บทที่ 4 คำปฏิเสธไร้เยื่อใย

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา...

“พี่เมฆาคะ... พราวทำต้มจืดเต้าหู้หมูสับกับผัดผักที่พี่ชอบมาให้ค่ะ” เสียงหวานนุ่มดังก้องขึ้นเบาๆ ภายในห้องทำงานกว้างขวางของประธานบริหารบนชั้นสูงสุดของตระกูลอัศวเมธินท์ พราวฟ้าในชุดนักศึกษาเอกชนเรียบหรู ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับปิ่นโตแก้วน่ารักในมือ ใบหน้าหวานเนียนฉายแววประหม่าเล็กน้อย ทว่าดวงตาคู่สวยกลับทอประกายความหวังเต็มเปี่ยม

ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านพ้นไปนับจากเหตุการณ์ทะเลาะกันอย่างรุนแรงที่สวนหลังอาคารเรียน ความบาดหมางและรอยแตกร้าวระหว่างเธอกับเมฆาก็ยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมฆาไม่ยอมรับสาย ไม่ตอบข้อความ และหลบหน้าเธอมาตลอดทั้ง

สัปดาห์ แต่เพราะความรักสี่ปีที่ฝังลึกอยู่ในใจ และความทรงจำในวัยเด็กที่จำได้ดีว่าเขาชอบทานอาหารเมนูไหน พราวฟ้าจึงเลือกที่จะกลืนความเสียใจลงคอ ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเข้าครัวลงมือทำอาหารโปรดที่เมฆาเคยชอบรับประทานในอดีตด้วยตัวเอง แล้วเดินทางมาหาเขาถึงบริษัท

เมฆาที่กำลังนั่งตรวจเอกสารอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้เนื้อดี เงยหน้าขึ้นมองร่างบาง นัยน์ตาคู่คมฉายแววเย็นชาและหงุดหงิดอย่างเปิดเผยทันทีที่เห็นหน้าเธอ

“ใครอนุญาตให้เธอขึ้นมาบนนี้ พราวฟ้า” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียบเย็น ไร้ซึ่งความยินดีแม้น้อยนิด

“พราว... พราวบอกเลขาหน้าห้องว่าพราวเอาข้าวเที่ยงมาให้พี่เมฆาค่ะ” พราวฟ้าฝืนยิ้ม ก้าวเข้ามาวางปิ่นโตลงบนโต๊ะทำงานของเขาอย่างระมัดระวัง “พราวจำได้ว่าเมื่อสี่ปีก่อนพี่เมฆาชอบทานสองเมนูนี่มาก พราวเลยตั้งใจเข้าครัวทำมาให้พี่เมฆาทานช่วงพักเที่ยงค่ะ...”

“เก็บของของเธอกลับไปเหอะ” เมฆายกมือขึ้นปฏิเสธทันที โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองปิ่นโตตรงหน้า “ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาวุ่นวายที่บริษัทของฉัน ที่นี่คือสถานที่ทำงาน ไม่ใช่สนามเด็กเล่นให้เธอมาทำตัวเป็นคุณหนูเอาแต่ใจเรียกร้องความสนใจ!”

คำปฏิเสธไร้เยื่อใยทำเอาพราวฟ้าชะงัก ชาไปทั้งหน้า มือเรียวเล็กที่กำลังจะเปิดฝาปิ่นโตสั่นเทาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“พราวไม่ได้มาเรียกร้องความสนใจนะคะ...” พราวฟ้าเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามกลืนก้อนแข็งๆ ลงคอ “พราวแค่ห่วงพี่เมฆาจริงๆ ... พราวเป็นคู่หมั้นของพี่นะคะ ทำไมพราวจะมาดูแลพี่ไม่ได้?”

“คู่หมั้นเหรอ?” เมฆาเค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะฟังดูเหยียดหยามจนคนฟังรู้สึกเจ็บแป๊บที่อกข้างซ้าย เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ ทอดสายตามองเธออย่างเหนือกว่า “เธอเสนอหน้าเรียกตัวเองว่าคู่หมั้นได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ทั้งที่รู้ดีอยู่เต็มอกว่าการหมั้นนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไรงั้นเหรอ?”

“พี่เมฆา...”

“ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อแม่เธอใช้เรื่องสัญญาร่วมทุนบีบบังคับตระกูลฉัน คิดเหรอว่าฉันจะยอมสวมแหวนให้เธอ?” เมฆาเอ่ยเชือดเฉือนอย่างใจดำ “อย่าเอาคำว่า 'คู่หมั้น' มาอ้างเพื่อก้าวก่ายชีวิตฉัน พราวฟ้า! สำหรับฉัน... เธอก็แค่เด็กเอาแต่ใจที่น่ารังเกียจ และตำแหน่งคู่หมั้นของเธอมันก็เป็นแค่กระดาษสัญญาไร้ค่าแผ่นหนึ่งเท่านั้น!”

คำพูดร้ายกาจตอกย้ำลงบนบาดแผลเดิมอย่างเหี้ยมโหด นัยน์ตาคู่งามของพราวฟ้าคลอน้ำตา แต่สัญชาตญาณความถือดีของคุณหนูตระกูลใหญ่สั่งให้เธอฝืนเชิดหน้าขึ้น ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตาไหลร่วงลงมาต่อหน้าเขา

“พี่เมฆาจะมองพราวใจร้าย หรือจะมองว่าพราวใช้เงินบีบบังคับยังไงก็ตามใจค่ะ...” พราวฟ้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แม้ในใจจะแหลกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี “แต่ตราบใดที่สัญญาร่วมทุนยังอยู่ และตราบใดที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายยังยอมรับ พราวก็คือคู่หมั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายและตามประเพณีของพี่เมฆาค่ะ!”

“เธอ!” เมฆาขมวดคิ้วแน่น นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัดที่เห็นเธอดื้อด้านไม่ยอมลงให้

และในวินาทีนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออก...

ร่างบางในชุดเดรสสีชมพูอ่อนดูนุ่มนวลก้าวเข้ามาพร้อมกับถุงกระดาษร้านอาหารหรูในมือ รินลดายิ้มหวานอย่างอ่อนหวาน ทว่าเมื่อสายตาปะทะเข้ากับร่างของพราวฟ้า รอยยิ้มนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลและน่าสงสารในทันตา

“เมฆาคะ... รินซื้อสเต็กเจ้าอร่อยมาฝากค่ะ” รินลดาเอ่ยเสียงนุ่ม ก่อนจะทำหน้าตกใจเมื่อเห็นปิ่นโตแก้วบนโต๊ะ “อ้าว... คุณพราวฟ้าก็มาเหรอคะ? รินขอโทษนะคะ รินไม่รู้ว่าคุณพราวฟ้าเอาอาหารมาให้เมฆาเหมือนกัน...”

เมฆาเห็นรินลดาเดินเข้ามา แววตาดุดันเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนในทันตา! เขาลุกขึ้นยืนทันที เดินตรงเข้าไปหาแฟนสาว ดึงถุงอาหารในมือเธอมาถือไว้ด้วยความทะนุถนอม

“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับริน รินไม่ได้ทำอะไรผิด” เมฆาเอ่ยเสียงนุ่มนวลกับรินลดา ก่อนจะหันมามองพราวฟ้าด้วยสายตาเย็นชา “เอาอาหารของเธอคืนไปซะพราวฟ้า ฉันจะกินข้าวกับริน”

พราวฟ้ามองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่บีบรัดจนเจ็บปวด... สายตาอ่อนโยนที่เขาใช้มองรินลดา มือหนาที่คอยประคองผู้หญิงคนนั้นอย่างรักใคร่ คือสัมผัสและแววตาที่เธอไม่เคยได้รับจากเลยแม้แต่น้อยนับตั้งแต่พิธีหมั้นเริ่มต้นขึ้น!

“พี่เมฆาคะ... พราวตั้งใจทำต้มจืดกับผัดผักนี้มาให้พี่ตั้งแต่เช้าเลยนะคะ” พราวฟ้าฝืนเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงเบาหวิว “ลองชิมสักนิดไม่ได้เหรอคะ?”

“ฉันบอกว่าไม่กินไง!” เมฆาตอบกลับเสียงแข็งอย่างไม่แยแส “ฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือไงพราวฟ้า! เอาของน่ารังเกียจของเธอกลับไปได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะสั่งให้ รปภ. มาลากตัวเธอออกไป!”

รินลดาแอบเหยียดยิ้มร้ายอย่างเหนือกว่าเบื้องหลังหลังแขนของเมฆา สายตาที่มองพราวฟ้าเต็มไปด้วยความสมเพชและเย้ยหยัน

พราวฟ้ากำมือแน่นจนสั่นสะส้าน นัยน์ตาคู่สวยร้อนผ่าว... ความอดทนและความถือดีของคุณหนูตระกูลใหญ่ถูกย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดี เธอค่อยๆ ก้าวเข้าไปเก็บปิ่นโตแก้วของตัวเองขึ้นมากุมไว้แน่น เชิดหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มเป็นครั้งสุดท้าย

“พราวเข้าใจแล้วค่ะ...” พราวฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่เด็ดเดี่ยว “พราวจะกลับค่ะ... แต่พี่เมฆาจำไว้นะคะ ว่าตราบใดที่พราวเป็นคู่หมั้น พราวจะไม่ยอมแพ้ และจะไม่ยอมยกพี่ให้ผู้หญิงคนไหนง่ายๆ เด็ดขาด!”

พูดจบ พราวฟ้าก็หมุนตัวสะบัดหน้าเดินออกจากห้องทำงานของเขาไปทันที ด้วยท่วงท่าเชิดหงส์อันสง่างาม แม้น้ำตาหยดโตจะไหลร่วงลงกระทบแก้มเนียนทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องก็ตาม...

ทิ้งให้เมฆายืนขมวดคิ้วแน่นด้วยความหงุดหงิดกับความดื้อด้านของเธอ โดยมีรินลดาคอยกุมมือและส่งยิ้มปลอบประโลมอยู่ข้างกาย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป