บทที่ 3 ไม่เคยเชื่อใจ
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลอัศวเมธินท์เต็มไปด้วยความเงียบสงบอันชวนอึดอัด เสียงแจกันแก้วเจียระไนกระทบโต๊ะหินอ่อนดังขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงดุดันของคุณพงษ์สิทธิ์ที่ก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่
"แกทำแบบนี้ลงไปได้ยังไงตาเมฆา!" คุณพงษ์สิทธิ์ตบโต๊ะเสียงดังลั่น สีหน้าดุร้ายฉายแววโกรธจัด "หักหน้าคุณหนูพราวฟ้าต่อหน้าผู้ใหญ่ฝ่ายโน้นไม่พอ ยังจะอุ้มแม่รินลดาอะไรนั่นเดินออกจากงานไปเฉยๆ อีก! รู้ไหมว่าทางตระกูลวรเวชเวชากุลเขาหน้าชาและไม่พอใจแค่ไหน!"
เมฆายืนนิ่งอยู่ในชุดสูทตัวเดิม ใบหน้าคมคายราบเรียบ นัยน์ตาคู่คมไร้ซึ่งความรู้สึกสำนึกผิดแม้แต่น้อย
"ผมรักษามารยาทเต็มที่แล้วครับคุณพ่อ" เมฆาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น "แต่พราวฟ้าเป็นคนลงมือทำร้ายรินก่อน เธอผลักรินล้มจนแก้วบาดเลือดออก ผมในฐานะลูกผู้ชาย จะให้ยืนดูคนที่ผมรักโดนทำร้ายอยู่เฉยๆ เหรอครับ?"
"แกเห็นกับตาหรือไงว่าหนูพราวฟ้าเป็นคนทำ!" คุณหญิงวรินทร์เอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงเอือมระอา "หนูพราวฟ้าเติบโตมาในตระกูลผู้ดี มีกิริยามารยาทงดงาม เรียบร้อยมาตลอด เด็กคนนั้นจะกล้าทำเรื่องรุนแรงขนาดนั้นในงานหมั้นของตัวเองได้ยังไง แกโดนแม่รินลดาปั่นหัวจนหน้ามืดตามัวไปหมดแล้วใช่มั้ย!"
"ผมเชื่อในสิ่งที่ผมเห็นครับคุณแม่" เมฆายืนกรานเสียงแข็ง แววตาเต็มไปด้วยอคติลึกล้ำ "พราวฟ้าก็แค่เด็กเอาแต่ใจที่ถูกสปอยล์จนเคยตัว พอเห็นรินมางานก็คุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ผมไม่จำเป็นต้องเข้าข้างคนใจร้ายแบบนั้น"
"แกมันดื้อด้าน!" คุณพงษ์สิทธิ์ถอนหายใจยาว ชี้หน้าลูกชายอย่างคาดโทษ "จำไว้เลยนะตาเมฆา โครงการร่วมทุนกับฝั่งวรเวชเวชากุลมีความสำคัญต่อบริษัทเรามาก ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบของแก... ฉันจะไม่ละเว้นแกแน่! พรุ่งนี้ไปหาหนูพราวฟ้า แล้วขอโทษเธอซะ!"
"ผมไม่ขอโทษครับ" เมฆาตอบกลับทันควัน นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความแข็งขืน "และผมจะไม่มีวันขอโทษคนที่ทำร้ายรินเด็ดขาด"
พูดจบ เมฆาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องโถงใหญ่ไปโดยไม่สนใจเสียงเรียกตวาดของผู้เป็นพ่อ นัยน์ตาคมกริบฉายแววเกลียดชังพราวฟ้าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว... เด็กนั่นนอกจากจะใช้เงินบีบบังคับให้เขาต้องหมั้นหมายแล้ว ยังทำให้เขาต้องทะเลาะกับพ่อแม่อีก!
ขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์ตระกูลวรเวชเวชากุล...
ภายในห้องนอนกว้างขวางอันหรูหรา พราวฟ้านั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงใหญ่ ชุดราตรีสีขาวถูกเปลี่ยนออกเป็นชุดนอนผ้าซาตินเรียบง่าย ใบหน้าหวานเนียนยังคงมีรอยคราบน้ำตาแห้งกรัง นัยน์ตาคู่สวยหมองแสงและบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักมาตลอดทั้งคืน
มือเรียวเล็กยกขึ้นแตะแหวนเพชรบนนิ้วนางข้างซ้ายเบาๆ คำพูดใจดำของเมฆาในคืนนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว...
‘ฉันเห็นแต่ความดุร้าย เอาแต่ใจ และความน่ารังเกียจของเธอ! รินเขาอ่อนโยนและมีมารยาทกว่าเธอร้อยเท่า!’
"ทำไมพี่เมฆาถึงไม่เคยเชื่อพราวเลยสักครั้ง..." พราวฟ้าพึมพำกับตัวเองเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาใสไหลร่วงลงกระทบหลังมืออีกครั้ง "ทำไมพี่ถึงมองเห็นแต่ข้อดีของผู้หญิงคนนั้น แต่กลับมองพราวเป็นคนใจร้ายอยู่ตลอดเวลา..."
ทั้งที่เมื่อสี่ปีก่อน ในวันที่เธอประสบอุบัติเหตุขวัญเสีย เขาคือคนที่กุมมือเธอไว้แน่นและบอกว่าจะดูแลเธอ... แต่ทำไมวันนี้ มือคู่นั้นกลับผลักเธอออกอย่างแรงจนแทบเซล้ม และกอดประคองผู้หญิงคนอื่นไปแทนอย่างทะนุถนอม?
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ 'คุณหญิงพิมพา' ผู้เป็นแม่จะเดินเข้ามาด้วยสีหน้าห่วงใย คุณหญิงนั่งลงบนขอบเตียง ลูบเรือนผมนุ่มของลูกสาวด้วยความเอ็นดูและสงสารจับใจ
"พราว... ไหวไหมลูก?" คุณหญิงพิมพาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
"พราวไหวค่ะคุณแม่..." พราวฟ้าฝืนยิ้มให้แม่ แม้น้ำตายังคงคลอเบ้า "พราวขอโทษนะคะที่ทำให้งานหมั้นคืนนี้ต้องวุ่นวาย และทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องอับอาย..."
"โธ่ ลูกแม่... ไม่ใช่ความผิดของพราวเลยสักนิด" คุณหญิงพิมพาเอ่ยพลางดึงลูกสาวเข้ามาโอบกอดไว้ "คุณพ่อกับแม่รู้นิสัยหนูดี หนูไม่มีทางทำร้ายใครก่อนหรอก ตาเมฆาเขาแค่กำลังหน้ามืดตามัว... คุณพ่อเขากำลังคุยเรื่องนี้กับฝั่งนู้นอยู่นะลูก ไม่ต้องกังวลนะ"
พราวฟ้าซบหน้าลงกับอกแม่ รับรู้อบอุ่น ทว่าในใจกลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ... ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอสังเกตเห็นคุณพ่อมีสีหน้าตึงเครียดและแอบออกไปคุยโทรศัพท์ดึกๆ ดื่นๆ เสมอ แม้แต่คุณแม่ก็ดูมีความกังวลซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้ม
"คุณแม่คะ... ช่วงนี้คุณพ่อเครียดเรื่องงานมากเลยเหรอคะ?" พราวฟ้าเอ่ยถามขึ้นเบาๆ
คุณหญิงพิมพาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ "ไม่มีอะไรหรอกลูก เรื่องธุรกิจมันก็มีช่วงวุ่นวายแบบนี้แหละ หนูเป็นนักศึกษา หน้าที่ของหนูคือตั้งใจเรียนหนังสือนะลูก ไม่ต้องคิดมากเรื่องงานของผู้ใหญ่หรอก"
พราวฟ้าพยักหน้ารับเบาๆ แม้ในใจจะยังรู้สึกแคลงใจอยู่ก็ตาม... เธออายุยี่สิบปีแล้ว เรียนอยู่ชั้นปีที่สามของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง แม้ชีวิตที่ผ่านมาจะแวดล้อมไปด้วยความสุขสบายในฐานะคุณหนูตระกูลมหาเศรษฐี แต่เธอก็ไม่ได้ซื่อบื้อจนมองไม่ออกว่าสถานการณ์รอบตัวกำลังเริ่มมีม่านหมอกแห่งความสั่นคลอนปกคลุมอยู่
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง...
พราวฟ้าในชุดนักศึกษาเรียบร้อย ก้าวลงจากรถหรูของตระกูลพร้อมกับกระเป๋าแบรนด์เนมคู่ใจ เธอพยายามเชิดหน้าและรักษารอยยิ้มเรียบเก๋เอาไว้ตามสัญชาตญาณของคุณหนูไฮโซ ทว่าเสียงกระซิบกระซาบจากเพื่อนนักศึกษารอบข้างกลับดังเข้าหูเป็นระยะ
"นั่นใช่คุณหนูพราวฟ้าหรือเปล่า? ได้ข่าวว่างานหมั้นเมื่อคืนวุ่นวายมากเลยนะ..."
"จริงเหรอ? เห็นว่าฝ่ายชายอุ้มแฟนสาวออกไปกลางงานเลยนี่นา ทิ้งคู่หมั้นไว้อย่างน่าสงสาร..."
"น่าสงสารตรงไหน ใช้เงินบีบให้เขาหมั้นด้วยชัดๆ แย่งของคนอื่นเขาก็สมควรแล้วล่ะ!"
พราวฟ้ากำสายกระเป๋าแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บ แต่เธอยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างสง่างาม ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาต่อหน้าใคร
ทว่าเมื่อเดินมาถึงหน้าอาคารเรียน ร่างสูงโปร่งคุ้นตาในชุดสูทภูมิฐานก็ยืนรอเธออยู่ตรงนั้น...
เมฆา...
พราวฟ้าหยุดชะงัก หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความหวังเล็กๆ ในอก... พี่เมฆามาหาเธอที่มหาลัยงั้นเหรอ? เขามาเพราะรู้สึกผิด หรือมาเพราะต้องการอธิบายเรื่องเมื่อคืนกันนะ?
"พี่เมฆา..." พราวฟ้าเอ่ยเรียกเสียงเบา เดินเข้าไปหาชายหนุ่ม
เมฆาหันกลับมามองเธอ นัยน์ตาคู่คมไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงความเย็นชาและตึงเครียด สายตาของเขามองชุดนักศึกษาของเธอด้วยแววตาเหยียดหยามเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำ
"ตามฉันมานี่" เมฆาพูดจบก็หมุนตัวเดินนำไปยังมุมสวนอันเงียบสงบหลังอาคารเรียน โดยไม่รอฟังคำตอบ
พราวฟ้าก้าวขาเดินตามหลังเขาไป หัวใจที่เคยแอบหวังเริ่มเย็นชืดลงทีละน้อย เมื่อพ้นสายตาผู้คน เมฆาก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอด้วยสีหน้าดุดัน
"พี่เมฆามาหาพราวถึงที่มหาลัย... มีอะไรหรือเปล่าคะ?" พราวฟ้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
"ฉันมาเพื่อเตือนเธอ พราวฟ้า" เมฆากดเสียงต่ำ นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความข่มขู่ "เลิกวิ่งเอาเรื่องเมื่อคืนไปฟ้องพ่อแม่ฉันสักที! เพราะการกระทำดุร้ายของเธอเมื่อคืน มันทำให้รินต้องเจ็บตัว แถมเธอยังทำให้ผู้ใหญ่ฝั่งฉันเข้าใจรินผิดอีก!"
คำพูดของเขาเปรียบเสมือนตบหน้าเธออย่างแรง! พราวฟ้าจุกจนพูดไม่ออก ชาไปทั้งหน้า
"พราวไม่ได้ฟ้องใครทั้งนั้นค่ะ!" พราวฟ้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นัยน์ตาสุกใสสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "เรื่องเมื่อคืนผู้ใหญ่ทุกคนก็เห็นเหตุการณ์พร้อมกันหมด! พราวไม่ได้ทำร้ายรินลดา เธอแกล้งสาดแชมเปญใส่ตัวเองแล้วล้มลงไปเองต่างหาก ทำไมพี่เมฆาถึงปักใจเชื่อแต่ผู้หญิงคนนั้น แต่กลับมองพราวเป็นตัวร้ายตลอดเวลา!"
"เพราะรินไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำร้ายตัวเอง!" เมฆาตวาดกลับอย่างใจดำ ไร้ซึ่งความเชื่อใจ "แต่เธอมีเหตุผลเต็มประตู! เธอเกลียดริน เพราะเธอรู้ดีว่าฉันรักริน ไม่ได้รักเธอ! เธอถึงได้ริษยาและหาทางทำร้ายรินเพื่อเรียกร้องความสนใจจากฉัน!"
"พี่เมฆา!" พราวฟ้ากำมือแน่น น้ำตาแห่งความแหลกสลายไหลร่วงลงกระทบแก้มเนียนอย่างห้ามไม่อยู่ "พี่คิดแบบนี้กับพราวได้ยังไง! พราวรักพี่มาตลอดสี่ปีเต็ม ตั้งแต่วัยสิบหกปีที่พี่เคยช่วยพราวไว้... พราวไม่เคยคิดร้ายกับใคร!"
"เลิกอ้างเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนสักที!" เมฆาเอ่ยเชือดเฉือนอย่างเหี้ยมโหด "การที่ฉันช่วยเธอในวันนั้น มันก็แค่ความสงสารตามมารยาทเท่านั้นแหละพราวฟ้า! อย่าเอาความสงสารชั่วครู่ มาผูกมัดชีวิตฉันและทำลายความรักของฉันกับริน!"
คำว่า 'แค่ความสงสารตามมารยาท' ทำลายความทรงจำอันแสนหวานในวัยสิบหกปีของพราวฟ้าจนแหลกสลายกลายเป็นผุยผุย! หัวใจของคุณหนูวัยยี่สิบปีบีบรัดจนร้าวรานไปทั้งอก
"จำใส่หัวไว้เลยนะ..." เมฆาเดินเข้ามาใกล้ กดสายตามมองเธออย่างเหนือกว่า "ต่อให้เธอจะมีตำแหน่งคู่หมั้นกำไว้ในมือ ต่อให้เธอจะใช้เงินตระกูลวรเวชเวชากุลมาบีบบังคับฉันอีกกี่ครั้ง... แต่ในสายตาฉัน เธอเน่าเหม็นและน่ารังเกียจยิ่งกว่าขยะข้างถนน! และทันทีที่สัญญาธุรกิจสิ้นสุดลง... ฉันจะสลัดเธอทิ้งอย่างไม่แยแสเลยแม้แต่วินาทีเดียว!"
พูดจบ เมฆาก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างเย็นชาและใจดำ ทิ้งให้พราวฟ้ายืนร้องไห้กอดตัวเองอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบของสวนหลังอาคารเรียนเพียงลำพัง...
ร่างบางค่อยๆ ทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งหินอ่อน ปล่อยให้น้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ มือเรียวเล็กยกขึ้นกุมแหวนหมั้นบนนิ้วนางข้างซ้ายไว้แน่น สะอื้นไห้จนตัวสั่นเทา
ความรักสี่ปีที่เธอสอดประสานไว้ด้วยความหวัง... บัดนี้กลายเป็นเพียงพิษร้ายที่คอยกัดกินหัวใจเธอจนเหวอะหวะไม่เหลือชิ้นดี!
และสิ่งที่เธอไม่เคยรู้เลยก็คือ... ม่านมรกตแห่งความสุขในฐานะ 'คุณหนูพราวฟ้า' กำลังจะพังทลายลงในอีกไม่ช้า และมรสุมชีวิตลูกใหญ่กำลังจะโถมกระหน่ำเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล!
