจ

“ทำไมเหรอครับ มีอะไรเกี่ยวกับเธออีก” เพียงแค่ได้ยินชื่อของคู่หมั้น สีหน้าและอารมณ์ผ่อนคลายของชายหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที เมฆาถามด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิด

“เปล่าค่ะ รินไม่ได้อยากจะพูดถึงเธอให้คุณต้องอารมณ์เสียหรอกนะคะ แต่รินอดที่จะเป็นห่วงคุณไม่ได้จริงๆ ตั้งแต่เกิดเรื่องคลิปวันนั้น รินเห็นในโซเชียลคนพูดถึงคุณกับเธอในแง่ลบกันเยอะมาก รินกลัวว่าคุณจะต้องมาเดือดร้อนและลำบากเพราะเรื่องนี้” รินลดาพูดด้วยน้ำเสียงเสแสร้งและทำหน้าตาแสดงความเห็นใจอย่างสุดซึ้ง ยื่นมือไปแตะหลังมือของชายหนุ่มเบา ๆ

“ผมไม่เป็นไรหรอกครับ เรื่องข่าวนอกบ้านทำอะไรผมไม่ได้อยู่แล้ว” เมฆาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ชักมือกลับมาประสานกันไว้บนโต๊ะ

“แล้ว… แล้วคุณพราวฟ้าล่ะคะ เธอจะมาคอยดักเจอหรือหาเรื่องรินอีกไหม” รินลดาถามพลางทำท่าทางหวาดกลัวและกังวลใจ ช้อนตาขึ้นมองเขาอย่างน่าสงสาร

“ผมเตือนและสั่งเธอไปเด็ดขาดแล้วครับว่าอย่ามายุ่งหรือสร้างความเดือดร้อนให้คุณอีก” เมฆาวางช้อนในมือลงบนจาน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ

“รินไม่อยากให้คุณต้องไปมีปากเสียงหรือทะเลาะกับคู่หมั้นเพราะรินเลยนะคะ… ถ้าการที่เราเจอกันมันทำให้คุณพราวฟ้าไม่พอใจ หรือทำให้คุณลำบากใจ คุณต้องการให้รินถอยออกไปและอยู่ห่างจากคุณสักพัก รินก็ยินดีทำให้นะคะ” รินลดาก้มหน้าลงต่ำเล็กน้อย แกล้งทำเป็นถอนหายใจและแสดงสีหน้าไม่สบายใจอย่างหนัก น้ำเสียงตัดพ้อแสนดี

“ทำไมคุณต้องยอมถอยและทำแบบนั้นด้วยล่ะครับ คุณไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักหน่อย” เมฆาขมวดคิ้วชนกันทันทีที่ได้ยินคำพูดตัดพ้อนั้น น้ำเสียงตึงขึ้นเพื่อปกป้องเธอทันที

“แต่รินไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณกับครอบครัวต้องมามีปัญหากันนี่คะ” รินลดาช้อนสายตาน้ำตาคลอขึ้นมองเขา เม้มริมฝีปากแน่นอย่างน่าสงสาร

“เรื่องครอบครัวกับพราวฟ้ามันไม่เกี่ยวข้องกับคุณครับ มันเป็นเรื่องข้อตกลงที่ผมต้องจัดการเอง คุณอย่าคิดมากเลย” ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่น แววตาอบอุ่นขึ้นเมื่อมองหน้าเธอ

“ขอบคุณมากเลยนะคะเมฆา รินรู้เสมอค่ะว่าคุณเป็นห่วงและคอยปกป้องรินตลอด” รินลดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยประกายวาววับราวกับซาบซึ้งและตื้นตันใจในคำพูดปกป้องของชายหนุ่มเป็นอย่างมาก

เมฆาไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทำเพียงแค่มองหน้าเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยนและเอ็นดู ซึ่งเป็นสายตาที่เขาไม่เคยใช้มองพราวฟ้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนก็เดินเคียงคู่กันออกจากร้านอาหาร เมฆาเสนอตัวจะขับรถไปส่งรินลดาที่บ้าน แต่หญิงสาวปฏิเสธอย่างนุ่มนวล โดยอ้างว่าต้องรีบกลับไปจัดการเอกสารงานที่บริษัทต่อ ก่อนจะแยกย้ายกันไปที่รถ รินลดาเดินเข้ามาจับมือหนาของเขาไว้เบา ๆ

“เมฆาคะ” รินลดาเอ่ยเรียกเสียงนุ่ม ช้อนสายตาขึ้นสบตาชายหนุ่ม

“ครับ?” ชายหนุ่มก้มลงมองเธอด้วยความสงสัย

“ไม่ว่าในอนาคตจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น รินก็อยากให้คุณรับรู้ไว้นะคะว่า รินไม่เคยมีความคิดอยากจะทำให้ชีวิตของคุณต้องยุ่งยากหรือลำบากใจเลยสักครั้งเดียว” รินลดาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง กระชับมือหนาแน่นขึ้นเล็กน้อย

“ผมรู้ครับ คุณเป็นคนดีเสมอ อย่าคิดมากเลยนะ กลับบ้านดี ๆ ครับ” เมฆามองหน้าหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกดี ก่อนจะยกมืออีกข้างขึ้นไปลูบเรือนผมของเธออย่างเบามือและอบอุ่น พูดบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

รินลดายิ้มหวานส่งให้เขา ก่อนจะปล่อยมือแล้วเดินขึ้นรถยนต์ส่วนตัวของเธอไป

ทันทีที่ประตูรถปิดล็อกจากภายใน รอยยิ้มอ่อนหวาน แสนดี และไร้เดียงสาบนใบหน้าของรินลดาก็เลือนหายไปในทันที เหลือทิ้งไว้เพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ้าคิดเจ้าแค้นและความสะใจ

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดกดดูข้อความจากรับจ้างที่เธอส่งเงินไปจ้างให้แอบถ่ายคลิปเหตุการณ์ในวันนั้น เพื่อตรวจสอบดูยอดการแชร์และการกระจายข่าวของคลิปวิดีโอ ยอดรับชมและคอมเมนต์ด่าทอพราวฟ้ายังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนในโลกออนไลน์จำนวนมากต่างพากันรุมด่าและรังเกียจพราวฟ้า โดยที่ไม่มีใครรู้ความจริงเลยว่า ก่อนที่จะเกิดภาพการตบหน้าในคลิปนั้น รินลดาเป็นฝ่ายพูดจายั่วโมโห ดูถูก และใส่ร้ายอีกฝ่ายอย่างไรบ้าง

รินลดาหัวเราะในลำคอด้วยความพึงพอใจกับผลงานที่ออกมา แม้เธอจะรู้ดีว่าคลิปนั้นเป็นเพียงเหตุการณ์แค่ช่วงสั้น ๆ แต่ตราบใดที่ไม่มีใครสามารถนำคลิปเหตุการณ์เต็มก่อนหน้านั้นออกมาแผ่แพร่ได้ คนส่วนใหญ่ในสังคมก็ย่อมเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นเสมอ

และที่สำคัญที่สุด เธอไม่จำเป็นต้องลงแรงทำอะไรให้เมฆาเกลียดพราวฟ้าไปมากกว่านี้เลยด้วยซ้ำ เพราะตัวชายหนุ่มเองก็มีอคติและความเกลียดชังบังตาต่อคู่หมั้นของตัวเองอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

สิ่งที่เธอต้องทำต่อจากนี้ มีเพียงแค่การรักษาภาพลักษณ์เป็นเหยื่อผู้แสนดีของตัวเองเอาไว้ แล้วคอยปั่นหัวเมฆาไม่ให้เปิดโอกาสให้พราวฟ้าได้กลับเข้ามาเป็นคนสำคัญในชีวิตของเขาอีก

“อยากให้ทุกคนมองเธอเป็นคนผิดและเป็นนางร้ายนักใช่ไหมพราวฟ้า… งั้นก็จมอยู่กับชื่อเสียงเน่า ๆ แบบนั้นไปนาน ๆ เถอะ!” รินลดาพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม สายตาจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความสะใจอย่างถึงที่สุด

รินลดาพึมพำ ก่อนจะล็อกหน้าจอโทรศัพท์แล้วโยนมันลงบนเบาะข้างตัว เธอรู้ดีว่าการหมั้นหมายระหว่างเมฆากับพราวฟ้ายังไม่ถูกยกเลิก และตราบใดที่สองครอบครัวยังมีพันธะสัญญาทางธุรกิจต่อกัน เธอจะประมาทไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว ต่อให้เมฆาจะปากแข็งบอกว่าไม่ได้รักพราวฟ้า แต่ตำแหน่ง ‘คู่หมั้น’ ตามกฎหมายและทางสังคม ก็เป็นตำแหน่งที่เธอต้องการจะครอบครองและสลัดพราวฟ้าออกไปให้พ้นทาง เธอจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อตอกย้ำให้เมฆามั่นใจว่า พราวฟ้าเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมาะสมกับเขา และทำให้ทุกคนเห็นว่า หญิงสาวคนเดียวที่คู่ควรจะยืนข้างเขาก็คือเธอเท่านั้น

กลางดึกคืนนั้น ณ บ้านพักของพราวฟ้า

พราวฟ้านั่งนิ่งอยู่บนเตียงนอนนุ่มภายในห้องนอนที่เงียบสงบ หลังจากที่เธออาบน้ำชำระร่างกายและเตรียมตัวจะเข้านอน หญิงสาวตัดสินใจเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักข้างเตียง แล้วหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงใบเล็กออกมาวางไว้บนฝ่ามือ

เธอค่อย ๆ เปิดฝากล่องออก เผยให้เห็น ‘แหวนหมั้น’ เพชรเม็ดงามที่เมฆาเคยเป็นคนสวมเข้าที่นิ้วของเธอในวันพิธีหมั้นหมาย แสงไฟจากโคมไฟข้างเตียงตกกระทบลงบนหัวเพชรจนเกิดประกายระยิบระยับสวยงาม พราวฟ้านั่งจ้องมองแหวนวงนั้นอยู่นานแสนนานด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

สำหรับคนอื่นที่มองเข้ามา แหวนเพชรราคาแพงวงนี้อาจเป็นเพียงเครื่องประดับหรูหราที่แสดงถึงความมั่งคั่งและการดองกันของสองตระกูลใหญ่ แต่สำหรับพราวฟ้าแล้ว มันเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังเล็ก ๆ ในชีวิตของเธอ เธอเคยหวังว่าสักวันหนึ่ง ความดีและความรักอันบริสุทธิ์ของเธอจะสามารถละลายหัวใจอันเย็นชาของผู้ชายที่เธอรัก และทำให้เขายอมรับเธอในฐานะคนรักจริง ๆ ได้สักวัน

เธอเคยหลงคิดไปว่า การได้แต่งงานและหมั้นหมายกับเมฆาคือจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่แสนมีความสุข แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้รักเธอในตอนเริ่มต้น แต่เธอก็เชื่อมั่นมาตลอดว่า หากได้ใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น เขาจะค่อย ๆ มองเห็นความรักและความหวังดีที่เธอมีให้เสมอ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

นับตั้งแต่วันแรกที่หมั้นหมายกันจนถึงวันนี้ เมฆาไม่เคยแสดงท่าทีหรือทำให้เธอรู้สึกเลยว่าเขาต้องการมีเธออยู่ในชีวิต เขาปฏิเสธปิ่นโตอาหารที่เธอตั้งใจทำไปให้ คอยพูดจาดูถูกและทำร้ายจิตใจเธอต่อหน้าคนอื่น และที่เจ็บปวดที่สุดคือ เขาเลือกที่จะเชื่อคำพูดโกหกของผู้หญิงคนอื่น โดยไม่เคยเปิดโอกาสให้เธอได้พูดหรืออธิบายความจริงเลยแม้แต่คำเดียว

แม้กระทั่งในตอนนี้ เขาก็ยังบล็อกช่องทางการติดต่อของเธอทุกทาง ราวกับว่าเธอเป็นเพียงขยะหรือสิ่งปฏิกูลที่ไม่ควรมีตัวตนอยู่ในโลกของเขา

พราวฟ้าค่อย ๆ ยื่นมือไปปิดฝากล่องกำมะหยี่ลงอย่างช้า ๆ ก่อนจะวางมันกลับคืนลงไปในลิ้นชักตามเดิม

เธอยอมรับว่าตัวเองยังคงใจไม่กล้าพอที่จะถอดแหวนหมั้นวงนี้ออก หรือตัดใจทิ้งไปในทันที เพราะลึก ๆ ในรอยแผลที่แหลกสลาย ก็ยังมีเศษเสี้ยวของความหวังริบหรี่ที่ไม่ยอมดับลงไปเสียที

แต่ในคืนนี้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอเริ่มตั้งคำถามและถามตัวเองอย่างจริงจังว่า… การพยายามดันทุรังรักษาตำแหน่งคู่หมั้นที่ไร้ค่าของผู้ชายที่ไม่เคยมีใจให้เธอเอาไว้นั้น มันจะทำให้เธอพบกับความสุขในชีวิตได้จริง ๆ หรือไม่

ในขณะที่กำลังตกอยู่ในพะวงความคิด เสียงสัญญาณแจ้งเตือนโทรศัพท์บนเตียงก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับข้อความจากเพื่อนสนิทที่ส่งเข้ามาด้วยความห่วงใย

‘ถึงบ้านแล้วใช่ไหมพราว พักผ่อนเยอะ ๆ นะ อย่าเก็บเอาเรื่องแย่ ๆ วันนี้มาคิดมากล่ะ’ ข้อความเตือนห่วงใยจากเพื่อนสนิทปรากฏบนหน้าจอ

พราวฟ้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พิมพ์ข้อความตอบกลับไปว่าเธอถึงบ้านปลอดภัยดีแล้ว และขอบคุณเพื่อนมากที่เป็นห่วงเสมอ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะข้างเตียง

เธอเอื้อมมือไปกดปิดสวิตช์ไฟโคมหัวเตียงจนห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด หญิงสาวเอนกายลงนอนบนเตียงนุ่ม พยายามข่มตาที่บวมช้ำให้หลับลง โดยตั้งใจว่าจะไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูอีกแล้ว

ในคืนนี้ เธอจะไม่นั่งทรมานตัวเองเพื่อรอคอยข้อความหรือการติดต่อจากเมฆาอีกต่อไป

อย่างน้อยที่สุด เธอก็ขออนุญาตหัวใจตัวเองได้พักผ่อนและหลีกหนีจากความเจ็บปวดที่กัดกินมาตลอดทั้งวันสักคืนหนึ่ง

ทว่า พราวฟ้ายังไม่อาจรู้ได้เลยว่า ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ เธอจะต้องเผชิญหน้ากับเมฆาอีกครั้งในงานเลี้ยงรับรองของสองตระกูลใหญ่ และการต้องปรากฏตัวเคียงคู่กันในฐานะ ‘คู่หมั้น’ ต่อหน้าผู้คนมากมาย จะยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำให้เธอได้เห็นและสัมผัสอย่างชัดเจนว่า สำหรับเมฆาแล้ว ตำแหน่งคู่หมั้นของเธอนั้น… มันไม่ได้มีความหมายหรือคุณค่าอะไรในหัวใจของเขาเลยแม้แต่น้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป